ตอนนี้วันที่ 4 แล้วค่ะ.. ไม่มีบวม ไม่มีช้ำ..ไม่มีกล้องดิจิทัลเลยอัปโหลดรูปไม่ได้ แต่มีรูปจากมือถือที่ถ่ายในวันผ่าตัดทันทีหลังตื่นจากยาสลบค่ะ.. ไม่รู้ว่าเพราะภูมิใจในตัวเองที่ทนการผ่าตัดมาได้หรือเปล่า ถึงกับชูสองนิ้วอยู่ด้วย..-_-; ฉันทำที่คลินิกศัลยกรรมแห่งหนึ่งในบรรดาคลินิกศัลยกรรมที่เรียงรายอยู่ในอับกูจองค่ะ.. พอจ่ายเงินแล้ว ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว ถ่ายรูป เปลี่ยนเสื้อผ้า..ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนเลยค่ะ..ได้ยินว่าปกติหลังตื่นจากยาสลบ ทางโรงพยาบาลจะโทรหาผู้ปกครอง แต่ฉันตื่นมาแล้วใช้มือถือโทรหาเพื่อนเองค่ะ..-_-' คืนวันที่ 1..จริงๆ แล้วคนที่เคยทนเท่านั้นถึงจะรู้ค่ะ.. อย่าผ่าตัดเลย..คำนี้หลุดออกมาเองจริงๆ..ถ้าลูกสาวหมอศัลยกรรมบอกว่าจะเหลากราม หมอคงไม่ยอมให้เหลาแน่ๆ ค่ะ อาจจะนะ..เข้าใจเลยค่ะ.. เพราะกลัวว่าจะหายใจลำบาก (มีสายระบายเลือดอยู่ในปากค่ะ) เลยนอนลืมตาทั้งคืน และตอนเช้าวันที่ 2 ตอนดึงสายออก เจ็บมากค่ะ..แล้วกลับบ้านไปก็นอนแบบไม่รู้เรื่อง..วันที่ 3 เป็นไปตามคาด บวมหนักมาก และแม้แต่จะนอนลงแล้วลุกขึ้นก็ทำได้ไม่ดีเพราะคอและกรามเจ็บ..เจ็บค่ะ.. ฉันทำไปทำไมกันนะ.. ตั้งแต่เด็กเพราะมีเนื้อบนหน้าเยอะ เลยมีปมด้อยนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นต้องฝืนผ่าตัดขนาดนั้น.. ฉันคิดว่าถ้าผ่าตัดแล้วเจ็บจนเหมือนจะตาย ก็คงทิ้งตัวเองในอดีตแล้วเริ่มใหม่ได้.. ก็เลยมีความเสียใจสารพัดถาโถมเข้ามา.. และวันนี้วันที่ 4..กรามรู้สึกชาๆ ตื้อๆ ค่ะ.. จริงๆ การผ่าตัดกรามก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ.. ลองคิดดูสิคะ..ที่คลินิกทันตกรรมก็ทำหัตถการเหมือนกัน.. คิดซะว่าเสียเงินเพื่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์หนึ่งครั้งก็ได้ค่ะ.. เพราะแม้แต่หัตถการที่ง่ายมากก็อาจมีผลข้างเคียงตามมาได้.. คนเราไม่ได้ตายง่ายๆ ค่ะ..พลังการรักษาตัวเองสุดยอดมาก.. แต่ฉันไม่อยากแนะนำค่ะ..สำหรับตัวฉันเองเป็นแบบนั้น..พรุ่งนี้จะไปถอดผ้าพันแผลค่ะ.. จะมาโพสต์รีวิวแบบตรงไปตรงมานะคะ..ถ้าอยากถามอะไร ถามมาได้เลย ฉันจะตอบอย่างจริงใจเต็มที่ค่ะ..แต่ฉันเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง น่ะค่ะ..ㅜㅡㅜ
ถูกใจ 0