หลังทำศัลยกรรมแล้ว สิ่งที่สงสัยจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา สำหรับฉัน ช่วงประมาณ 2 สัปดาห์แรกที่เรียกว่าบวมมาก ฉันสงสัยเรื่องอาการบวมที่สุด หลังจากนั้นกังวลเรื่องกระดูกไม่ติดมากที่สุด และตอนนี้ที่ผ่านไป 4 เดือนแล้ว ก็สนใจเรื่องความเสี่ยงแก้มห้อยกับอาการบวมที่ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะเรื่องอาการบวม ฉันเขียนโพสต์นี้เพราะในฐานะคนที่เสียเงินไปเยอะมากㅠㅠ และผ่านการลองผิดลองถูกมา มีบางอย่างที่อยากบอกค่ะ เพราะฉันร้อนใจมาก อะไรที่เขาว่าช่วยลดบวมได้ ฉันลองหมดค่ะ ดื่มเครื่องดื่มดูแลอาการบวมด้วย ได้ยามากินด้วย ไปฝังเข็มที่คลินิกแพทย์แผนเกาหลี กินยาสมุนไพรเกาหลี ไปจนถึงซื้อคอร์สดูแลด้วยคลื่นความถี่สูงด้วย นอกจากค่าผ่าตัดแล้ว คิดว่าน่าจะใช้ไปประมาณหนึ่งล้านวอนกับการดูแลลดบวมค่ะ ตอนนี้พอมาคิดดู รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องบ้ามากจริงๆ ถึงตอนนั้นจะอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังจนแยกแยะอะไรไม่ออก แต่ถ้าได้ย้อนกลับไปตอนนั้น ไม่สิ ฉันอยากบอกทุกคนที่กำลังงงและรับมือไม่ไหวกับอาการบวมเหมือนฉันค่ะ After***, **su อะไรพวกนี้ไม่ใช่ยาเด็ดขาดค่ะ สำหรับคนที่ทำโครงหน้า โดยเฉพาะคนแบบฉันที่แตะทั้งโหนกแก้ม คางหน้า และกรามเหลี่ยมผ่าหลังหู ไม่ใช่การผ่าตัดที่ค่อนข้างง่ายอย่างตาหรือจมูก อย่าเสียเงินเปล่ากับสิ่งที่ไม่ใช่แม้แต่ผลิตภัณฑ์ยาพวกนี้เลยค่ะ เอาเงินนั้นไปดูแลด้วยคลื่นความถี่สูงยังฉลาดกว่า และอาการบวมเป็นการต่อสู้กับเวลาจริงๆ อย่างน้อยที่สุดก็ควรคิดไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ค่ะ คำพูดที่ว่า 3 วันอาการบวมใหญ่ก็ยุบ และประมาณ 2 สัปดาห์ก็กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ เป็นคำพูดทางการขายค่ะ ตามสภาพร่างกายอาจมีส่วนน้อยมากที่ทำได้จริง แต่ฉันเป็นคนที่ปกติหน้าไม่บวมเลย และหน้าไม่ได้มีเนื้อเยอะด้วย ไม่คิดเลยว่าจะหนักขนาดนี้ ตอนแรกฉันคิดจะใช้ข้ออ้างว่าถอนฟันคุด แต่เรื่องนี้ใช้ได้ก็ต่อเมื่อหน้าบวมในระดับที่ยังพอสมเหตุสมผลเท่านั้นค่ะ ในสภาพที่เส้นหน้าบิดเบี้ยวและตาเล็กลงเพราะบวม แล้วจะบอกว่าฟันคุด แม้แต่ฉันเองยังคิดว่าเป็นข้ออ้างที่ไร้สาระมาก แน่นอนว่าตอนนั้นฉันก็ยังหน้าด้านยืนกรานไป แต่คนรอบๆ พูดถึงโบท็อกซ์หรือฉีดอะไรกันหมดค่ะ คิดว่าบอกตั้งแต่แรกว่าไปฉีดโบท็อกซ์หรือฉีดกล้ามเนื้อมา น่าจะดีกว่า
ถูกใจ 6