โพสต์

รีวิวศัลยกรรมกราม@jaw-review

เรื่องเล่าการผ่าตัดแก้ไขกรามสองครั้งเพราะคางถอยกลับ และความไม่สมมาตรรุนแรงที่ไม่ดีขึ้น

สวัสดีค่ะ/ครับ เราเป็นพนักงานออฟฟิศวัย 30 กว่าๆ และตอนนี้เป็นวันที่ 11 หลังผ่าตัดแก้ไขกรามสองครั้ง หลังวันที่ 6 อาการบวมก็ยังค่อยๆ ยุบลงอยู่ แต่เพราะยังมีบวมก้อนใหญ่เหลือค่อนข้างมาก รูปที่ถ่ายออกมาจึงดูคล้ายๆ กัน เลยขอลงรูปถึงแค่วันที่ 6 นะคะ/ครับ หวังว่าโพสต์นี้จะช่วยคนที่กำลังพิจารณาผ่าตัดกรามได้มาก และจะขอเล่าจากคำถามที่ทุกคนมักถามกันเป็นหลัก เพราะเป็นการผ่าตัดแก้ไขกรามสองครั้ง สิ่งที่ฉัน/ผมรู้สึกได้จริงในมุมของคนไข้ น่าจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ รูปด้านบนคือรูปก่อนผ่าตัดหมายเลข 1, 2 และรูปสุดท้ายก็เป็นก่อนผ่าตัดเช่นกัน ส่วนรูป 3, 4 เป็นวันที่ 2 และรูป 5, 6, 7 เป็นช่วงประมาณวันที่ 6

1. การผ่าตัดครั้งแรกเป็นอย่างไร และทำไมถึงต้องผ่าตัดซ้ำ เดิมทีใบหน้าฉัน/ผมไม่ได้จัดว่าใหญ่ แต่พอโตขึ้นบริเวณกลางใบหน้าก็ยาวขึ้น และขากรรไกรข้างหนึ่งเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติอย่างผิดปกติ ทำให้ความไม่สมมาตรค่อนข้างรุนแรง ลักษณะโครงหน้ามีภาวะขากรรไกรล่างเล็กในครอบครัว แต่ฉัน/ผมเป็นคนที่ชัดที่สุด เลยมีคางถอยกลับค่อนข้างมากด้วย ตอนแรกฉัน/ผมก็กลัวการผ่าตัดกรามสองข้างอยู่บ้าง และเพราะจัดฟันมาตั้งแต่ประถมรวมแล้วถึง 10 ปี พอจะต้องรื้อทุกอย่างแล้วผ่าตัดกรามใหม่ ก็รู้สึกตั้งคำถามกับเรื่องนี้มาก แต่เพราะรู้สึกว่าความไม่สมมาตรกับคางถอยกลับนั้นเหมาะกับการผ่าตัดกรามสองข้างจริงๆ เลยเริ่มหาข้อมูล ฉัน/ผมไม่ได้มองว่าอยากสวยขึ้นแบบศัลยกรรมความงาม แต่เพราะเครียดจากโครงหน้าที่ดูแปลกจริงๆ จึงอยากแก้ปัญหานั้นให้จบแบบตรงจุด สุดท้ายไม่ว่าจะหาข้อมูลเท่าไรก็ไม่เจอที่ไหนน่าเชื่อถือ จนพอดีมีคนรู้จักเป็นหมอ เลยได้แนะนำไปหาคนที่รู้จักกันและบอกว่าทำเก่ง ครั้งแรกฉัน/ผมไปที่ศัลยกรรมช่องปากและขากรรไกร และคุณหมอแนะนำให้ทำแค่ขากรรไกรล่าง บอกว่าการผ่าตัดกรามสองข้างมีค่าใช้จ่ายสูง ความไม่สมมาตรอาจดีขึ้นได้ทั้งหมดก็จริง แต่ผลด้านความงามอาจไม่ต่างจากการทำแค่ขากรรไกรล่างมากนัก ฉัน/ผมคิดว่านี่คือข้อจำกัดของสายศัลยกรรมช่องปากและขากรรไกร... ทั้งที่ผลด้านความงามน่าจะใหญ่ได้ชัดเจน แต่ถ้าเป็นการแก้ไขเฉพาะกระดูกขากรรไกรจริงๆ ก็จะมีเพียงผลในการปรับความไม่สมมาตรแบบจำกัดเท่านั้น... พอเป็นการผ่าตัดครั้งที่สอง เพื่อให้ได้ผลด้านความงามที่ชัดเจน คุณหมอก็เสนอให้ทำการปรับรูปโครงส่วนโหนกแก้มที่ไม่สมมาตรเพิ่มเติม และยังคำนึงถึงระดับเบ้าตาโปนด้วย พยายามคิดอย่างมากว่าจะทำอย่างไรให้ผลการแก้ความไม่สมมาตร + ผลด้านความงามออกมาสูงสุด ดังนั้นฉัน/ผมจึงเสียใจมากที่ครั้งแรกไม่ได้ทำกับศัลยแพทย์ตกแต่ง การผ่าตัดครั้งแรก การดมยาสลบก็หนักพอๆ กัน แต่พอผ่านไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ อาการบวมลดลงบ้าง ก็เหมือนว่าขากรรไกรถูกหมุนไม่พอ จึงต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ กรีดเข้าไปในช่องปาก และต้องรับรู้แบบชัดๆ ว่าคุณหมอใช้สว่านถอดสกรู แล้วสอดมือเข้าไปบิดขากรรไกรกลับ จนถึงตอนนี้ผ่านไป 5 ปีแล้วก็ยังเป็นบาดแผลทางใจอยู่เลย ㅜ ตั้งแต่แรกควรวางแผนละเอียดกว่านี้ว่าต้องหมุนแค่ไหน ต้องตัดกระดูกแค่ไหน แต่ตอนนั้นเหมือนจะไม่มีรายละเอียดพวกนั้นมาก และวิธีการผ่าตัดก็ไม่ได้อธิบายไว้อย่างดี ถึงอย่างนั้น ถ้าผลลัพธ์ดี ฉัน/ผมก็คงไม่คิดเรื่องผ่าตัดซ้ำ... ใช่ค่ะ/ครับ คางถอยกลับกลับมาเป็นอีกแล้ว... พอไปติดตามอาการครบหนึ่งเดือนเพื่อดูว่ามันกลับมาเป็นอีกจริงไหม คุณหมอก็พูดว่า... "ทำไมคางถอยกลับกับเหนียงยังอยู่เหมือนเดิมอีก... น่าจะต้องลดน้ำหนักเพิ่มนะ.." ตอนนั้นฉัน/ผมสูง 168 ซม. หนัก 49 กก. หลังผ่าตัดขากรรไกรล่างก็ยังกินอะไรไม่ค่อยได้ ^^; ฉัน/ผมปลอบตัวเองว่าถ้าแค่ความไม่สมมาตรดีขึ้นและคางยื่นออกมาบ้างก็ควรพอใจได้แล้ว แต่พอเวลาผ่านไปความเครียดก็ยิ่งเพิ่มขึ้น สุดท้ายระหว่างทำงานก็เก็บเงินไว้แล้วเริ่มคิดเรื่องผ่าตัดกรามอีกครั้ง

2. ทำไมถึงเลือกโรงพยาบาลแรก และเลือกโรงพยาบาลที่สองอย่างไร ครั้งแรกที่เลือกโรงพยาบาล ฉัน/ผมคิดว่าตัวเองไม่รู้ดีกว่าหมอ จึงให้คนรู้จักแนะนำและไปแค่ที่เดียว พูดตรงๆ คือไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่ใส่ใจเรื่องนี้ขนาดนั้น ทั้งที่เป็นใบหน้าของตัวเอง ㅜㅜ พ่อแม่จะช่วยออกค่าใช้จ่ายก็จริง แต่ทำไมตอนนั้นถึงไม่ยอมเดินหาข้อมูลอย่างหนักเพื่อจะตัดสินใจเกี่ยวกับการผ่าตัดที่เป็นเงิน 10 ล้านหรือ 20 ล้านวอนกันนะ ดังนั้นตอนหาข้อมูลโรงพยาบาลสำหรับครั้งที่สอง ฉัน/ผมตั้งใจว่าจะต้องไปปรึกษาอย่างน้อย 5 ที่ด้วยตัวเอง และค้นข้อมูลทุกอย่างที่ทำได้ ทั้งคาเฟ่ แอป และเว็บไซต์ต่างๆ ฉัน/ผมก็ลุยค้นหมด... แต่มีบทความจำนวนมากที่ดูคล้ายเป็นนายหน้า หรือพูดตรงๆ คือเหมือนคนในโรงพยาบาลมากกว่าคนทั่วไป เลยสับสนมากว่า ที่ไหนกันแน่ที่เก่งจริง เลยไปดู YouTube เยอะมากด้วย ดูว่าคุณหมอที่ทำผ่าตัดกรามสองข้างใน YouTube อธิบายอย่างไร ใส่ใจแค่ไหน แล้วค่อยไปปรึกษาด้วยตัวเอง สุดท้ายโรงพยาบาลที่ฉัน/ผมเลือกจริงๆ เพราะการปรึกษาที่นั่นน่าพอใจมาก จึงตัดสินใจเลยโดยไม่ไปครบทุกที่ที่จดรายชื่อไว้ ระหว่างนั้นมีอีกที่หนึ่งที่ฉัน/ผมไปถามแค่เรื่องการเลื่อนคางสำหรับคางถอยกลับแบบใช้โครงสร้างปรับรูปหน้า เพราะยังไงการผ่าตัดกรามสองข้างก็มีความเสี่ยง ต้องสละวันหยุดฤดูร้อนและพักหนึ่งสัปดาห์ และฉัน/ผมก็กลัวเหมือนกัน ความทรงจำเรื่องการดมยาสลบผ่านไป 5 ปีก็ยังไม่หายไปเลย ㅜ แต่ก็ต้องได้รับคำตอบว่าคางถอยกลับกับความไม่สมมาตรไม่ใช่ระดับที่แก้ได้ด้วยแค่ผ่าตัดเลื่อนปลายคาง ต่างจากโรงพยาบาลครั้งแรก ที่คลินิกศัลยกรรมช่องปากและขากรรไกรแห่งหนึ่งซึ่งต้องรอนานแค่เพื่อให้ได้ปรึกษา ฉัน/ผมก็คิดว่าเพราะพวกเขาไม่สามารถทำหัตถการด้านความงามอย่างการกรอโครงหน้า หรือการมัดกล้ามเนื้ออะไรแบบนั้นได้ จึงน่าจะไม่สามารถให้ผลด้านรูปลักษณ์ได้มากนักแม้จะปรับความไม่สมมาตรก็ตาม แน่นอนว่าก็มีคำปรึกษาแบบจะพยายามปรับให้ดีขึ้นมาก แต่คุณหมอที่ผ่าตัดครั้งแรกจนพังให้ฉัน/ผมก็พูดแบบนั้นเหมือนกัน สุดท้ายคุณหมอแบบที่ฉัน/ผมเกลียดที่สุดคือแนวที่ว่า "ฉันเป็นหมอ ฉันรู้ว่าปัญหาของเธอคืออะไร ส่วนเธอเป็นคนไข้ก็ไม่ต้องรู้หรอก เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง" ไม่ว่าจะเป็นผ่าตัดกรามสองข้าง หรือแม้แต่ผ่าตัดตากับจมูก ฉัน/ผมก็ไม่ชอบท่าทีแบบนั้นมาก ㅜ

3. รีวิวตั้งแต่ปรึกษาก่อนผ่าตัดจนถึงหลังผ่าตัด ก่อนอื่นได้ทำ CT แล้วเข้าพบคุณหมอเจ้าของคลินิก เพราะฉัน/ผมเลิกงานแล้วต้องเข้าปรึกษาตอน 18:30 ซึ่งค่อนข้างดึก ทั้งที่คุณหมอก็ต้องเลิกงานแล้ว แต่คุณหมอกลับให้คำปรึกษาอย่างจริงใจและยาวนานมาก คุณหมอดูการสบฟันและสภาพกระดูกของฉัน/ผมก่อน แล้วบอกว่าฉัน/ผมจัดฟันมานานมาก แล้วยังเคยใส่ซิลิโคนที่คางถอยกลับ เคยลำบากจากการผ่าตัดขากรรไกรล่าง และจัดฟันซ้ำหลายครั้ง น่าจะเหนื่อยมากจริงๆ... เรื่องผ่าตัดขากรรไกรล่างฉัน/ผมได้เล่าไป แต่เรื่องที่เคยใส่ซิลิโคนจนกระดูกละลายไม่ได้พูดเลย ทว่าคุณหมอกลับจับได้แบบแม่นยำราวกับรู้ใจ ㅜ คุณหมอไม่ได้พูดว่า "ต้องผ่าตัด" อะไรแบบนั้น แต่บอกว่าฉัน/ผมลำบากมามาก และตอนนี้ถ้าไม่ใช่คนทำงานที่ต้องถ่ายรูปกับหน้าแบบนี้ ก็ไม่ได้ดูแย่อะไร แถมยังสวย เหมือนคนดัง ㅜ ถ้าใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปจริงๆ ก็ไม่ใช่การผ่าตัดที่จำเป็นขนาดนั้น เลิกทรมานตัวเองได้แล้ว ฟังแล้วฉัน/ผมเกือบร้องไห้.. แต่เพราะคางถอยกลับของฉัน/ผมหนักมาก ท่าทางเลยดูเหมือนคนใจง่ายและดูซึมเศร้า ไม่ได้หมายความว่าฉัน/ผมไม่เคยถูกชมว่าสวยนะ แต่เพราะความไม่สมมาตร พอถ่ายรูปทีไรก็ดูน่าเกลียดแบบเหลือเชื่อ ฉัน/ผมก็เลยระบายทุกอย่างออกไป แล้วบอกคุณหมอว่า ถ้าจัดการได้แค่ความไม่สมมาตรกับคางถอยกลับนี้ ต่อให้ผ่านไปไม่กี่วันแล้วต้องตายก็ยอมได้ สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าคุณหมอเป็นคนอบอุ่นจริงๆ คือ นอกจากเรื่องผ่าตัดแล้ว ยังปลอบใจฉัน/ผมเยอะมาก... พูดตรงๆ คือใบหน้าฉัน/ผมตอนนั้นกำลังพังทลายอยู่ แต่คุณหมอบอกว่าสามารถปรับได้หลายส่วน จะเปลี่ยนไปเยอะมาก บริเวณกลางใบหน้าก็ยาวกว่านิดหน่อย ทำให้ใบหน้าเล็กและสวยขึ้นได้มาก คุณหมอใช้เวลากว่า 30 นาทีคิดไปด้วยกันว่าจะผ่าตัดอย่างไร โหนกแก้มก็ไม่สมมาตร จึงต้องกรอด้วยการปรับรูปหน้า และเพราะขากรรไกรล่างเล็กมาก การดึงออกมีข้อจำกัด จึงจะทำการเลื่อนคางปลายคางร่วมด้วย โดยตัดกระดูกคางแล้วดึงออกมา และเมื่อเวลาผ่านไปกระดูกจะงอกและเชื่อมกันได้ หากตัดบริเวณกลางใบหน้าแล้วปรับมุม จะไม่ใช่การดึงขากรรไกรล่างออก แต่จะให้ผลเหมือนขากรรไกรล่างยื่นออกมา เพื่อป้องกันการหย่อนหลังผ่าตัด ก็ให้ทำการมัดกล้ามเนื้อเหนียงกับดูดไขมันร่วมด้วย ส่วนเรื่องต้องจัดฟันต่อหรือมีวิธีอื่นไหม จะลองคุยกับคุณหมอฟันแล้วค่อยตัดสินใจ คุณหมอบอกว่ามีคนไข้ที่คล้ายกับฉัน/ผม และมีการปรับดีขึ้นแบบนี้แหละ กระบวนการยุบบวมก็เป็นแบบนี้ ฯลฯ ยังโชว์รูปให้ดูเยอะมาก... ฉัน/ผมรู้สึกเหมือนคุณหมอไม่ได้มองแค่คนไข้ แต่รู้สึกเสียดายและอยากช่วยเป็นการส่วนตัวจริงๆ

หลังจบการปรึกษา ฉัน/ผมกลับบ้านด้วยความรู้สึกอบอุ่นมาก... และเพราะกำหนดผ่าตัดถูกวางไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ต่อมา ฉัน/ผมอยากทำให้เร็วเลยตัดสินใจทันที หลังตัดสินใจและวางเงินมัดจำ ในช่วงนั้นคุณหมอก็คงได้คุยกับแพทย์สาขาอื่นๆ (ทันตกรรม, ศัลยกรรมช่องปากและขากรรไกร) เยอะเหมือนกัน ก่อนเข้าห้องผ่าตัดก็มีการปรึกษากับคุณหมออีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นก็อธิบายยาวประมาณ 20-30 นาที ตั้งแต่ตอนปรึกษาครั้งแรกก็อธิบายอย่างละเอียดว่าจะผ่าแบบนั้นแบบนี้ แต่พออธิบายก่อนผ่าตัดกลับใส่ตัวเลขที่แม่นยำชัดเจน ทำให้รู้สึกน่าเชื่อถือมาก และอธิบายอย่างชัดเจนจนเหมือนกำลังฟังการนำเสนอโครงการที่เตรียมมาดีมาก... รู้สึกได้ว่าคุณหมอใช้ความคิดกับใบหน้าของฉัน/ผมไปมากแค่ไหน การผ่าตัดจริงๆ ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย คุณหมอวิสัญญีปรากฏตัวแวบเดียว ต่อสายน้ำเกลือแล้วบอกว่า "เดี๋ยวจะหลับนะ" พอลืมตาอีกทีก็เสร็จแล้ว ฉัน/ผมเคยดมยาสลบมาเป็นครั้งที่สองแล้ว จึงรู้ดีว่ามันเป็นยังไง และนอกจากปวดคางแล้ว ฉัน/ผมคิดว่า "อ๋อ นี่แหละ ประตูนรกจากการดมยาสลบ 4 วันเปิดแล้ว" และก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ แค่นอนนิ่งๆ ก็มีเสมหะปนเลือดที่ไหลลงทางเดินหายใจตอนดมยาสลบพุ่งออกมาพร้อมเสียงไอทุกครั้ง กระดูกก็สั่นทุกครั้งที่ไอ ทั้งทรมานและเจ็บปวด ฉัน/ผมไม่สามารถหลับได้แม้แต่วินาทีเดียว และตกอยู่ในสภาพที่หายใจไม่สะดวก ㅜ ถ้าจะพูดถึงข้อดีของโรงพยาบาลนี้สักสองสามข้อ: ข้อแรก คุณหมอวิสัญญีอยู่ประจำในโรงพยาบาลจึงไม่ต้องจ่ายค่าดมยาสลบแยกต่างหาก และฝีมือก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว โรงพยาบาลครั้งแรกที่ผ่าต้องเรียกคุณหมอวิสัญญีจากข้างนอกมา ทำให้ค่าดมยาสลบเพิ่มอีก 1 ล้านวอน และไม่รู้ว่าเพราะคุณหมอไม่เก่งหรือเปล่า เสมหะปนเลือดออกมาราวกับบ้า แต่คุณหมอวิสัญญีที่นี่คือแบบว่าไม่ใช่ว่าจะไม่มีเสมหะปนเลือดเลย แต่ปริมาณน้อยกว่าชัดเจน... เลยรู้สึกว่าช่วงหลายวันหลายคืนที่นอนไม่หลับแล้วถ่มเสมหะปนเลือดออกมาเหมือนระยะเวลาถูกย่นลงประมาณ 0.7 เท่าเมื่อเทียบกับครั้งแรก แน่นอนว่าฉัน/ผมเป็นคนขี้กังวล จึงยังนอนไม่หลับหลายวันเหมือนเดิม แต่เมื่อเทียบกันแล้วเจ็บน้อยกว่ามาก ข้อสอง ระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาลนานกว่าโรงพยาบาลอื่น คือ 3 คืน 4 วัน การนอนโรงพยาบาลมันอึดอัดก็จริง แต่ระหว่างนั้นสามารถฉีดยาแก้ปวดได้ทันทีและมีคนคอยเช็กอาการได้... การดูแลระหว่างนอนโรงพยาบาลอย่างดีน่าจะเป็นแรงผลักดันให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น เท่าที่ฉัน/ผมไปหาข้อมูลมา โรงพยาบาลอื่นส่วนใหญ่ที่นานที่สุดก็แค่ 2 คืน 3 วัน ส่วนครั้งแรกที่ฉัน/ผมผ่าก็ออกจากโรงพยาบาลวันเดียวกันเลย ฉัน/ผมเข้าใจว่ามีหลายที่ที่ถึงจะเป็นผ่าตัดกรามสองข้างก็ให้กลับบ้านวันเดียวกันแบบจะเป็นจะตายก็กลับไปดูแลเองที่บ้านได้ ㅜ บางที่ถึงขั้นไม่มีห้องพักคนไข้และไม่มีบุคลากรเวรดึกด้วยซ้ำ ข้อสาม คุณหมอเจ้าของไข้ทั้งใจดีสุดๆ และดูแลดีมาก แน่นอนว่าทีมสตาฟของโรงพยาบาลก็เช่นกัน ตลอด 3 คืน 4 วันที่นอนโรงพยาบาล คุณหมอที่ผ่าตัดให้ฉัน/ผมเข้าเวร 2 วัน ไม่ใช่แค่เพราะมีคนไข้ผ่าตัดกรามสองข้างคนอื่นด้วย แต่ฉัน/ผมรู้สึกได้จริงๆ ว่าคุณหมอเป็นห่วงและใส่ใจ ไม่ใช่เพราะมีใครบอกให้ทำแบบนั้น ถ้าไม่ใช่แบบนั้นคงไม่มีทางที่ขณะเข้าเวรอยู่ คุณหมอจะมาหาตอนตี 3-4 แล้วถามว่าหายใจไม่ลำบากไหม พร้อมดูดเสมหะให้ด้วยตัวเอง ㅜ อาจเป็นเพราะคุณหมอเข้าใจโครงสร้างร่างกายทางกายวิภาคดี จึงดูดเสมหะปนเลือดผ่านจมูกและปากได้โล่งสบายกว่าพยาบาลอีก รู้สึกสะใจที่สุด ตอนนั้นผ่าตัดในวันเสาร์ วันถัดมาคือวันอาทิตย์ แต่คุณหมอก็ยังแวะมาบ่อยๆ คอยเช็กอาการ ปรับยาแก้ปวดให้เอง และยังไปซื้อโพคาริให้ด้วย ฉัน/ผมคิดว่าคุณหมอคงอยากใช้เวลากับครอบครัวแม้สักวันอาทิตย์หนึ่งบ้าง เลยรู้สึกผิดมาก แต่คุณหมอเหมือนจะอ่านใจออก จึงแซวว่า "ผู้ชายที่มีเมียแล้วจะหาข้ออ้างยังไงก็ต้องโผล่ออกมาวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ เพราะงั้นอย่าไปคบแบบนั้นนะ ต้องคบผู้ชายที่อยากอยู่ติดกับเราตลอดเวลา" ฉัน/ผมร้องไห้ออกมาเพราะสัมผัสได้ถึงความเอาใจใส่อย่างละเอียดอ่อน ราวกับคุณหมอพูดเพื่อไม่ให้ฉัน/ผมรู้สึกเกรงใจ ㅜㅜ

ถ้าทำแค่โครงหน้าแล้วดีขึ้น ฉัน/ผมก็คิดว่าจะทำแค่โครงหน้า แล้วค่อยทำจมูกด้วย เลยได้ปรึกษาเรื่องจมูกไปพร้อมกัน และก็เลยรู้จักกับคุณหมอเจ้าของโรงพยาบาลด้วย คุณหมอเจ้าของโรงพยาบาลก็แวะมาเช็กหลายครั้งในวันอาทิตย์ แซวเล่น และบอกว่า "โอ้ ดูเหมือนคารินาจะแน่เลย สวยขึ้นมาก" ทำให้ฉัน/ผมมีกำลังใจขึ้นมากและรู้สึกขอบคุณมาก ㅎㅎ

4. หลังผ่าตัดแล้วฉัน/ผมคิดอะไรบ้าง เพราะฉัน/ผมรู้ว่าความเครียดที่รับมาตลอดชีวิตมันหนักมาก คุณหมอคงอยากให้เห็นภาพที่ดีขึ้นของฉัน/ผมเร็วๆ หลังผ่าตัดเสร็จ พอหลับแล้วตื่นขึ้นมา อาการบวมก็เริ่มขึ้น แต่จริงๆ แล้วทันทีหลังผ่าตัดอาการบวมไม่ได้มากเท่าไร ตอนนั้นฉัน/ผมยังไม่ค่อยมีสติ แต่คุณหมอก็เอากระจกมาให้ดูทันที และบอกว่าฉัน/ผมสวยขึ้นมาก พอมาคิดย้อนดูแล้ว แม้เคยทำศัลยกรรมตา จมูก ใส่ซิลิโคนคางถอยกลับ และทำอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ก็ไม่เคยมีใครเอากระจกมาให้ดูทันทีแบบนี้ ฉัน/ผมคิดว่าเป็นเพราะคุณหมอเข้าใจความรู้สึกของคนไข้ จึงทำแบบนั้นได้ การผ่าตัดสำเร็จมากจริงๆ... แม้ยังบวมอยู่มาก แต่ก็เห็นได้ด้วยตาว่าคางถอยกลับยื่นออกมาชัดเจนแล้ว ฉัน/ผมคิดว่ารูปยังไม่ค่อยแสดงความแตกต่างก่อน-หลังได้สมบูรณ์นัก แต่หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการอ้างอิงได้มาก มีคนถามว่าลดไปเท่าไรแน่ๆ บริเวณกลางใบหน้าฉัน/ผมลดไป 4.5 มม. ส่วนที่เหลือเพราะต้องปรับให้เข้ากับความไม่สมมาตรและกรอออกไปเยอะ จึงจำรายละเอียดเพื่ออธิบายแบบเฉพาะเจาะจงไม่ได้... ดูเหมือนหลายคนจะสงสัยเรื่องขนาดบริเวณกลางใบหน้ามาก พออาการบวมยุบลงมากกว่านี้ และผ่านไปอีก 1 เดือน 2 เดือน ฉัน/ผมจะกลับมาเขียนรีวิวอีก ใครที่กังวลเรื่องรูปหน้า... หรือใครที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดกรามสองข้าง ฉัน/ผมยินดีตอบเท่าที่รู้ ㅜ ขอบคุณทุกคนที่อ่านโพสต์ยาวๆ นี้

ยังไม่มีความคิดเห็น