พอเวลาผ่านไปครบ 1 ปีหลังจากที่ฉันเข้ารับการผ่าตัด พอมองย้อนกลับไป ฉันก็ได้แชร์ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชุมชนนี้จริงๆ ค่ะ ริ้วรอยรอบดวงตาที่เห็นชัด แนวกรามที่หย่อนคล้อย ผิวหนังบริเวณลำคอที่ยืดหย่อน... ความท้อแท้ที่ทำให้ชีวิตหมดความกระฉับกระเฉง~ พอดูจากรูปถ่าย ก็เป็นทุกวันที่รู้สึกได้ว่า ตัวเองเปลี่ยนไปมากขึ้นอีกค่ะ
แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกันคนอื่นๆ ฉันเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องรูปลักษณ์มากกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ จึงยิ่งทำให้กังวลและเครียดมากขึ้นค่ะ
เพราะอย่างนั้น ต่อให้หลังจากนี้อาจจะซื้อ เสื้อโค้ทขนสัตว์ไม่ได้อีกแล้ว ฉันก็รวบรวมเงินที่มีทั้งหมด และตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ ที่เรียกว่าเฟซลิฟต์ค่ะ
ช่วงแรกหลังผ่าตัดมีอาการบวม และรู้สึกถึงรอยแผลกับผลข้างเคียงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ดูสะดุดตามากนักค่ะ
ทั้งที่ไม่ได้แตะต้องดวงตาเลย แต่ตาบวมตุ่ยมาก จนบางครั้งหาห้องน้ำยังลำบาก มีเข็มน้ำเกลืออยู่ และมีท่ออยู่ที่ใบหน้า หน้าผาก หู และลำคอถูกเย็บไว้ทั้งหมด แถมยังติดเทปลิฟติ้งอยู่ด้วย จึงรู้สึกตึง ไม่สบายตัว และเจ็บค่ะ
แต่พอประมาณวันที่ 10 ได้ตัดไหม แค่นั้นก็รู้สึกเหมือนพอจะมีชีวิตขึ้นมาได้แล้วค่ะ
ประมาณ 1 เดือนผ่านไป ก็แต่งหน้าได้ ไปตลาดและออกไปข้างนอกได้ค่ะ แล้วก็เริ่มออกกำลังกายอีกครั้ง พบปะผู้คนแบบต่อหน้า และไปโบสถ์ด้วยค่ะ ^^
จนถึงหลังผ่าตัด 3 เดือน ก็ยังไม่ได้มีอะไรที่ดูอ่อนเยาว์ลงอย่างชัดเจนค่ะ แต่ไม่รู้ว่าเพราะบริเวณโหนกแก้มบวมหรือเปล่า ด้านข้างดวงตาก็ดูยุบลง ผิวดูไม่เรียบ และฉันก็ไม่ค่อยพอใจค่ะ
พอเผลอแป๊บเดียวถึงช่วงประมาณ 6 เดือนแล้วหรือเปล่า? คนรู้จักเริ่มพูดกันบ่อยว่า เครื่องหน้ายังเหมือนเดิม แต่ดูอ่อนเยาว์ลงค่ะ
ฉันได้เปลี่ยนสถานที่ออกกำลังกายและไปที่นั่น คนที่นั่นมองว่าฉัน อายุน้อยกว่าอายุจริงประมาณ 10 ปีค่ะ
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ลงรีวิวอีก แต่การได้ลงรูปก่อนและหลัง ได้แชร์ตัวเองที่เปลี่ยนไป และได้สื่อสารกับคนที่มีความกังวลหลายๆ แบบ ทำให้ฉันมีความสุขค่ะ ^^
ฉันรู้สึกขอบคุณจริงๆ อย่างมาก ต่อผู้อำนวยการคังชางมินแห่งคลินิกศัลยกรรมตกแต่ง ที่ทำให้ฉันได้รู้สึกถึงอารมณ์แบบนี้ แม้จะอายุเกิน 60 แล้วก็ตามค่ะ
สำหรับคนที่อยู่ในช่วงวัยใกล้เคียงกับฉัน คนวัยประมาณ 60 กว่าๆ... ถ้าหากกำลังลังเลเรื่องการผ่าตัดอยู่ ฉันหวังว่าจะลองคิดในแง่บวกดู มากกว่าการคิดในแง่ลบมากเกินไปค่ะ