(ตอนแรกตั้งใจจะแบ่งเป็น 2 ตอน.. แต่แบ่งไม่ได้.. ถ้าจะอ่านเฉพาะส่วนสำคัญจริงๆ ให้ข้ามไปอ่านหลังเครื่องหมาย ===== ด้านล่างได้เลยนะคะ.... ใครไม่ว่างให้ข้ามไปอ่านหลังส่วน =============== นี้ได้เลยค่ะ ได้โปรดนะ.... ช่วยอ่านให้จบแล้วช่วยด้วยค่ะ ขอร้อง...)<<<PART1>>>สวัสดีค่ะ วันนี้ช่วงเช้าหนูเป็นคนที่ไปทำศัลยกรรมปลูกถ่ายไขมันที่หน้าอกมาค่ะ หนูพยายามเขียนโดยยึดข้อเท็จจริงและให้เป็นกลางที่สุดนะคะ (เขียนไปเขียนมาจนเป็นวันที่ 14 แล้วค่ะ ที่จริงผ่าตัดเมื่อวันที่ 13 ตอนเช้า) หนูทำที่กยองกีไม่ใช่โซลค่ะ เป็นที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงพอสมควร เลยมีคนมาจากต่างพื้นที่เยอะ และมีคุณหมอหลายท่าน ใช้อาคารถึง 4 ชั้นเลยค่ะ
ตอนแรกหนูไปทำหัตถการทางผิวหนังมาก่อน ตอนที่ไปถึงความรู้สึกแรกคือเหมือนตลาดนัดคนเยอะมาก เพราะราคาถูกเลยมีคนแน่นสุดๆ เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก ข้ามไปนะคะ ยังไงความประทับใจแรกคือ “อุ๊ย ถึงไม่ใช่ฝั่งคังนัมก็ยังดังมากเลยนะ” ค่ะ ก็คงเพราะราคาถูกด้วย และเป็นที่ที่มีคุณหมอซึ่งมาจากโรงพยาบาลใหญ่ๆ เลยโปรโมตหนักมากก็ได้ค่ะ
พอหนูไปดูโปรโมชันปลูกถ่ายไขมันที่หน้าอก แล้วเห็นรีวิวของคนหนึ่งในรีวิวเขียนว่าราคา 99 นี่แหละค่ะ แต่โรงพยาบาลนั้นคือที่นี่เอง เลยเป็นที่ใกล้บ้าน หนูก็โทรไปถามว่าโปรนี้ยังมีอยู่ไหม เขาบอกว่าโปรหมดแล้ว แต่จะทำให้ในราคานั้นได้ และมาได้เลยค่ะ หนูก็เลยไปปรึกษา ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ประสานงาน? (ที่นี่ไม่เรียกว่าอาจารย์ใหญ่ แต่เรียกว่าหัวหน้างานค่ะ) ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องส่วนนี้เลย ทำหน้าลำบากใจแล้วบอกให้รอสักครู่ ออกไปคุยข้างนอกแล้วกลับมาบอกว่า จะคิดค่ายาสลบแบบหลับ 30 แล้วก็ต้องลงโฆษณาและต้องเขียนรีวิวด้วย.. (ตอนนั้นหนูถามว่า หมายถึง 1 ปีใช่ไหม? เขาก็ตอบว่า ใช่~ แต่วันนี้ตอนจะเขียน พออยู่ในสถานการณ์วันที่ผ่าตัดและไม่สามารถโต้แย้งได้ เขากลับบอกว่าที่เขาไม่มี 1 ปี แต่เป็น 5 ปี ตามที่เขาว่ากันค่ะ) แล้วก็พูดว่า 99 + ภาษีมูลค่าเพิ่ม + 30 แต่ถ้าทำสองครั้งจะปรับให้เป็น 184 และต้องทำถึงครั้งที่สองถึงจะพอดูเหมือนทำไปแล้วหน่อย เขาว่างั้นค่ะ
เขาบอกว่าโดยทั่วไปแล้วการติดไขมันอยู่ที่ประมาณ 20-30% แล้วถ้าทำ PRP เพิ่มก็ +20 อีก ที่อื่นเคยทำงานมาเหมือนกัน แต่พวกที่บอกว่าติดมากกว่านั้นเป็นเรื่องโกหก เขาพูดตรงๆ แบบนี้แหละ ว่ามีคนเหลือมากกว่า 50% นี่แทบไม่เคยเห็น และแทบไม่เคยเห็นคนเกิดหินปูนเลย บอกว่าแทบไม่เกิด หนูก็เลยโอเคก่อนแล้วออกมา จากนั้นก็หาที่อื่นที่มีโปรโมชันราคาคล้ายๆ กัน โทรไปปรึกษาหลายที่พอสมควร และไปดูด้วยตัวเองประมาณ 2 ที่ค่ะ เงื่อนไขที่หนูคิดไว้คือ -ราคา -เครื่องมือ -ตำแหน่งที่ดูดออก -ตำแหน่งที่จะเติมเข้าไป (แผลเป็น) -รวม PRP ไหม -มีหินปูนไหม -ประสบการณ์ของคุณหมอ? (โรงพยาบาล?)
พูดตามตรง หนูคิดว่าปริมาณที่จะใส่เข้าไปคล้ายๆ กันหมดค่ะ จากที่ปรึกษาหลายที่มา (เพราะจริงๆ แล้วเรื่องหลักอยู่ที่คุยกับเจ้าหน้าที่ปรึกษา แม้ไม่ได้ไปเอง หนูก็คุยทางโทรศัพท์ละเอียดพอสมควรแล้ว) แต่ที่นี่เจ้าหน้าที่ปรึกษาบอกว่าคุณหมอของเขาค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เลยจะใส่ประมาณ 180cc เขาบอกว่าอิงจากข้อมูลที่นำเสนอในงานประชุมวิชาการ แต่ถ้าเป็นคนที่ใส่ได้เยอะก็เคยใส่ถึง 200-250 ด้วยค่ะ ที่อื่นๆ ส่วนใหญ่ก็บอกว่าแล้วแต่คน แต่จะใส่ให้เต็มเท่าที่ใส่ได้ เกือบทุกที่ตอบแบบนี้ค่ะ แล้วส่วนใหญ่บอกว่าเกิน 200 ใส่ได้ แต่ถ้าช่องเล็กมากอาจได้น้อยกว่านั้นนิดหน่อย ต่อให้ยังไงคนที่ใส่ได้น้อยกว่า 180 แบบต่ำสุดจริงๆ ก็คือคนที่ผอมมากหรือช่องเล็กมากจริงๆ หนูก็เลยคิดว่าที่นี่ก็คงเป็นแบบนั้นเหมือนกัน
ถ้าตามที่เจ้าหน้าที่บอกจริงๆ ก็จะใส่น้อยกว่าที่อื่นนิดหน่อย แต่เขาก็บอกว่าเคยใส่มากกว่านั้นด้วย (เคยใส่เกิน 250 ด้วยค่ะ) (หนูไม่ได้ผอมมาก ตอนนี้ถือว่าหุ่นปกติค่ะ สูง 163.5 หนักเคยขึ้นไปถึง 64 แล้วรอบนี้กัดฟันลดมาเป็น 51-52 ตอนใกล้ๆ ไปปรึกษา เลยรู้สึกว่าพอผอมลงมากแล้วไขมันก็เพิ่มขึ้นเยอะ และส่วนที่หย่อนก็เยอะค่ะ) หนูคิดว่า ถ้าคุยดีๆ ก็น่าจะใส่เกิน 200 ให้ได้.. แล้วก็ลังเลอยู่ระหว่าง 2 ที่
อีกที่ราคาถูกกว่าที่นี่ด้วยซ้ำ (แถมรวม PRP) เขายืนยันอย่างมั่นใจว่าถ้าไม่มีปัญหาจะใส่ให้เต็มที่เท่าที่ทำได้ เลยรู้สึกเชื่อใจ แต่ตำแหน่งที่จะดูดออก หนูกังวลที่หน้าท้องมาก (เลยเป็นสไตล์ ET) อยากดูดจากหน้าท้อง แต่เขายืนยันชัดเจนว่าต้องดูดจากต้นขา และตำแหน่งที่จะเติมคือใต้ราวนมหรือบริเวณหน้าอก 45 องศา? ทำให้มีโอกาสเกิดแผลเป็น และเขาบอกว่าถึงจะเล็กจนคลำไม่ค่อยเจอ แต่หินปูนก็มักจะเกิดอยู่ดี เลยคิดว่าถ้าจ่ายแพงกว่านิดหน่อยแต่เป็นโรงพยาบาลใหญ่ที่มีคนมาเยอะและอยู่ใกล้บ้าน คนอื่นๆ ก็ยังมาทำกันเยอะ ก็น่าจะเชื่อถือได้ จึงขอเจ้าหน้าที่ปรึกษาว่าอยากคุยกับคุณหมอรวมถึงปรึกษาอีกครั้ง
เขาบอกว่าโอเค แต่หลังคุยกับคุณหมอแล้ว ถ้าไม่ผ่าตัดจะหักค่าตรวจ 50,000 วอน ออกไปด้วย อ่า.. ตอนนั้นน่าจะเริ่มระวังแล้วแท้ๆ.. แต่ตอนนั้นหนูก็เกือบตัดสินใจที่นี่แล้ว เลยตอบโอเคและนัดไปตรวจค่ะ
แต่ปรากฏว่าคนเยอะมาก ต่อให้ไปถึงตรงเวลา ก็ต้องรอนานพอสมควรกว่าจะได้คุยค่ะ (ถึงขั้นให้ไปถึงก่อนเวลาปรึกษา 30 นาที หนูก็ไปตามนั้น บอกให้คุยกับเขาก่อนแล้วค่อยพบคุณหมอ) แต่พอรอนานมาก เจ้าหน้าที่ปรึกษาแทบไม่ได้คุยอะไรเลย แล้วบอกว่าคุณหมอทำผ่าตัดเสร็จแล้วมา พอปรึกษาจริงๆ ก็แค่ 5 นาที? 10 นาที? พูดแบบรวบรัดแล้วก็รีบไปเพราะยุ่งมากค่ะ ประเด็นสำคัญตอนนั้นคือ เขาบอกว่าใส่ข้างละแค่ 150-160 เท่านั้น (ไม่ตรงกับที่เจ้าหน้าที่ปรึกษาบอก) (แถมเรื่อง 180 หนูยังไม่ทันถามด้วยซ้ำ เพราะเขารีบมาก) เขาบอกว่าเคยใส่เกิน 200 แล้วเกิดอักเสบเลยปวดหัวมาก (เจ้าหน้าที่ปรึกษาไม่เคยพูดแบบนี้) และพูดตรงๆ ว่าเหลือจริงๆ แทบไม่มี 5-10%? ถ้าทำ PRP ก็เพิ่มขึ้นอีก 10-20% แต่ให้ไปทำสเต็มเซลล์แทน แล้วเขามองหน้าอกแล้วพูดว่า “แต่ก็ยังมีพื้นที่ให้ใส่อยู่นะ” แล้วมองร่างกายหนู บอกว่าหน้าท้องดูดไม่ได้มาก แต่ถ้าดูดส่วนล่างกับสีข้างก็น่าจะพอสำหรับครั้งแรก ถ้าไม่พอค่อยไปดูดต้นขาด้านหลัง! แล้วครั้งที่สองปกติเขาจะใส่ไม่เยอะ ใส่เกิน 100cc นิดหน่อย เขาพูดแค่นั้นแล้วรีบไปค่ะ (ตอนนั้นหมอพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ เลยหนูไม่คิดว่าเป็นคนแบบนั้น)
ช่วงปรึกษานั้น หนูจดสิ่งที่อยากถามไปเยอะมาก แต่ถามไม่หมด เขารีบออกไปใน 5-10 นาทีทั้งๆ ที่หนูรู้สึกเหมือนถูกเร่งสุดๆ (ระหว่างนั้นเขายังคงแนะนำให้ใช้ซิลิโคนเสริมอยู่ด้วย) พูดจริงๆ ตอนนั้นหนูก็คิดว่า นี่คือการตรวจที่ราคา 50,000 วอนจริงๆ เหรอ? แล้วเจ้าหน้าที่ปรึกษาก็เข้ามาเร่งให้วางมัดจำและกลับไปค่ะ หนูถามว่าเขายังไม่ได้บอกเลยว่าจุดที่จะเติมไขมันอยู่ตรงไหน และสิ่งที่หนูกังวลที่สุดคือแผลเป็น แต่เขายังไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นเลย หนูเลยบอกว่าจะจ่าย 50,000 วอนเอง (ทั้งๆ ที่คิดว่ามันไม่สมเหตุสมผล) แล้วค่อยกลับมาปรึกษาอีกที ถ้าราคาของ PRP กับค่าที่เพิ่มต่างๆ (ก่อนหน้านี้ยังพูดไม่ชัด) ยืนยันได้แล้ว ก็ให้หัก 50,000 วอนนี้รวมไปกับเงินมัดจำส่วนที่เหลือไม่ได้หรือ แต่เขากลับเร่งให้วางมัดจำก่อน บอกว่าตอนนี้ยุ่งมาก ยังไม่รู้แน่ชัด เดี๋ยวน่าจะเป็นใต้รักแร้ประมาณนี้ หนูก็บอกว่าไม่ใช่แน่ๆ เขาเลยโทรไปถาม แล้วกลับมาบอกว่าเพิ่งถามทีมผ่าตัดมาแล้ว แน่ใจว่าเป็นใต้รักแร้ พูดง่ายๆ คือรู้ได้ แต่เพราะขี้เกียจ? หรืออะไรสักอย่าง เหมือนข้อมูลไม่ค่อยให้ครบ แต่รีบเอาเงินก่อน แถมเงินมัดจำของเขาก็พอจ่ายแล้วถึงมาบอกทีหลังว่า เพราะยุ่งมากเลยไม่มีเรื่องแจ้งล่วงหน้าหลายวัน และไม่คืนเต็ม 100% ค่ะ; ถึงยังไงก็คิดว่าจะทำอยู่ดี เลยไม่ได้พูดอะไรมากแล้วกลับมา วันที่จะผ่าตัดคืออีกประมาณ 2 สัปดาห์นับจากตอนนั้น ช่วงกลางระหว่างนั้น ถ้ามีอะไรอยากถาม โทรหรือส่งข้อความไปก็แทบติดต่อไม่ได้จริงๆ ทั้งข้อความทั้งโทรเลย หนูก็คิดว่าเขาคงยุ่ง แต่ก็น่าจะจับสังเกตและยกเลิกตั้งแต่ตอนนั้น...
แล้วระหว่างนั้น เพื่อนของหนูโทรไปถามเรื่องหน้าอกแทน หน้าที่ยังไม่ผ่านหนู ปรากฏว่าอยู่ๆ ราคาเป็นปลูกถ่ายไขมันหน้าอก 2 ครั้ง รวม PRP แล้ว 1,100,000 วอน + ค่ายาสลบต่างหาก โอ๊ย หนูอึ้งมากค่ะ เลยโทรไปหาเจ้าหน้าที่ปรึกษา ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงก็ควรบอกก่อนทำไม่ใช่เหรอ เพื่อนโทรไปแล้วได้ยินแบบนั้น แล้วมาบอกหนู เขารีบให้ตัดสาย แล้วโทรกลับมาบอกว่าไม่ใช่ ให้ไปถามเพื่อนใหม่ น่าจะเป็นเรื่องหน้า เขาน่าจะฟังผิดเอง ทั้งที่มีการอัดเสียงไว้ เพื่อนส่งให้หนูฟังเอง เขาพูดชัดเจนหลายรอบว่าเป็นเรื่องหน้าอก แต่พอเพื่อนโทรไปอีกครั้ง เขากลับยืนยันหัวชนฝาว่าเป็นพนักงานที่พูดถึงหน้า แล้วเพื่อนฟังผิดเอง พอเพื่อนถามว่า “งั้นไม่มีเสียงอัดเหรอ?” เขาถึงได้พูดว่า “อ้าวเหรอ? น่าจะพนักงานพูดผิดมั้ง แต่ไม่มีแบบนั้นหรอก” แล้วเปลี่ยนคำพูดทันที ตอนนั้นก็ยังรู้สึกแปลกๆ แต่ก็คิดว่าก็ในเมื่อราคาที่ตกลงไว้แรกเริ่มเป็นแบบนั้น งั้นปล่อยไปก่อน
แถมเมื่อวานตอนเช้า (ก่อนวันผ่าตัด) ก็มีโทรศัพท์มาด่วน บอกว่าผลตรวจเลือดตกหล่นไม่ได้ส่งถึงหนู หนูเลยถามว่าหมายถึงอะไร ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน เขาก็ถามกลับว่าสงสัยจริงเหรอ เดี๋ยวจะโทรกลับไปอีกครั้ง สักพักเจ้าหน้าที่ปรึกษาโทรมา แล้วแทนที่จะพูดถึงเรื่องที่ทางนั้นไม่ได้แจ้งอะไรกลับพูดแค่ว่า คุณหมอบอกว่าตรวจเลือดไว้จะดีกว่า เลยต้องตรวจประมาณนั้น? ถ้าผลไม่ดีจะผ่าตัดไม่ได้ หนูอึ้งมาก พรุ่งนี้ก็จะผ่าตัดแล้ว มาเพิ่งพูดวันนี้มันตลกมาก และพูดง่ายๆ ก็คือเป็นความผิดฝั่งเขา 100% ใช่ไหม? หนูก็มีนัดอื่นในวันนั้นด้วย เลยพูดไปแรงนิดหน่อย เขาบอกว่าจะหักออก 4 จาก 184 และขอโทษ แต่ขอให้หนูไปที่โรงพยาบาลที่เขาบอกให้ได้ก่อนช่วงเช้าให้มากที่สุด หนูก็โอเคก่อน แล้วให้วางสายไป แต่เพราะตารางเช้าของหนูทำให้ไปได้แค่ช่วงบ่าย หนูโทรหาตามนามบัตรของเจ้าหน้าที่คนนั้น รวมทั้งส่งข้อความและโทรไปยังเบอร์ที่โทรมาวันนั้น แต่ติดต่อไม่ได้เลย สุดท้ายจึงโทรไปที่เบอร์หลัก แล้วบอกว่าด้วยเหตุนี้ทำให้ต้องไปช่วงบ่าย 2-3 โมงแทน ยังโอเคไหม พนักงานที่รับสายจากเบอร์หลักบอกว่าโอเค ไปได้เลย หนูก็เลยไป แต่ระหว่างกระบวนการนั้น หนูถามว่าไปแล้วต้องพูดอะไรไหม หรือควรอธิบายสถานการณ์ก่อน เขาถึงบอกว่าต้องอธิบายสถานการณ์ด้วย ก็คือไม่ได้แจ้งให้ชัดตั้งแต่แรกเลย พอหนูไปโรงพยาบาลที่เขาแนะนำ เขาก็จะเริ่มตรวจเลือดเฉยๆ หนูเลยบอกว่าสถานการณ์เป็นแบบนี้ๆ และต้องรู้ผลภายในเช้าพรุ่งนี้ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนั้นถึงบอกว่า ถ้ามาตอนนี้ พรุ่งนี้ผลเลือดจะออก แล้ววันจันทร์ถึงจะรู้ผล อะไรเนี่ย? อึ้งมากจริงๆ หนูเลยโทรกลับไปฝั่งนั้น เจ้าหน้าที่ปรึกษารับสายแล้วพูดว่า ทำไมไม่ไปช่วงเช้า? เขาพูดกับหนูแบบนั้นค่ะ หนูก็ตอบไปว่าก็มีตารางงานเหมือนกัน ช่วงเช้าไปไม่ได้จริงๆ เลยโทรกลับไปอีกครั้ง เขากลับถามว่าทำไมไม่โทรหาเขาเอง เบอร์ที่เขาโทรหาหนูวันนี้ไม่ใช่เบอร์ของเขาเลย;;;;; หนูเลยบอกว่าก็โทรทั้งฝั่งนั้นและเบอร์ที่ติดต่อมาแล้ว แต่ทั้งสองฝั่งติดต่อไม่ได้ไม่รับสาย เลยต้องโทรไปเบอร์หลัก เขาก็ทำเสียงแบบ “อ๋อ.. อย่างนั้นเหรอ..” โอ๊ย... ตอนนั้นก็ยังอึ้งและไม่พอใจ แต่ก็กลั้นไว้ค่ะ
เขาก็บอกว่าอย่างน้อยมีที่นึงที่ผลออกเร็วมาก ให้ไปที่นั่นแทน พอไปที่นั่น ปรากฏว่าเป็นโรงพยาบาลใหญ่กว่า และใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวก็ได้ผลแล้ว หนูรู้สึกได้ทันทีว่า อ๋อ ที่แรกน่าจะเป็นพวกกินคอมมิชชั่นแน่ๆ ตั้งแต่แรกก็ควรแจ้งที่นี่ให้ใช่ไหม? โอ้โห... ที่อื่นอาจจะเป็นแบบนั้นบ้าง แต่แม้ในกรณีที่เขาเป็นฝ่ายผิดและต้องรีบรับผลตรวจ ก็ควรบอกที่นั่นให้หนูไปสิ รู้สึกเหมือนเขามองหนูเป็นคนโง่เลย ตอนนี้นึกย้อนกลับไปแล้วมีสัญญาณเตือนมากมายเลยค่ะ.....
===========================================================<<<PART2>>> อ่านแค่ส่วนนี้ก็ได้ค่ะ ได้โปรด===========================================================
ได้โปรดช่วยด้วยค่ะ.. ขอร้อง (ต่อเนื่อง) แต่ตอนนี้หนูกำลังหยุดงานอยู่ค่ะ เพราะเรื่องต่างๆ ทำให้ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา หนูไม่สามารถดูแลเรื่องหน้าตัวเองได้เลยแม้แต่นิดเดียว พอมีช่วงพักเลยคิดว่าอยากทำตอนนี้ (เพราะปลายเดือนสิงหาคมน่าจะกลับมายุ่งอีก) เลยตั้งใจจะเร่งดูเรื่องหัตถการและศัลยกรรมต่างๆ รวมถึงระยะเวลาที่บวมยุบ และคิดว่าจะต้องรีบทำให้เสร็จภายในช่วงนี้ ดังนั้นหลังจากวันนี้ หนูมีตารางทั้งหัตถการผิวหนังและเรื่องส่วนตัวแน่นพอสมควร แต่พอจะทำรวดเดียว ก็ต้องคิดเรื่อง downtime แน่นอน แถมร่างกายก็เหนื่อย และเงินก็หมดไปเยอะมาก.. ดังนั้นสำหรับหนูแม้แต่ 100,000 วอน หรือแม้แต่ 10,000 วอนที่ถูกกว่าก็สำคัญมากจริงๆ
แต่ตอนปรึกษาก็พูดแล้วนะคะ พอถามว่าถ้าทำศัลยกรรมหน้าและทำอันนี้ จะทำได้ไหม เขาบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย ไม่เกี่ยวกับหน้าอก ไม่ต้องกังวลแล้วทำได้ แล้วเพื่อความชัวร์ หนูก็ถามราคาหัตถการที่หนูอยากทำกับหน้าในที่นี้ ราคาที่ได้ต่างจากโรงพยาบาลอื่นๆ ที่หนูพิจารณาไว้พอสมควรในมุมของหนู เลยไปทำหัตถการมุมปาก (ที่โรงพยาบาลนี้ไม่มีทำ) รวมถึงการจัดไขมันส่วนอื่นๆ อีกครั้งที่ที่อื่นก่อน แล้ววันนี้จึงมาทำหน้าอกค่ะ จริงๆ แล้วนัดผ่าตัดไว้ตอน 10 โมงเช้า แต่หนูคำนวณเวลาผิดเลยไปถึงช้าประมาณ 30 นาที แต่ 30 นาทีนั้นจริงๆ คือสำหรับผ่าตัด 10 โมง แต่เขาให้มา 9:30 ใช่ไหมคะ ดังนั้นเวลาที่หนูไปถึงประมาณ 10:03-10:04 ก็รู้สึกขอโทษมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหาใหญ่จริงๆ เพราะเวลาที่เขาพาไปห้องผ่าตัดจริงคือประมาณ 10:30 น. คือหนูมาถึงแล้วก็ถูกพาไปห้องผ่าตัดหลังจากนั้นประมาณ 20-30 นาที (ระหว่างนั้นก็เซ็นเอกสารยินยอมและจ่ายเงินค่ะ) (และพูดตามตรง นี่เป็นครั้งแรกที่หนูนัดโรงพยาบาลนี้แล้วมาสายค่ะ ปกติแม้ไปตรงเวลาก็ยังต้องรออยู่ดี)
แต่หลังจากพาขึ้นไปชั้นห้องผ่าตัด ตอนที่หนูกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องที่ให้เข้าไปเปลี่ยน หนูได้ยินเสียงผู้ชายตะโกนเสียงดังมากจากที่ไหนสักแห่งดังอยู่เรื่อยๆ หนูคิดว่าเป็นเสียงคนไข้คนอื่นค่ะ แต่ไม่นานพยาบาลผ่าตัดก็เข้ามา แล้วบอกให้หนูรีบใส่เสื้อผ้าให้พอๆ แล้วออกไปก่อน เพราะคุณหมอรออยู่นานแล้ว ให้ไปพบก่อน ตอนนั้นหนูยังคิดแค่ว่า “อ้อ ขอโทษค่ะ” แล้วรีบออกไป ที่แท้เสียงดังนั้นคือเสียงเขาโวยวายใส่พยาบาลค่ะ
พอไปถึง หนูทักคุณหมอว่า สวัสดีค่ะ คุณหมอมองหนูแล้วพูดขึ้นมาทันทีว่า “ไปทำหน้ามาเหรอ?” ตอนนั้นเขาพูดด้วยสีหน้าเรียบๆ หนูก็ตอบว่า “ค่ะ ทำการจัดไขมันแล้วค่ะ” เขาถามต่อว่า “ทำที่ไหนเหรอ?” หนูเลยตอบว่า “ทำที่ 000 ค่ะ” ทันใดนั้นสีหน้าเขาเปลี่ยนไป แล้วพูดว่าเพราะมาช้าและเพราะไขมันน้อยเลยทำไม่ได้ วันนี้ให้กลับไป ไม่สามารถผ่าตัดให้ได้ โอ้โห อึ้งสุดๆ..
หนูทั้งโกรธ ทั้งตกใจ ทั้งรู้สึกแย่มาก แต่เขาเป็นคนที่ต้องมาจับตัวหนู แถมตารางทั้งหมดของหนูก็พังหมดแล้ว ปกติหนูเป็นคนพยายามคุยดีๆ ให้เรื่องผ่านไปแบบดีๆ เลยยิ้มแล้วพูดต่อว่า “คุณหมอ ทำไมเป็นแบบนั้นคะ ช่วยทำให้หนูเถอะค่ะ ตอนครั้งแรกก็ยังทำได้เลย แต่หนูตั้งใจเพิ่มน้ำหนักมา 2 กิโลเพื่อให้มีไขมันมากขึ้นเองนะคะ ^-T” อะไรทำนองนี้ แต่เขากลับรู้สึกเสียหน้าแล้วบอกว่าทำไม่ได้ เพราะเป็นคนที่ไปทำหน้าที่อื่นมา ไม่อยากทำให้ แล้วเขาก็เดินออกไปเลย.......................... โอ้ หนูรีบเดินตามไป แล้วพูดยิ้มๆ ว่า คุณหมอ ช่วยทำให้หนูเถอะค่ะ หนูจ่ายเงินไปหมดแล้วนะ เขาก็ตอบว่า “ยกเลิกการชำระเงินสิ ยกเลิกไปก็ได้ ฉันไม่ทำ” แล้วก็เดินจากไป โอ้........................................................................................................................................................
หนูทั้งอึ้งทั้งโกรธมาก แต่พยาบาลที่เหลือก็ยังงงๆ กันอยู่ หนูไม่อยากโกรธพวกเขาเลย เลยยิ้มแล้วถามว่าเคยมีกรณีแบบนี้ไหม เขาก็บอกแบบ... อา.... อาจเป็นเพราะหนูไขมันน้อยอยู่แล้ว เขาเลยกังวลตั้งแต่แรก ก็เลยน่าจะเป็นแบบนั้น พยายามจะเกลี่ยกล่อมค่ะ แล้วเขาก็เรียกเจ้าหน้าที่ปรึกษามา เจ้าหน้าที่ปรึกษาก็มาค่ะ
หนูก็ไม่อยากพูดแรงกับเขาเหมือนกัน เลยยิ้มแล้วถามว่า นี่มันเหลือเชื่อจริงๆ มีกรณีแบบนี้ด้วยเหรอ ถามไปเรื่อยๆ เขาก็บอกว่าไม่เคยมีมาก่อน น่าจะเป็นหลายปัจจัยร่วมกัน ตารางต่อจากนี้ก็เป็นปลูกถ่ายไขมันหน้าอก ถ้าคิวต่อไปมันรวนก็ไม่ดี และถ้าน้อยมากอาจต้องดูดนานขึ้น ก็เลยน่าจะเป็นเพราะเหตุผลนั้น เขาพูดอ้อมๆ แบบนั้น หนูนี่โง่เหรอ เลยบอกไปว่า ดูแล้วมันไม่น่าใช่แบบนั้นนะคะ เขาก็ยังบอกว่าใช่ๆ คงเป็นเพราะอย่างนั้น ทั้งที่พยายามแก้ตัวด้วยการโกหกต่อไปเรื่อยๆ มารู้ทีหลังว่า จริงๆ แล้วเขาไม่ใช่คนที่จะผ่าตัดต่อจากนี้เลย ไม่ใช่คนของการปลูกถ่ายไขมันหน้าอกค่ะ
โกรธและอึ้งมาก อยากด่ามาก แต่ก็ต้องกลั้นไว้แล้วพูดคุยยิ้มๆ เพราะยังไงด่าเขาไปก็ไม่เกิดผลอะไร ดังนั้นหนูก็พยายามกลั้นความโกรธเอาไว้ตลอด
แล้วเจ้าหน้าที่ปรึกษาก็พาหนูไปห้องปรึกษา แล้วพูดว่าอาจจะเพราะของมีน้อย ถ้าจะดูดให้พอจริงๆ อย่างต่ำก็ต้อง 3 ชั่วโมง แต่ถ้ามีไม่มากก็ต้องดูดจากหลายจุดเพื่อให้พอ เลยอาจใช้เวลานานขึ้น เพราะเรื่องเวลา เขาเลยจะเลื่อนให้ไปเป็นรอบสุดท้ายวันศุกร์หน้า พูดจบก็เหมือนจะเลื่อนไปเป็นวันศุกร์หน้าเลยค่ะ? หนูรู้สึกเลยว่าถูกมองเป็นคนโง่จริงๆ
แต่ไม่อยากพูดแรง หนูก็พูดว่า หนูก็มีตารางนะคะ งั้นช่วยยกเลิกทั้งหมดให้หน่อย ถ้ายังไม่รู้ว่าจะทำได้ไหมก็ต้องดูตารางของหนูก่อน ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ และในสภาพแบบนี้ หนูไม่อยากให้คุณหมอคนนี้ทำให้ด้วย ขอคืนเงินทั้งหมดค่ะ เขาบอกว่าเงินมัดจำคืนไม่ได้
ตรงนั้นหนูเริ่มหน้าเรียบเลยค่ะ พอฉันยิ้มแล้วพูด เขาคิดว่าหนูดูสบายใจใช่ไหม? หนูไม่อยากโกรธเลยตั้งใจทำแบบนั้น แต่สิ่งที่ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ค่ะ ในกรณีแบบนี้ การคืนเงินเต็มจำนวนมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว นี่มันเป็นมาตรการอะไรกันไม่รู้เรื่องจริงๆ แถมพอหนูยิ้มเลยคิดว่าหนูถูกมองเป็นตัวตลกเหรอ พอหนูทำหน้าเคร่ง เขาก็พูดว่าไม่เข้าใจว่าหนูกำลังพูดอะไร ขอให้รอสักครู่ แล้วสักพักก็กลับมาบอกว่า คุณหมออารมณ์ดีขึ้นแล้ว วันนี้ทำต่อได้เลย ทำตอนนี้ได้เลย???????????????????????????????
หนูเลยบอกว่าไม่อยากให้คุณหมอทำในสภาพแบบนั้นค่ะ ก่อนหน้านี้ก็โดนบ่นว่าเป็นฝ่ายมาสายอยู่แล้ว ตอนนั้นก็ประมาณ 11 โมงกว่า ถ้าผ่าตัดที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงเริ่มตอนนั้น มันจะยิ่งนานขึ้นอีก จะทันยังไง เขาก็บอกว่าได้ปรับตารางของคนผ่าตัดถัดไปแล้ว ไม่ต้องกังวล เขาคำนวณเวลาไว้หมดแล้ว และข้อสอง คุณหมอไม่อยากทำแบบนั้น หนูไม่รู้สึกว่าจะได้รับการดูแลดีๆ เลย มันไม่ปลอดภัย เขาก็บอกว่าคุณหมอแค่ใจร้อน เดี๋ยวก็หาย ไม่มีผลต่ออะไรทั้งนั้น หนูก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นหนูอยากคุยกับคุณหมออีกสักหน่อย (เพราะที่คุยกันจริงๆ มีแค่ 5-10 นาทีเอง) แล้วอยากขอให้ใส่เกิน 200cc แต่ตอนนี้บรรยากาศไม่ใช่แบบนั้น งั้นไม่ทำดีกว่า เขาก็ตอบว่า ถึงแม้ไม่ถึง 200cc เพราะปริมาณไขมัน แต่จากที่คุณหมอพูดไว้ก่อนหน้า อย่างน้อย 150-160 น่าจะใส่ได้ ให้ลองคุยต่อไป คุณหมอน่าจะใส่ให้เต็มที่ พอได้ยินแบบนั้น หนูก็คิดว่าโอเค งั้นทำก็ได้ แล้วลงไปห้องผ่าตัดค่ะ (ตอนนั้นไม่ควรทำเลยค่ะ)
คุณเป็นคนที่จะจับตัวหนู แล้วเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าคุณหมอใจร้อน แต่คูลอยู่ พอหนูยิ้มไปรอ คิดว่าจะได้เจอคุณหมอ แต่พอเจอครั้งแรก คุณหมอพูดว่า “ฉันไม่อยากทำ แต่เพราะหัวหน้าฝ่ายร้องไห้อ้อนวอนเลยจำเป็นต้องทำให้”
ในสังคมทุนนิยม ถ้าไปทำที่อื่นก็คงช่วยไม่ได้ก็จริง แต่ฉันไม่ชอบ มันเสียศักดิ์ศรี เขาบอกว่าเขายังพูดกับพนักงานของตัวเองเลยว่า ถ้าใครจะไปทำที่อื่นก็ให้ลาออกแล้วไปทำ ไม่อยากเสียศักดิ์ศรีเพราะเงินแค่นี้หรอก แต่ที่ยอมทำให้เพราะหัวหน้าฝ่ายร้องไห้วิงวอนขอไว้จริงๆ...................................... โอ้ หนูอยากด่าหยาบมาก แต่ก็กลั้นไว้แล้วพูดดีๆ ว่า ที่เลือกที่นี่เพราะราคาถูกกว่าที่อื่นค่ะ หนูไม่มีเงินเหลือมาก เขาก็พูดว่า แล้วไงล่ะ เขาไม่สนหรอก
หนูเลยพยายามพูดกล่อมยิ้มๆ ว่า ที่นี่ไม่ได้ทำมุมปากใช่ไหมคะ หนูไปทำพร้อมกับการแก้ส่วนหน้าแล้วค่ะ เขาไม่ตอบอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย... เริ่มวาดสเก็ตช์ค่ะ ระหว่างนั้นหนูยังขอร้องว่าได้โปรดใส่ให้ถึง 200cc เขาก็ไม่ตอบ หนูขอให้ใส่ให้เยอะที่สุด เขาก็ตอบแค่ “ครับๆ”
แล้วตอนนอนก่อนฉีดยาสลบ หนูก็วิงวอนอีกว่าได้โปรดใส่ให้ถึง 200cc เขากลับบ่นว่าทำไมยังไม่ฉีดยาเร็วๆ ให้เลย แล้วก็พูดไปเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แม้หนูจะเริ่มมึนๆ งงๆ แล้วก็ตาม พอหนูบอกว่าให้ฉีดยาเพิ่ม เขาก็หงุดหงิดต่อ ไม่ตอบคำพูดหนู และยังอารมณ์เสียใส่อีก
โอเค อย่างน้อยถ้าผลออกมาดีก็พอ หนูคิดว่าอย่าพยายามโกรธคนที่จะมาจับตัวเรา ให้ยิ้มๆ ทำไปจนจบ พอวางยาสลบเสร็จ หนูถามพยาบาลว่าใส่ไปเท่าไหร่ เขาบอกว่าใส่ไปข้างละ 80cc ค่ะ.................. ทั้งที่ตอนก่อนหน้าบอกว่าปกติครั้งที่สองจะใส่ได้มากหน่อย ประมาณข้างละเกิน 100cc นิดๆ (ซึ่งที่โรงพยาบาลอื่นก็ไม่เคยพูดแบบนี้) ตอนนี้ใส่น้อยกว่านั้นอีกใช่ไหม? นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่? หนูทั้งอึ้งทั้งโกรธ เลยถามว่าอะไรนะ เขาบอกว่าเพราะหน้าท้องเอาออกมาได้แค่นั้น แต่ที่อึ้งคือการผ่าตัดที่บอกว่าใช้เวลาอย่างต่ำ 3 ชั่วโมง เริ่มตอน 11 โมงและเสร็จก่อน 1 โมงนิดๆ ซึ่งมันเป็นเวลาที่ควรจะเสร็จอยู่แล้วถ้าเริ่มตอน 10 โมงตามนัดเดิม ความสงสัยของหนูเลยกลายเป็นความแน่ใจ และเพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องไปว่าอะไรพยาบาล (พยาบาลยังยืนยันว่าไม่ใช่เพราะเรื่องเวลา) หนูเลยขอให้เรียกเจ้าหน้าที่ปรึกษามา
ที่อื่นเขาจะมีพยาบาลช่วยใส่ชุดรัดหลังผ่าตัดใช่ไหมคะ? ที่นี่ไม่มีค่ะ หนูโกรธมากแต่เหนื่อยจนหลับไป พวกเขาก็ปลุกตลอด บอกว่าตื่นเร็วจะช่วยได้ หนูก็รู้จากรีวิวคนอื่นว่าเขาน่าจะให้พักให้มากที่สุด ดูๆ แล้วเหมือนจะรีบส่งหนูออกไปเพราะมีคนไข้คิวถัดไปค่ะ โกรธมากจริงๆ แถมพอเวลาผ่านไป หน้าอกจะบวมจนใส่ชุดรัดไม่ได้ หนูเห็นจากรีวิวว่าพยาบาลไม่ค่อยมา แม้เรียกกี่ครั้งก็ไม่มา เลยต้องใส่ชุดรัดทั้งที่ยังมีเข็มคาอยู่ และระหว่างนั้นเข็มหลุดจนเลือดไหลไม่หยุด แย่มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เลยค่ะ (จริงๆ หนูยังเอาชุดรัดมาทั้งต้นขาและหน้าท้องด้วย เพราะเผื่อกรณีที่ดูดจากต้นขาได้ไม่พอ เจ้าหน้าที่ปรึกษาก็ย้ำหลายครั้งว่าให้เอามา)
สิ่งอื่นไม่สำคัญเลย วันนี้ที่อดทนไว้ก็เพราะหวังผลลัพธ์ แต่ผลที่ได้คือ..... เขาบอกว่าคนอื่นใส่ 200-250 แต่ของหนูพยายามให้เหลือ 80? นี่มันแกล้งหนูชัดๆ เป็นการฝืนทำทั้งที่ไม่อยากทำใช่ไหม ถ้าจะเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องทำตั้งแต่แรกสิ
หนูโกรธมากเลยเรียกเจ้าหน้าที่ปรึกษามาคุย แล้วถามว่า นี่มันอะไรกัน ทั้งที่บอกว่าจะใส่อย่างน้อย 150 ใช่ไหม เขาตอบว่า “คงเพราะออกมาได้น้อย” หนูเลยบอกว่า พูดอะไรคะ ตอนคุยกับคุณหมอ ฉันไม่อยู่เหรอ ไม่ได้ยินเหรอว่าถ้าไม่พอจะต้องไปเอาจากที่อื่นเพิ่มเพื่อให้ครบครั้งแรก? แล้วที่ให้ฉันเอาถุงน่องรัดต้นขามาไม่ใช่เพราะแบบนั้นเหรอ เขาก็ตอบว่าใช่... พูดไปหนูก็ทั้งโกรธ ทั้งอับอาย ทั้งเสียใจ และสิ่งที่อดกลั้นไว้ทั้งวันก็แตกออกมา น้ำตาไหลเลยค่ะ
แล้วเขาก็ยังพูดว่า แต่ทำไปแล้วนี่นา.. หนูโกรธมาก เลยบอกว่า ไม่ใช่ว่าทำไปแล้วหรือไม่ทำแล้วนะ สิ่งที่ฉันต้องการคือฟีดแบ็กว่าควรรับมือกับเรื่องนี้ยังไง เขาบอกว่าครั้งที่สองอาจดูดออกมาเยอะ แล้วครั้งที่สามค่อยใส่ได้ แต่เขาเป็นคนตัดสินใจไม่ได้ ต้องไปพบหัวหน้าฝ่ายรวม แต่วันนี้พบไม่ได้ งั้นพรุ่งนี้ค่อยเจอกัน
ในสถานการณ์แบบนี้การเลื่อนออกไปแบบนี้ หนูรู้สึกจริงๆ ว่า “เขามองหนูเป็นคนโง่มากขนาดนั้นเหรอ?” ความโกรธพุ่งขึ้นถึงหัวเลยค่ะ ไม่ได้อยากด่าหยาบ หนูเลยบอกว่าจะรอจนกว่าตารางงานของเขาจะจบทั้งหมด แต่เขาบอกว่าเพราะมีแขกวีไอพีเลยพบไม่ได้ วันนี้คงเจอไม่ได้ พอเขาบอกว่าตอนนี้เพราะมี VIP ต้องไม่เจอหนู หนูรู้เลยว่าตัวเองถูกมองขำๆ แน่แล้ว เลยถามว่าเขาจะว่างถึงกี่โมง เขาบอกถึง 3 โมง แต่ตอนนั้น 2:10 น. หนูเลยบอกว่า งั้นหนูรออีก 50 นาทีแล้วค่อยไปเจอก็ได้ เขากลับบอกว่า หลังเวลาเลิกงานของเขาแล้วจะไม่สามารถพบได้? โอ้ บ้าไปแล้วจริงๆ หนูเลยถามว่า นี่พูดอะไรอยู่คะ ในเมื่อมีปัญหาแบบนี้ หนูต้องได้ฟีดแบ็กกลับไปบางส่วนก่อนสิ ไม่งั้นไม่ไหว สักพักเขาก็กลับมา สุดท้ายคือทำได้แต่ไม่ยอมทำใช่ไหม เป็นการมองกันเป็นตัวตลกใช่ไหม
หลังจากนั้นหัวหน้ารวมที่ว่าก็มา แล้วยิ้มๆ พยายามพูดเรื่องอื่นไร้สาระเพื่อให้หนูอารมณ์ดี ซึ่งก็ยิ่งทำให้หนูหงุดหงิดกว่าเดิม เหมือนเขาคิดว่าหนูโง่หรือเปล่า
พอหนูขอฟีดแบ็ก เขาบอกว่าครั้งที่สองให้ดูดให้ได้มากที่สุด แล้วครั้งที่สามค่อยใส่ไขมันแช่แข็งเข้าไป หนูเคยล้มเหลวเรื่องศัลยกรรมมาก่อน เลยต้องทรมานมาจนถึงตอนนี้ เครียดมากจริงๆ เพราะฉะนั้นหนูพยายามหาข้อมูลให้มากที่สุด แล้วก็พยายามฟังทริกและสิ่งที่ควรรู้จากหลายๆ ที่ แต่การปลูกถ่ายไขมันหน้าอกเขาบอกว่าครั้งแรกให้ใส่ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะครั้งแรกแทบไม่ค่อยถูกดูดซึม ดังนั้นครั้งที่สองจะทำหลังจาก 2-3 เดือน ซึ่งตอนนั้นการติดจะดีกว่าครั้งแรก หนูเข้าใจว่านี่คือมาตรฐาน และส่วนใหญ่โรงพยาบาลก็ตอบแบบนี้ตอนปรึกษา และเพราะมันคือการแข่งกันที่การติดเชื้อ/การอยู่รอดของไขมัน PRP จึงน่าจะดีกว่า โดยเฉพาะหน้าอก หนูเข้าใจว่าไขมันแช่แข็งแทบไม่มีความหมาย ต้องใช้ไขมันสด (ซึ่งคุณหมอที่นี่ก็พูดแบบนั้น) แต่สภาพของหนูตอนนี้คือ ครั้งแรกใส่ไปนิดเดียวแบบไม่มีความหมายอะไรเลย และตอนนี้ต้องทรมานกับช่วงพักฟื้นเกินเดือนหนึ่ง... การบอกว่าครั้งที่สองจะใส่เยอะนั้น มันยิ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรเป็น (คือครั้งแรกใส่เยอะแล้วพอหายไปมาก ค่อยเติมครั้งสองเพื่อให้ติดดีขึ้น) ใช่ไหมคะ ยิ่งถ้าถึงครั้งที่สาม ร่างกายหนูก็จะยิ่งแย่ แล้วตารางงานของหนูล่ะ? ตารางชีวิตของหนูล่ะ? ต้องทำงานถึงดึก แล้วยังมีงานสังสรรค์ดื่มเหล้าอีกมากมาย..... หนูโกรธมากจริงๆ
แล้วหัวหน้ารวมคนนั้นก็บอกว่าเขาจะไปคุยกับคุณหมอแล้วกลับมา แต่ดันบอกว่าคุณหมอกำลังผ่าตัดอยู่เลยพบไม่ได้ อีกสักพักกลับบอกว่าไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล พอโทรหาก็บอกว่าจะมาวันจันทร์ งั้นวันนั้นค่อยเจอกัน พอเป็นแบบนั้น เรื่องครั้งที่สามก็หายเงียบไปเลย แถมระหว่างนั้นยังได้รับโทรศัพท์ว่าช่วงเวลาที่จะนัดวันจันทร์อาจต้องรอระหว่างการผ่าตัดสองเคส แต่หัวหน้ารวมบอกว่าตัวเองจะอยู่ข้างๆ จึงไม่น่าจะเกิดเรื่องนั้น แต่คำพูดจากหลายฝ่ายไม่ตรงกันเลย ความน่าเชื่อถือนี่ไม่มีเลย รู้สึกเหมือนทุกคนโยนกันไปโยนกันมา
และระหว่างที่มีผู้ปกครองของคนไข้คนอื่นนั่งฟังเรื่องของหนูอยู่ข้างๆ เขาบอกว่าควรขอเงินคืนดีกว่า หรือไม่ก็รับเงินคืนแล้วไปทำที่อื่นจะดีกว่า นั่นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด พูดตรงๆ หนูอยากได้เงินคืนค่ะ ไปทำที่อื่นดีกว่า จริงๆ ควรทำแบบนั้นตั้งแต่แรก.. ควรทำยังไงดีคะ? แต่ที่นี่ดูเหมือนจะสนเรื่องเงินมาก แล้วคุณหมอกลับพูดว่าการผ่าตัดแค่นี้มีเงินไม่กี่บาทเอง เขาไม่อยากทำเพราะเสียศักดิ์ศรี เงินแค่นี้เขาจะยอมคืนให้ไหมคะ? หนูอยากได้ค่าชดเชยความเสียหายที่ร่างกายได้รับด้วย (เวลา ตารางงานที่พัง ฯลฯ) อย่างน้อยก็อยากได้คืนก่อน แต่ถ้าได้เจอกัน หนูกลัวว่าจะไม่ใช่การคืนเงิน แต่อาจจะมาพูดเสียงดังใส่หนูแทน หนูควรทำยังไงดีคะ วันนี้ทั้งวันหนูทั้งน้อยใจ เหนื่อย และเจ็บใจมาก จนน้ำตาไหลไม่หยุด.. รู้สึกปวดตัวตลอดเวลาไม่รู้ว่าเป็นเพราะร่างกายหรือเพราะสภาพจิตใจกันแน่ เบื่ออาหารด้วย แต่ไขมันที่ย้ายเข้าไปมีแค่ 80.. ถ้าเหลือแค่ 10% ก็เหลือ 8cc.... ถ้าเหลือ 5% ก็ 4cc.. เพื่อสิ่งนี้หนูยังต้องกินอะไรบ้าง ถึงกับร้องไห้แล้วฝืนกินไปนิดหน่อยเพราะยาด้วยค่ะ น้ำตาไหลไม่หยุดและคิดว่ามันพังแล้ว รู้สึกเจ็บใจและไม่เป็นธรรมมากจริงๆ.. ทำไมมันเจ็บขนาดนี้คะ... ช่วยหนูหน่อยนะคะ ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ หนูควรทำยังไงดี ควรขอเงินคืนไหม หรือควรใช้วิธีอื่น ควรไปหาคุณหมอคนอื่นในโรงพยาบาลเดียวกันไหม (มีคุณหมอด้านหน้าอกไหมคะ..) ถึงร่างกายหนูจะทรุด แต่ควรรับครั้งที่ 3 ไหม (ถ้าใช้ไขมันแช่แข็งก็ไม่มีความหมายอยู่แล้ว..) หรือว่าคุณหมอคนนั้นไม่อยากเสียศักดิ์ศรีเพราะเงินแค่นี้ของเขา จึงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก แต่ทำไมหนูต้องถูกสละศักดิ์ศรีเพราะเขาด้วยล่ะคะ? ในบรรดาคนที่ไปที่นั่น มีใครไม่ได้ทำที่อื่นมาก่อนบ้างไหม? เขาจะปฏิบัติกับทุกคนแบบนั้นไหมคะ? คงเพราะเขามองหนูเป็นตัวตลกใช่ไหม??? สำหรับคุณหมอคนนั้นอาจเป็นแค่เรื่องศักดิ์ศรี แต่สำหรับหนู นี่คือเรื่องใหญ่มาก เป็นสิ่งที่ต้องคิดหนัก ใช้เวลา ทำให้ร่างกายทรุด และเสียเงินก้อนใหญ่ มันแทบจะเป็นเรื่องที่กำหนดชีวิตเลยก็ว่าได้ ยิ่งกว่านั้น หนูต้องคอยเกรงใจเรื่องที่เขาไม่พอใจเพราะศักดิ์ศรีของเขา ทั้งที่หนูไม่ได้เป็นพนักงานที่นั่น แล้วไปทำที่อื่นต้องระวังสายตาเขาด้วยเหรอคะ? มันเป็นเรื่องที่ต้องถูกปฏิบัติแบบไม่ให้เกียรติขนาดนี้เลยหรือคะ? หนูโกรธ เจ็บใจ และน้อยใจมากจริงๆ รู้สึกเหมือนถูกมองต่ำมาก จนโกรธไปหมด เสียใจด้วยค่ะ เจ็บใจด้วยจริงๆ............ น้ำตาไหลไม่หยุด เลยไม่ค่อยโพสต์เรื่องแบบนี้ที่ไหน แต่ครั้งนี้อยากขอคำแนะนำจริงๆ เลยมาโพสต์ค่ะ ตอนนี้สภาพหน้าอกของหนูคือ ช่วงวันแรกกับวันที่สองดูเหมือนใหญ่ขึ้นเพราะบวมจนเป็นภาพลวงตา แต่ตอนนี้กลับเล็กกว่าตอนที่หนูหนัก 64 กิโลกรัมค่ะ ปัญหาคือ ตอนนี้มันยังบวมอยู่ และนี่คือช่วงที่หน้าอกดูใหญ่ที่สุดแล้วค่ะ.. ได้โปรดช่วยแนะนำหน่อยนะคะ ช่วยหนูด้วย หนูควรรับมือยังไงดี...