โพสต์

รีวิวศัลยกรรมจมูก

ฉันเพิ่งไปผ่าตัดมาเมื่อวาน~ ^^;; (นึกว่าจะตายแล้ว…)

ขณะที่เขียนข้อความนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมเคารพมากก็คือคนที่โพสต์แนว ๆ ว่า “วันนี้ฉันเพิ่งผ่าตัดเสร็จ~” นี่แหละครับ.. ผมเมื่อวานเพิ่งผ่าตัดมา เกือบจะตายแล้วจริง ๆ.. แต่พอเห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ก็เหมือนจะโอเคนะ... เฮ้อ... เอาเป็นว่าเมื่อวานตอนเช้าก็นั่งแท็กซี่ไปถึงโรงพยาบาล ตอนนั้นยังอารมณ์ดีมากอยู่เลยครับ ทั้งตื่นเต้นที่กำลังจะผ่าตัด(?) และก็กลัวไปด้วยในตัว.. พยาบาลก็ฉีดยาพ่นยาฆ่าเชื้อที่จมูกให้แบบง่าย ๆ แล้วถามว่าพร้อมไหม.. (พอเธอถามทั้งที่เบิกตากว้าง ๆ แบบนั้นแล้วผมก็กลัวขึ้นมาทันที.. ไม่ได้จะมาซื้อขายอวัยวะอะไรสักหน่อย ㅡ,.ㅡ;;) เปลี่ยนเสื้อเป็นชุดผ่าตัดแล้วก็เข้าไปในห้องผ่าตัด พอใส่ชุดผ่าตัดแล้วก็รู้สึกเหมือนกำลังจะไปซาวน่าเลย... พอขึ้นไปนอนบนเตียงผ่าตัด หมอวิสัญญีผู้ชายก็ถามนั่นถามนี่เต็มไปหมด ดูเหมือนจะชวนคุยเยอะเพื่อให้ผ่อนคลาย... แล้วก็พูดว่า “จะเจ็บนิดหน่อยนะ” ก่อนจะเสียบสายน้ำเกลือยาสลบให้ และจากนั้นก็ถามว่าผมดื่มเหล้าได้แค่ไหน ตอนนั้นเกือบจะถามกลับไปว่า “ผ่าตัดเสร็จแล้วจะไปกินเหล้ากันเหรอ?” แต่ผมก็ตอบนิ่ง ๆ ว่า “เคยกินโซจูได้ถึง 3 ขวดครับ” เขาก็เลยพูดว่า “งั้นคงต้องวางยาสลบแรงหน่อยแล้วสินะ(?)” แล้วก็ฉีดยาสีเหลืองเข้าไปในสายน้ำเกลือ จากนั้นก็ลูบหน้าอกผมเบา ๆ (เฮือก บรรยากาศมันแปลก ๆ ชอบกล!!!) แล้วก็แปะแผ่นกลม ๆ อันหนึ่งให้.. (ใช่ครับ.. แผ่นกลมสีขาวสำหรับเช็กการเต้นของหัวใจ!!!) จำได้แค่นั้นเอง แล้วจู่ ๆ สติผมก็ดับวูบ พอลืมตาขึ้นมาก็อยู่ในห้องพักฟื้นแล้ว... พออ่านเรื่องที่คนอื่นเขียนกัน ผมนึกอย่างน้อยก็คงได้ไปท่องอวกาศสักหน่อย แต่กลับไม่ฝันอะไรเลยสักนิด เหมือนสวิตช์ไฟในสมองถูกปิดแล้วเปิดขึ้นมาใหม่ เหมือนตู้ไฟที่เสียเลย..... เอาเป็นว่าตอนลืมตาขึ้นมา แขนข้างหนึ่งก็กำลังถูกให้น้ำตาลกลูโคสผ่านสายน้ำเกลืออยู่? กำลังถูก? หรือถูกอยู่? (ผมเรียนประถมไม่ค่อยดี ㅡ,.ㅡ) แต่ปวดฉี่มากกกก.. พอร้องโอดครวญว่าอยากเข้าห้องน้ำ (คงไม่ถึงกับร้องเพลงในสภาพนั้นหรอกนะ? อา~~ ฉี่~าาาา~~~ ^^) ผมก็พูดกับพยาบาลอย่างสุภาพว่าถ้าอยากเข้าห้องน้ำก็ไปได้เลย เลยพยายามจะลุกขึ้น ทันใดนั้นก็วูบ~ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนป.5 ที่ผมอ้วกเพราะอาหารไม่ย่อยครั้งใหญ่ แล้วจึงรับรู้ว่าบนโลกนี้กำลังหมุนอยู่ ผมนึกว่าจะไม่มีวันโดนโลกหลอกอีกแล้ว แต่คราวนี้ทั้งหอผู้ป่วยกลับหมุนไปด้วยความเร็วราว 200 กม./ชม. แล้วผมก็ล้มฟุบลงบนเตียงอย่างหมดแรง ตะโกนออกมาหนึ่งประโยคว่า “เอาอ่างมาให้ผมก็พอ” ไม่รู้ทำไมคำว่าอ่างถึงโผล่มา แต่สุดท้ายเขาก็เอาภาชนะคล้าย ๆ เหยือกโลหะมาให้ แต่นอนอยู่ทั้งงัวเงียแล้วพยายามเบ่งท้องล่างเพื่อจะฉี่ มันกลับไม่ออก สุดท้ายก็มีแค่ผายลมปุ๊ง~ ออกมาแบบหมดแรง แต่ด้วยฤทธิ์ยาสลบก็เลยไม่อายอะไรเลย... จริง ๆ แล้วคนเราพอดื่มเหล้าหรือป่วยก็จะกล้าขึ้นจริง ๆ... ผมก็ทนเอาไว้ก่อน ผ่านไปสัก 20 นาทีมั้ง.. อยากเข้าห้องน้ำจนแทบคลั่งก็เลยลุกขึ้นเอง อย่างแข็งขัน.. แล้วก็วิ่งไปห้องน้ำ แต่จู่ ๆ ก็มีอะไรบางอย่างในถุงที่ต่อกับหลอดอาหารเหมือนกำลังจะไหลย้อนออกมา สมองรับรู้ภายใน 0.01 วินาที และในเวลาประมาณ 0.2 วินาทีก่อนจะเข้าห้องน้ำ ความคิดสารพัดก็วิ่งวนเต็มไปหมด จะอาเจียนลงอ่างล้างหน้า? หรือจะอาเจียนลงโถส้วม? แล้วสัญชาตญาณของสมองก็ถามผมกลับว่า “ถ้าอาเจียนลงโถส้วม มันจะกระเด็นเหมือนตอนท้องเสียไหม???” “ก็ไม่ได้กินอะไรเข้าไปนี่ จะมีอะไรไปอุดตันล่ะ? งั้นเอาลงอ่างล้างหน้าดีกว่า..” “แหวะ เอิ๊ก ๆ ๆ..” เสียงเรอครืนดังลั่นพร้อมเสียงอาเจียนก้องไปทั่วห้องน้ำ แต่สิ่งที่ออกมาในอ่างล้างหน้า.. มีแค่เสมหะนิดหน่อยเอง ㅡ,.ㅡ ถ้าออกมาแค่ครั้งเดียวก็ยังพอโอเค แต่พอแหวะต่อเนื่องเป็นสิบ ๆ ครั้ง สิ่งที่ออกมาก็มีแค่เลือดกำเดา.. ㅡ,.ㅡ นึกว่าจะตายแล้วครับ.. คงเป็นเพราะยาสลบแรงเกินไป.. ผมประคองร่างที่หนักอึ้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าลวก ๆ แล้วออกจากห้องผ่าตัด พยาบาลก็พูดกับผมหนึ่งประโยคว่า... “จะกลับแล้วเหรอ?” ซัมชิกตอบว่า “ครับ” พยาบาลถามว่า “เดินทางปลอดภัยนะ~” ซัมชิกตอบว่า “บ๊ายบายครับ” พอจบการลาแบบแสนว่างเปล่า ก็ขึ้นลิฟต์ไป.. แต่ไอ้ลิฟต์บ้านี่ทำไมต้องถูกสร้างขึ้นตามกฎแรงโน้มถ่วงกันแน่ ไม่รู้ว่ากำลังลงหรือกำลังขึ้น.. แหวะ ความรู้สึกสิ้นหวังกับความงงงวยก็ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง คนอื่น ๆ ในพื้นที่แคบ ๆ นั้นถอยหนีผมไปด้านหน้าเกือบ 2 เมตรเลยครับ แน่นอนว่ามีแต่เสียงอ้วก แต่ไม่มีอะไรออกมา เพราะงั้นผมก็เลยหันไปจ้องแบบจะฆ่า แล้วพยายามยิ้มแห้ง ๆ แต่ไม่มีแรง แถมยังกลัวโดนต่อยตาย เลยได้แต่ยืนนิ่งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตรงน้ำพุหน้าตึกผมรอแท็กซี่ที่เรียกไว้ แต่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาซะเลย จนผมเผลอคุยกับตัวเองอยู่เรื่อย ๆ “ซัมชิก ตั้งสติหน่อย.. ต้องตั้งสติให้ได้..” นั่งยอง ๆ พึมพำอยู่คนเดียว มีใครสักคนโยนเหรียญมาให้ก็ไม่รู้ ผมมองตัวเองยังดูน่าสงสารเลย แต่ไม่มีใครสนใจ แล้วตอนนั้นเอง แท็กซี่คันหนึ่งก็เข้ามาพร้อมเสียงบีบแตร ผมก็รีบวิ่งขึ้นไปนั่งทันที แล้วบอกว่า “ไปโรงแรม XX ครับ” ใช่ครับ.. บ้านผมอยู่ต่างจังหวัด ก็เลยขึ้นมาคนเดียวแล้วก่อเรื่องใหญ่เข้าจนได้... นั่งครางอยู่ข้าง ๆ คนขับก็ถามว่า “เจ็บมากไหมครับ?” ซัมชิกตอบ “ไม่ค่อยเจ็บครับ.. แหวะ” ลุงตกใจสุด ๆ แล้วถามว่า “ไม่เป็นไรนะ?” แน่นอนว่าผมไม่ได้อาเจียนออกมาเลย ได้ยินว่าแม่ผมตอนคลอดผมแพ้ท้องหนักมาก ผมเลยนึกว่าคนท้องก็คงเป็นแบบนี้สินะ ไม่รู้ตัวอีกทีพอถึงที่พัก ผมรีบหลบคนแล้วตรงไปที่ลิฟต์ คราวนี้ในลิฟต์มีผมคนเดียว เลยอ้วกได้เต็มที่เลย เฮะเฮะ~ (ดูโง่ชะมัด..) เอาเป็นว่า พอเปิดประตูโรงแรมเข้าไป.. ครั้งนี้ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่แน่ ๆ พอแหวะแล้ววิ่งไปห้องน้ำ เลือด ยาสลบ และของที่ปนอยู่ก็พุ่งออกมาพร้อมกันเลย... ทำแบบนั้นไป 3 ครั้ง.. พอออกจากห้องน้ำปุ๊บก็ล้มลงบนเตียงทันที... แล้วก็นอนยาวไปพักหนึ่ง ถึงอย่างนั้นก็ยังเวียนหัวและคลื่นไส้มาก เลยดื่มน้ำไปหนึ่งแก้ว แล้วก็นอนต่อ.. แต่.. จู่ ๆ ก็ปวดฉี่อีก เลยเซ ๆ เดินไปห้องน้ำ แล้วในขณะที่ฉี่ออกมา.. ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจะมีแค่ตอนเมาเละแล้วอาเจียนแยกกันบนล่างในวันถัดมา แต่ผมเพิ่งเคยเห็นครั้งแรกว่ามันออกมาพร้อมกันสองทาง อ้วกไปฉี่ไป มันก็ไม่ได้ตลกเลย เอาเป็นว่าระบายออกไปหมดแล้วก็กลับไปนอนบนเตียง แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “คนในชุมชนนี้ที่โพสต์ว่า ‘วันนี้เพิ่งผ่าตัดมา!’ นี่เขาเป็นใครกันนะ...” “เป็นยอดมนุษย์เหรอ??? หรือเป็นปรมาจารย์คอมพิวเตอร์ที่พิมพ์คีย์บอร์ดได้แม้ในยามไร้สติ???” เล่นละครเวทีอยู่พักใหญ่ (จำได้ว่าประมาณปี 96 เคยมีรายการบันเทิงทาง MBC ชื่อประมาณ ‘หัวเราะกันยกใหญ่’ อะไรทำนองนั้น ㅡ,.ㅡ) แล้วก็ไม่รู้ว่าพูดอะไรอีก... เอาเป็นว่าวันรุ่งขึ้นก็คือวันนี้ พอตื่นขึ้นมาก็มีไข้ เลยรีบไปโรงพยาบาลแต่เช้าเพื่อถอดสายที่ติดไว้ไม่ให้เลือดมาคั่งที่หูด้วย เวียนหัวมากจริง ๆ.. แล้วก็ปวดท้องมากด้วย.. ถึงกับคิดว่าอยากตายตรงนั้นเลย ตอนเช้าหมอก็มองผมที่นั่งอยู่ในหอผู้ป่วยแล้วพูดประโยคแรกว่า “ตรงไหนปวดครับ? ดูเหมือนปวดอยู่นะ..” เฮือก.. คุณหมอจำผมไม่ได้จริง ๆ เหรอครับ... ผมเองไง.. ผมซัมชิกที่เพิ่งผ่าตัดเมื่อวาน..” อยากพูดแบบนั้นอยู่หรอก แต่ก็พูดอย่างใจเย็นว่า “ผมมีไข้นิดหน่อยครับ..” แต่หมอบอกว่าไม่ควรมีไข้ แล้วก็พูดว่าถ้าเป็นผลข้างเคียงจะทำยังไงดี.... แต่ถึงจะเป็นผลข้างเคียงจริง ๆ ไข้มักจะขึ้นหลังผ่าตัดประมาณ 3 วัน และจมูกจะเริ่มแดง ดังนั้นผมก็คิดว่าอาจจะเป็นแค่หวัดเฉย ๆ ..... พอเริ่มกลัวขึ้นมาก็รีบถามทันที... “งั้น ๆ.. ถ้าเป็นผลข้างเคียง ต้องเอาออกหมดเลยเหรอครับ??? ครับ?” หมอพูดว่า “จะเอาออกอะไรล่ะครับ.. ทั้งหมดนั่นแหละ.. มันเป็นร่างกายของตัวเองนี่..” ㅡ,.ㅡ เช้าตรู่ก็ไม่ได้คุยอะไรที่มีประโยชน์นัก พอผมบอกว่ากินข้าวไม่ได้เพราะคลื่นไส้ หมอก็ฉีดยาปฏิชีวนะเข้าหลอดเลือดให้เข้มข้นกับกลูโคสอย่างดี พอได้ฉีดแบบนั้นแล้วก็รู้สึกเหมือนจะรอดขึ้นประมาณ 2% พอเสร็จอีกทีก็เกินเที่ยงไปแล้ว ผมเลยรีบออกจากโรงพยาบาลก่อนรถติด แล้วนั่งรถกลับบ้าน สภาพนั้นขับรถกลับเองนี่แทบจะตายเลยครับ เห็นเลนถนนเป็นสองเลนซ้อนกัน และไฟเบรกของรถคันหน้ากลายเป็นสัญญาณไฟจราจรไปหมด.. พอกลับถึงบ้านอย่างทุลักทุเลก็โยนของทิ้งไว้มั่ว ๆ แล้วล้มฟุบลงบนเตียงอย่างหมดแรง แล้วพอตื่นขึ้นมา.. ก็คือตอนนี้เอง รูปจะอัปตอนหน้าตาผมดูเป็นมนุษย์มากกว่านี้นะครับ ตอนนี้หน้าตาเหมือนชิมแปนซีที่โดนเจ้าของตีแล้วหนีออกมา.. (มันหน้าตาแบบไหนกันวะ.. ㅡ,.ㅡ) จริง ๆ แล้ว.. การศัลยกรรมไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้หรอกนะครับ.... จะสวยขึ้นแต่ดันทำเอาคนจะตายได้เลย เอาเป็นว่า.. สำหรับคนที่กำลังอ่านอยู่นี้และมีแผนจะทำศัลยกรรม ผมอยากบอกสักคำว่า “ก็ลุยเลยสิครับ.. มันจะได้สวยขึ้นนี่นา... ความเจ็บปวดเดี๋ยวเวลาจะช่วยเยียวยาได้ แต่ความอยากสวยนั้นเวลาเยียวยาไม่ได้หรอก.. ถ้าจะทำตอนแก่ยิ่งลำบาก ทำตอนยังหนุ่มสาวใช้แรงนั้นให้เต็มที่แล้วภูมิใจไปเลย.. สู้โว้ย~~ ไฟต์ติ้ง”

ดูบน sungyesa ↗

โรงพยาบาลที่ถูกกล่าวถึง

ยังไม่มีความคิดเห็น

โพสต์อื่นในหมวดนี้