ฉันนัดปรึกษากับผู้อำนวยการคิมฮักซูแล้วไปที่คลินิก แต่เนื่องจากการผ่าตัดยังไม่เสร็จ เลยได้ปรึกษากับหัวหน้าที่ปรึกษาก่อนค่ะ ก่อนปรึกษา ฉันมัดผม ใส่ที่คาดผม แล้วถ่ายรูปใบหน้าด้วยกล้องจากหลายมุม เช่น หน้าตรง 45 องศา 90 องศา เป็นต้น หัวหน้าที่ปรึกษาอธิบายให้ฟังว่าทำไมต้องใส่ถุงระบายเลือด ทำไมจำนวนแผลผ่าตัดถึงมี 5 จุด ฯลฯ ดูเหมือนเขาภูมิใจในตัวผู้อำนวยการมากค่ะ พอบอกว่านอกจากที่นี่แล้วยังนัดปรึกษาไว้อีกสองสามที่ เขาก็ถามว่าทำไมนัดไว้เยอะขนาดนั้น บอกว่ายังไงที่ดังๆ ก็มีอยู่ไม่กี่ที่อยู่แล้ว... ตลกดีค่ะ
คุยกับหัวหน้าที่ปรึกษาอยู่ ผู้อำนวยการก็เข้ามา แล้วเริ่มปรึกษาค่ะ คุณหมอบอกว่าปกติฉันใช้กล้ามเนื้อหว่างคิ้วเยอะมาก และขนตาไปแตะเปลือกตาบน ทำให้ยิ่งต้องใช้คิ้วมากขึ้น คุณหมอบอกว่าเพราะคิ้วคอยตกลงมาเรื่อยๆ เวลาพยายามลืมตาให้โต กล้ามเนื้อคิ้วก็จะขยับขึ้นเองตามธรรมชาติ ดังนั้นหน้าผากเลยดูยุบมากขึ้น ถ้าผ่าตัดแล้วจะไม่ใช้กล้ามเนื้อนี้ จึงน่าจะมีผลให้หน้าผากดูนูนอิ่มขึ้น คุณหมอให้ถือกระจกมือ แล้วจับคิ้วให้ดูพร้อมอธิบาย บอกว่าหลังผ่าตัดจะรู้สึกเหมือนคิ้วขยับขึ้นจากตำแหน่งเดิมประมาณ 3 มม. ฉันถามว่าสามารถปรับความไม่สมมาตรของคิ้วได้ไหม คุณหมอบอกว่าตอนนี้กระดูกโหนกแก้มซ้ายของฉันเล็กกว่าด้านขวา และเพราะเหตุนั้นร่างกายเลยชดเชยจนคิ้วเกิดความไม่สมมาตร (จุดโก่งของคิ้วซ้ายสูงกว่านิดหน่อย) คุณหมอบอกว่าเวลาหลับตา ตำแหน่งคิ้วสมมาตรกันอยู่แล้ว ดังนั้นถ้ายกต่างกันเพื่อให้ดูสมมาตร ความไม่สมมาตรของใบหน้าจะยิ่งดูชัดขึ้น จึงจะยกขึ้นเท่ากันค่ะ ฉันถามว่าถ้าดึงขึ้นด้านบน ตาสองชั้นเดิมจะคลายออกไหม คุณหมอบอกว่าไม่ค่ะ คุณหมอบอกว่าส่วนที่เคยทำเปิดหัวตาไว้จะกลับดูเหมือนเปิดหัวตาด้านบนมากขึ้น เพราะตาสองชั้นที่ถูกบังอยู่ด้านหน้าจะเผยให้เห็นมากขึ้น ฉันยิ้มตาหยีด้วย คุณหมอบอกว่าส่วนนี้ก็คงไม่ต่างมาก คุณหมอบอกว่าถึงจะลดน้ำหนักจนผอมลง บริเวณหน้าผากแทบไม่มีไขมันอยู่แล้ว จึงไม่ตกลงมาหรือเปลี่ยนแปลง เพราะติดอยู่กับเยื่อหุ้มกระดูก โล่งใจ... ฉันถามด้วยว่าหน้าผากจะกว้างขึ้นมากไหม หรือช่วงกลางหน้าจะดูยาวขึ้นไหม คุณหมอบอกว่าจะต่างประมาณ 3 มม. ตามระดับที่คิ้วยกขึ้น ให้คิดว่าไรผมถอยหลังไปเท่านั้นก็ได้ คุณหมอบอกว่าจะไม่ได้ยาวขึ้นมากจนสัดส่วนเสีย และเพราะเดิมฉันก็ใช้คิ้วเปิดตาและขยับตาอยู่แล้ว คนอื่นอาจไม่ค่อยรู้สึกถึงความต่างหลังผ่าตัดมากนัก เป็นความต่างที่มีแค่ตัวเองรู้ คุณหมอบอกว่ารูปถ่ายบัตรกับรูปเซลฟี่คงออกมาต่างกัน เพราะเวลาถ่ายรูปบัตรจะขยับคิ้วตามใจไม่ได้ ตาจึงน่าจะออกมาต่างจากเซลฟี่ ในเซลฟี่ดูสดใสกว่า คุณหมอจับจุดนั้นได้ค่ะ (เพราะเวลาเซลฟี่ฉันลืมตาให้โตตามใจตัวเองแล้วถ่าย) น่าทึ่งมาก ㄷㄷㄷ ฉันถามว่าบริเวณหว่างคิ้วจะสูงขึ้นได้ไหม คุณหมอบอกว่าไม่ใช่สูงขึ้นจริงๆ แต่กล้ามเนื้อหว่างคิ้วที่นูนออกมาจะยุบเข้าไป จึงดูสูงขึ้นโดยเปรียบเทียบ ไม่ได้ทำให้สันจมูกจริงสูงขึ้นค่ะ ฉันถามว่าการใช้กล้ามเนื้อหว่างคิ้วในอนาคตต้องฉีดโบท็อกซ์ไหม คุณหมอบอกว่าน่าจะไม่จำเป็น และจะฉีดโบท็อกซ์ให้กับคนไข้ที่จำเป็นเท่านั้น บอกว่าดูผลติดตามแล้วค่อยตัดสินใจได้ คุณหมอพูดอะไรเกี่ยวกับคนอายุน้อยๆ สักอย่าง แต่ส่วนนี้จำไม่ค่อยได้ คุณหมอเข้ามาปรึกษาทันทีหลังผ่าตัดเสร็จ คงยุ่งและวุ่นวายมาก แต่ก็ยังตอบทุกอย่างอย่างใจดีและไม่มีท่าทีรำคาญ เลยรู้สึกดีค่ะ พอตอบอย่างมั่นใจ ก็ทำให้เชื่อถือได้
ที่นี่เป็นการปรึกษาที่แรก เลยไม่มีตัวเปรียบเทียบและยังไม่ค่อยแน่ใจ แต่จากท่าทีและบรรยากาศรู้สึกได้ถึงความมั่นใจและความเป็นมืออาชีพค่ะ ค่าผ่าตัดคือ 3.85 ล้านวอน เป็นราคาปกติค่ะ ค่ามัดจำจอง 400,000 วอน และไม่คืนเงินค่ะ เขาบอกว่าไม่สามารถรับนัดผ่าตัดหลายเคสแบบสะเปะสะปะได้ เพราะเป็นการนัดหมาย จึงช่วยไม่ได้ ดังนั้นจึงบอกให้คิดให้รอบคอบแล้วค่อยกำหนดวันผ่าตัดค่ะ