ก่อนผ่าตัดต้องตัดสินใจว่าจะทำด้วยซิลิโคน+กระดูกอ่อนผนังกั้นจมูก หรือทำด้วยกระดูกอ่อนซี่โครงตัวเอง ปกติไม่ได้รู้สึกว่าหายใจลำบาก แต่ผู้จัดการที่ปรึกษาบอกว่าเป็นเพราะชินกับการหายใจได้น้อยกว่าคนอื่น เขาบอกว่าผนังกั้นจมูกคด ควรทำจมูกเชิงฟังก์ชันไปด้วย และประกันครอบคลุม ฉันบอกหมอด้วยว่าปกติใช้ชีวิตมาโดยไม่มีปัญหาด้านการทำงาน และจริงๆ แล้วเป้าหมายหลักคือศัลยกรรมจมูกเพื่อความงาม ลังเลเรื่องวัสดุอยู่ แล้วรู้สึกต่อต้านซิลิโคน เลยตัดสินใจเลือกกระดูกอ่อนซี่โครงตัวเองที่คิดว่าจะอยู่ได้ตลอดชีวิต วันผ่าตัด ผู้จัดการที่ปรึกษาเป็นคนให้เซ็นใบยินยอมผ่าตัด อ่านทั้งหมดก็ยังไม่ทันได้อ่าน แค่ประมาณว่า “เขียนชื่อตรงนี้แล้วเซ็น~” แล้วก็เก็บใบยินยอมทั้งหมด ได้ยินมาว่าวัสดุผ่าตัดเป็นกระดูกอ่อนซี่โครงตัวเอง จึงคงไม่มีเรื่องที่ไม่พอแล้วต้องใช้วัสดุอื่น ตอนปรึกษาแพทย์ก็ได้รับคำอธิบายแค่ประมาณว่า จะใส่กระดูกอ่อนซี่โครงตัวเองที่สันจมูก และปลายจมูกจะใช้กระดูกอ่อนซี่โครงตัวเองทำเป็นแกนพยุงเพื่อยกขึ้น ในวันผ่าตัด ตอนปรึกษาหมอวันนั้น หมอพูดว่า “เคยบอกว่าเคยผ่าตัดปากแหว่งเพดานโหว่มาใช่ไหมครับ?” ฉันมีใบหน้าไม่สมมาตรก็จริง แต่ทั้งชีวิตไม่เคยผ่าตัดเลย จนก่อนผ่าตัดก็ยังไม่เข้าใจข้อมูลคนไข้ ตอนนั้นฉันควรวิ่งออกมาแล้วแท้ๆ... ฉันบอกว่าไม่ใช่ แล้วปรึกษาต่อ เขาบอกว่าจะบดกระดูกอ่อนซี่โครงตัวเองแล้ววางบนสันจมูก ปลายจมูกจะใส่แกนพยุงจากกระดูกอ่อนซี่โครงตัวเอง ส่วนที่คดเล็กน้อยจะตกแต่งให้เข้าที่ ตอนแรกฉันไม่ได้หาข้อมูลว่าการบดกระดูกอ่อนซี่โครงตัวเองแล้ววางขึ้นไปคืออะไร...ถ้ามีอะไรที่ฉันไม่รู้โผล่มาตรงนั้น ฉันควรเลื่อนออกไปแท้ๆ... แล้วก็ไม่มีคำอธิบายเรื่องจมูกเชิงฟังก์ชันเลย ฉันคิดแค่ว่าเขาจะปรับผนังกั้นจมูกที่คดให้ตรง ผ่าตัดเสร็จออกมาเกือบจะสองทุ่มแล้ว เข้าไปผ่าตัดประมาณบ่ายโมงครึ่ง เท่ากับใช้เวลาเกือบ 7 ชั่วโมง หลังผ่าตัด ตอนยังสะลึมสะลือ หมอที่ผ่าตัดเข้ามาแป๊บหนึ่ง บอกว่าผ่าตัดเรียบร้อยดี แล้วบอกว่าสัปดาห์หน้าเขาลาพักร้อน หมอคนอื่นจะดูให้ จากนั้นก็ออกไป คำอธิบายจบใน 1 นาที หลังผ่าตัด รอยช้ำรุนแรงมาก มากจนผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วยังมีรอยช้ำเหลืออยู่ เดือนแรกคิดว่าเป็นช่วงฟื้นตัว จมูกทั้งเจ็บมากและใหญ่ จุดที่เอาซี่โครงออกมาก็เจ็บมากจนลำบาก แต่คิดว่าเป็นช่วงฟื้นตัวเลยอดทนไว้ การหายใจก็ตันตลอดหนึ่งเดือนจนแทบไม่ต่างกันไม่ว่าจะเอาสำลีออกหรือไม่ แต่ก็อดทน ไปกี่ครั้งๆ ก็ไม่มีอะไรที่ถูกใจเลย ทั้งความรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม ความเจ็บปวด รูปทรง ตอน follow-up ครบหนึ่งเดือน ฉันถามเรื่องรายละเอียดการผ่าตัดนิดหน่อย ถามว่า “นอกจากกระดูกอ่อนซี่โครงตัวเองแล้ว ไม่มีอะไรใส่เข้าไปใช่ไหม?” เขาตอบว่าใช่ เพราะคิดเรื่องเอาออก เลยขอเวชระเบียนการผ่าตัด ในนั้นเขียนว่าใช้ mesh ทั้งที่ชัดเจนว่าเคยบอกว่าไม่มีอะไรเข้าไปนอกจากกระดูกอ่อนซี่โครงตัวเองของฉัน... ครบสองเดือนเลยนัดใหม่และไปถามรายละเอียดการผ่าตัด ตอนนั้นถึงตอบสิ่งที่ฉันถาม “ผมเองหลังทำจมูกก็เคยถามอาจารย์เรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่ผม ถูกไล่ออกมานะครับ แต่ผมกำลังตอบให้คุณทุกอย่างอยู่” เมื่อถามว่าใช้ mesh ตรงไหน “อืม ถ้า mesh ใช้ที่ปลายจมูก คุณคงกังวลเรื่องการอักเสบ แต่ในเวชระเบียนผ่าตัดไม่ได้บันทึกไว้ ก็น่าจะไม่ใช่โครงสร้างพยุงนะครับ น่าจะเป็นวิธีที่ผมใช้ คือใช้ตอนแยกกระดูกกับผนังกั้นจมูกแล้วกางออก” ฉันไม่ค่อยเข้าใจ เลยจะถามอีกครั้ง “เฮ้อ ไม่เป็นไรครับ!” แล้วก็ตัดบท (ขอชี้แจงว่ามีไฟล์เสียงบันทึก และนี่ไม่ใช่เรื่องเท็จ ถึง GNG) แล้วก็รู้ว่ามีการปรับแต่งเยอะมาก ปกติไม่เคยคิดว่าตัวเองมีฮัมพ์จมูก แต่เขากรอส่วนที่นูนเหมือนฮัมพ์ออก (ทั้งที่ไม่ได้จะใส่ซิลิโคน แล้วทำไมต้องกรอตรงนี้), และเพิ่งมารู้ตอนนี้ว่า osteotomy คือการหักกระดูกแล้วจัดใหม่ มีการตัดกระดูกด้านข้าง ไม่ใช่การปรับผนังกั้นจมูกให้ตรง แต่เป็นการตัดส่วนที่คดออกแล้วจัดให้เข้าที่ กระดูกเทอร์บิเนตล่างก็ถูกตัดเพื่อขยายและจี้ด้วย สิ่งที่บอกว่าจะใส่แกนพยุงคือการยืดผนังกั้นจมูกพร้อมแกนพยุง ด้านขวาใส่ spreader graft ที่ปลายจมูกวางกระดูกอ่อนผนังกั้นจมูก 2 ชั้น กลายเป็นการผ่าตัดระดับสร้างผนังกั้นจมูกใหม่ ตอนนี้ครบ 5 เดือนแล้ว มีอาการของภาวะจมูกว่างและกำลังหาข้อมูลอยู่ ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย อาจจะรู้กันอยู่แล้ว แต่มีสถานที่ที่วินิจฉัยภาวะจมูกว่างไม่มากนัก.. ถามโรงพยาบาลอื่น เขาบอกว่าเหมือนทำ outward fracture มากเกินไป จมูกเย็นและแห้งทุกวัน คอก็แห้งไปด้วย เลยใช้ชีวิตกับอาการปวดหัวตลอด เรื่องทรงไม่ต้องพูดถึง สันจมูกกับปลายจมูกอ้วนหนาขึ้น กลายเป็นจมูกผู้ชาย...บนสันจมูกนูนเหมือนฮัมพ์ ตรงช่วงเปลี่ยนไปปลายจมูกยุบเหมือนจมูกอานม้า เลยเป็นคลื่นๆ ไม่เรียบ.. อันนี้ตอนฟังคำอธิบายเรื่องไม่ใช้วัสดุเสริม ก็เคยได้ยินว่าอาจเป็นแบบนั้นได้.. แต่สันจมูกกับปลายจมูกมันก็แค่อ้วนหนาขึ้นจริงๆ.........
ใช้เวลา 4 เดือนร้องไห้ทุกวัน..ยังเหลือวันที่ต้องมีชีวิตอยู่อีกมากเกินไป เลยทุกข์ทรมานและอยู่ไปเพราะตายไม่ได้..เกิดอาการหลีกเลี่ยงผู้คน ซึมเศร้า วิตกกังวล จึงกินยาจิตเวชและกำลังหาข้อมูลผ่าตัดแก้... ใช้ชีวิตโทษตัวเองทุกวัน ที่ไม่ได้หาข้อมูลให้ดี และที่เลือกโรงพยาบาลนี้..