ตั้งแต่เด็ก ฉันเครียดกับรูปหน้าของตัวเองมากจริงๆ แต่เพราะปัญหาเรื่องเงินและความกลัว เลยพับความคิดนั้นเก็บไว้ตลอด แต่พออายุมากขึ้น แก้มตอบทำให้รูปหน้าค่อยๆ กลายเป็นเหมือนทรงถั่วลิสง.... แถมฉันยังมีความไม่สมมาตรด้วย ข้างหนึ่งเลยตอบมากกว่าอีกข้าง ยิ่งลดน้ำหนัก มันก็ยิ่งดูเด่นขึ้น ฉันเลยเริ่มหาข้อมูลเรื่องการผ่าตัดปรับโครงหน้า สำหรับฉัน อันดับแรกก็คือความปลอดภัย อันดับสองก็ยังเป็นความปลอดภัย เลยตามหาโรงพยาบาลที่ทำการผ่าตัดค่อนข้างระมัดระวังและปลอดภัยมาก แล้วตัดสินใจเลือก ㄴㅈㅎ และเรื่องรูปหน้า ฉันไม่ได้หวังถึงขั้นรูปหน้าแบบดาราเลยจริงๆ เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของฉันคือการทำให้เส้นหน้าที่ขรุขระไม่เรียบดูเป็นระเบียบขึ้น การปรึกษาก็เหมือนที่หลายคนในนี้พูดกัน คือให้ความรู้สึกเหมือนศาสตราจารย์มาก มากกว่าจะรู้สึกว่าใจดี จะเป็นแนวพูดน้อย แต่ให้ความรู้สึกเป็นมืออาชีพมาก คุณหมออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีดำเนินการผ่าตัดอะไรแบบนี้ให้ฟัง และจริงๆ ฉันไม่ได้หาข้อมูลเรื่องโครงหน้าไปเยอะมาก เลยมีคำถามเยอะมาก แต่คุณหมอก็ตอบให้ทีละข้อทั้งหมด
<วันผ่าตัด> ในวันผ่าตัด หลังจากไปถึงโรงพยาบาล ชำระเงินทั้งหมด วางของไว้ในห้องพักฟื้น เปลี่ยนเสื้อผ้า และถ่ายรูปเสร็จแล้ว ผู้จัดการก็แจ้งข้อควรระวัง วิธีใส่สายรัดหน้า และอื่นๆ ให้ฟัง แล้วดูรูปที่ฉันโฟโต้ชอปส่งไป พร้อมถามคร่าวๆ ว่าอยากได้ประมาณแบบไหน! จากนั้นสุดท้ายผู้อำนวยการก็เข้ามา และกำหนดดีไซน์อย่างละเอียดว่าจะทำออกมาแบบไหน (เวลาไปปรึกษา ฉันคิดว่าถ้าหาเคสที่คล้ายกับตัวเองที่สุดจากรูปก่อน-หลังของดาราหรือคนอื่นๆ ไปด้วย น่าจะดีกว่า!! หน้าฉันกว้างในแนวนอน และหูอยู่ค่อนข้างต่ำ เลยเอารูปของคนที่ให้ความรู้สึกคล้ายฉัน แต่รูปหน้าดูเรียบร้อยขึ้นไปด้วย!) หลังจากนั้นก็นอนลงในห้องผ่าตัด เสียบสายน้ำเกลือที่แขน แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างเป็นระบบและรวดเร็วมาก... พยาบาลก็เยอะมากด้วย! แล้วเขาก็เอาอะไรสักอย่างเหมือนหน้ากากออกซิเจนมาวางที่ปาก พอบอกว่ายานอนหลับจะเข้าแล้ว ฉันก็หลับไปเลย...
ฮา... ทีนี้ความเจ็บปวดเริ่มแล้ว.... หลังผ่าตัดเสร็จ ฉันจำได้ว่าพยาบาลข้างๆ ปลุกฉันหนักมาก และฉันเหมือนจะคลื่นไส้พะอืดพะอมตลอด พยาบาลก็บอกให้ตั้งสติอยู่ตลอด... ยังไงไม่รู้ก็เข้าไปนั่งในห้องพักฟื้นได้ เขาบอกว่าเพราะแก๊สดมยาสลบอาจทำให้คลื่นไส้ ให้หายใจลึกๆ และบอกว่าห้ามดื่มน้ำ 4 ชั่วโมง ห้ามนอนด้วย ซึ่งอันนี้ทรมานมาก... เจ็บคอมาก มีเสมหะปนเลือดติดคอจนไอแคกๆ... คลื่นไส้จนเหมือนจะอาเจียนเรื่อยๆ แต่เขาบอกว่าอย่าอาเจียน ฉันเลยอดทนด้วยการหายใจลึกๆ.... วันนั้นพูดตรงๆ ว่าหนักมาก.... ฉันตอบสนองต่อยาระงับปวดไม่ค่อยดีด้วย บริเวณกรามเหลี่ยมเลยปวดตุบๆ อยู่เรื่อยๆ และเพราะแก๊สดมยาสลบทำให้ท้องคลื่นไส้ ทรมานมาก ฮา ฉันเสียใจมาก คิดว่าฉันทำศัลยกรรมนี้ไปเพื่อจะได้เสวยสุขอะไรนักหนา.... แต่พยาบาลที่อยู่ด้วยตอนกลางคืนนั้นใจดีมา~~กจริงๆ คอยบอกว่าไม่เป็นไรและปลอบให้ฉันสบายใจ เลยรู้สึกขอบคุณมาก.... เขาบอกว่าคนไข้ทุกคนที่เคยอยู่ที่นี่ ในวันผ่าตัดจะเจ็บมากจนเสียใจว่าทำไปทำไม แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ แล้วทุกคนพอใจมาก เขาบอกว่าวันนี้จะหนักและเจ็บที่สุด พรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ และมะรืนจะดีขึ้นอีก นั่นทำให้ฉันมีกำลังใจขึ้นมา!!
<วันที่ 1 หลังผ่าตัด> เช้าวันถัดมาประมาณ 10 โมง?? ผู้อำนวยการมาแกะผ้าพันแผลให้ เช็กอาการบวม และถอดสายเดรนเลือดออกให้ ฉันกังวลเพราะได้ยินว่าตอนถอดสายเดรนจะรู้สึกน่าขยะแขยง แต่ผ่านไปเร็วกว่าที่คิด! หลังจากนั้นเขาใส่สายรัดหน้าให้ และเพราะฉันมาคนเดียว เลยนอนให้น้ำเกลือในห้องพักฟื้นประมาณหนึ่งชั่วโมง แล้วนั่งแท็กซี่กลับบ้าน!! พอกลับถึงบ้านก็กินยาและพักต่อเนื่อง
<วันที่ 2-4 หลังผ่าตัด> อาการบวมพีคจริงๆ แม้แต่ริมฝีปากก็บวมมาก และเพราะเสมหะปนเลือด ทำให้นอนหลับยากมาก เหมือนว่าทุกวันฉันตื่นทุกๆ 1 ชั่วโมง และตั้งแต่ช่วงนี้เริ่มไออย่างบ้าคลั่ง หนักจริงๆ... ถ้าช่วงแรกทรมานเพราะคลื่นไส้ ช่วงนี้ก็น่าจะทรมานเพราะเสมหะปนเลือด ไอ และเจ็บคอ วันที่ 3 ไปโรงพยาบาล เขาแกะเทปที่ติดไว้ที่คาง ฆ่าเชื้อแผลบริเวณจอนผม และยิงเลเซอร์ลดบวมให้
<วันที่ 5 หลังผ่าตัด> เสมหะปนเลือดแทบไม่ออกแล้ว เหลือแค่ไอต่อเนื่อง เลยดื่มน้ำเยอะมาก จนถึงตอนนั้นก็ยังนอนยาวรวดเดียวไม่ได้ และนอนๆ ตื่นๆ ซ้ำไปมา ฉันเป็นคนที่ระยะระหว่างคางกับคอสั้น สายรัดหน้าเลยกดคอบ่อยมาก ทำให้อึดอัดสุดๆ อาการบวมยังคงแน่นตึงอยู่ แต่ไม่ได้บวมเพิ่มไปกว่านี้แล้ว!
<วันที่ 6-7 หลังผ่าตัด> อาการไอก็ดีขึ้นมาก และเสมหะปนเลือดไม่ออกอีกแล้ว! ฉันคิดว่าการดื่มน้ำเยอะช่วยได้มากจริงๆ!! เห็นได้ว่าอาการบวมค่อยๆ ลดลงทีละนิดเมื่อเทียบกับเมื่อวาน!
<วันที่ 8 หลังผ่าตัด> วันที่ 8 ฉันไปโรงพยาบาลเพื่อตัดไหมบริเวณจอนผม กังวลว่าจะเจ็บ แต่ก็แค่แสบจี๊ดๆ เลยพอทนได้! หลังตัดไหม เขายังทำเลเซอร์ลดบวมกับดูแลด้วยคลื่นความถี่สูงให้ด้วย รับเสร็จแล้วก็กลับบ้าน และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แค่ต้องใส่สายรัดหน้าครั้งละ 12 ชั่วโมง เลยสามารถนอนตอนกลางคืนได้สบายขึ้น!
ไว้ครบสัปดาห์ที่ 2 แล้วจะมาเขียนรีวิวอีกนะ!!
รีวิวนี้เป็นรีวิวการผ่าตัดที่มุ่งเน้นความงามแบบธรรมชาติ