การกังวลมีแต่ทำให้เวลาฟื้นตัวช้าลงเท่านั้น..!! ฉันสงสัยมากว่าการดูดไขมันต้นแขนจะเจ็บกว่านี้ไหม และจะบวมมากขึ้นแค่ไหน แต่เมื่อเทียบกับต้นขาแล้ว ต้นแขนใส่ชุดกระชับก็ยังพอไหว และใช้ชีวิตประจำวันได้ถึงขั้นที่ลางานในวันผ่าตัด แล้ววันถัดไปก็ไปทำงานได้เลยค่ะ! วันผ่าตัดมีคนช่วยสระผมให้ และตั้งแต่วันถัดไปก็แปะแผ่นกันน้ำแล้วอาบน้ำเองได้ดีค่ะ! ฉันใฝ่ฝันอยากใส่เดรสเกาะอก เพราะไหล่และแขนจะเผยให้เห็นชัดมาก ก็เลยยิ่งสนใจเรื่องการฟื้นตัวมากขึ้นค่ะ! ก่อนหน้านี้ตอนดูดไขมันต้นขา พอครบ 2 สัปดาห์ฉันเดินเหมือนขากะเผลกจริงๆ และบวมเป่งมากจนถึงขั้นซื้อครีมทารอยแตกลายมาทาเลยค่ะ ก่อนดูดไขมัน สิ่งที่สงสัยที่สุดคือระดับความเจ็บ! และเพราะฉันไปดูดไขมันหลังจากถ่ายพรีเวดดิ้งแล้วรู้สึกกระแทกใจกับความจริง ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือก่อนถึงวันแต่งงานจริง ก้อนแข็งและอาการบวมจะยุบลงไหม! แล้วก็รอยกรีด! รวมถึงแผลเป็นด้วย!! แผลเป็นจากรอยกรีดตรงอื่นๆ หายจนแทบไม่เห็นแล้ว แต่บริเวณข้อศอกอาจเป็นเพราะฉันมีนิสัยชอบเท้าแขน เลยยังเหลืออยู่หน่อย ฉันจึงใช้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวปิดไว้ค่ะ!! ไม่มีใครรู้เลย..! ทุกคนมัวแต่มองหน้า..ฮ่าๆ ไฟก็แรงด้วย เลยเหมือนช่วยกลบรอยเล็กๆ บนตัวได้แทบหมด ฮ่าๆๆๆ ตอนทำแผล ช่วงทำต้นขาฉันทำเองทั้งหมด แต่ดูดไขมันแขนแล้วส่วนที่กรีดด้านหลังรักแร้ ทำเองไม่ค่อยสะดวกค่ะ ตอนถ่ายพรีเวดดิ้งก่อนผ่าตัด ฉันสูง 161 ซม. หนัก 67 กก. วันแต่งงานหนัก 61 กก. ตอนนี้ 64 กก. ค่ะ! การดูแลอาการบวมและก้อนแข็งนั้น ช่วงห่างจนถึงวันแต่งงานจริงคือ ผ่าตัดปลายเดือนกันยายน และงานแต่งจริงอยู่ช่วงต้นเดือนมกราคมมากๆ ฉันเลยใจร้อนโดยไม่จำเป็น นอกจากคลื่นความถี่สูง Endermologie ที่มีให้เป็นพื้นฐานแล้ว ยังเพิ่มคอร์สอีกหลายครั้งด้วยค่ะ หลังดูดไขมันเขาว่ากันว่าเป็นช่วงทองของการลดน้ำหนัก พอฟื้นตัวได้ระดับหนึ่งแล้ว ฉันก็ได้รับยาระงับความอยากอาหารตามใบสั่งแพทย์ และตั้งใจลดแบบใช้ตัวช่วยเร่งจริงๆ! ตอนแต่งงานจริงน้ำหนักอยู่ช่วง 60 กก. แต่ดูด้วยตาแล้วเหมือนช่วง 50 กก. เลยค่ะ!!! อาจเพราะอย่างนั้น ตอนงานแต่งจริง ฉันจึงได้ใส่เดรสเกาะอกด้วยแขนที่ดูเพรียว แล้วเดินเข้าสู่ทางเดินพิธีแต่งงานค่ะ!!
รีวิวนี้เป็นรีวิวการผ่าตัดที่มุ่งเน้นความงามแบบธรรมชาติ