สวัสดีค่ะทุกคน? ช่วงนี้เวลาเขียนโพสต์ที่นี่ ฉันรู้สึกทั้งภูมิใจและเสียใจไปพร้อมกันค่ะ ไม่ได้เขียนเพราะเสียใจนะคะ... เหตุผลที่เขียนวันนี้คือเพราะอารมณ์ดีค่ะ เมื่อวานซืน ฉันเห็นคอมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความโกรธของคนที่ผ่าตัดด้วยวิธีเดียวกับฉัน แต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่พอใจ เลยเสียใจมาก แล้วก็กลัวว่าถ้าฉันเป็นแบบนั้นบ้างจะทำยังไงดี ใจไม่ค่อยสงบอยู่วันสองวัน แต่วันนี้เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานพูดว่า “ทำไมดูเด็กลงขนาดนี้?” “สวยขึ้นนะ” ก็เลย.. ฉันบอกไปว่า “ฉันไม่ได้บอกเหรอ? ฉันฉีดโบท็อกซ์ที่หน้านิดหน่อย แล้วเพราะไขมันบนหน้าน้อยเกินไปก็เลยปลูกถ่ายไขมันไง..” แล้วกลับมา.. ความภูมิใจแบบนี้มันอะไรกันนะ..^^ แน่นอนว่าดูเด็กลงจริงๆ ค่ะ.. เพราะงั้นอารมณ์ที่หม่นๆ ไปนิดช่วงสุดสัปดาห์ก็ดีขึ้นมาก เลยมาลองเขียนโพสต์ค่ะ ช่วงสุดสัปดาห์ ฉันมองกระจกแล้วคิดซ้ำไปซ้ำมาว่าตอนนี้หน้าของฉันเป็นยังไง... แน่นอนว่าบริเวณโหนกแก้มไม่มีเสียงอะไรเลย ไม่มีขั้นหรือผิวไม่เรียบเป็นคลื่น และเวลากินอาหารหรืออ้าปากก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากก่อนผ่าตัด ดังนั้นในแง่ที่ว่าเป็นการผ่าตัดที่ปลอดภัย ฉันไม่มีข้อสงสัยแม้แต่นิดเดียวค่ะ แต่บางครั้งคนอื่นๆ ก็อัปโหลดรูปหลังผ่าตัดใช่ไหมคะ พอเห็นแล้วจะว่าไงดี... มันไม่ใช่แบบ “ดรามาติก!” ค่ะ เรื่องนั้นฉันคิดว่าต้องยอมรับ แต่เรื่องนี้ก็โทษวิธีผ่าตัดหรือโรงพยาบาลไม่ได้เหมือนกันค่ะ เพราะฉันเป็นคนปฏิเสธวิธีผ่าตัดที่เปลี่ยนแปลงแบบดรามาติกเอง ฉันกลัวว่าคางจะกลายเป็นแหลมเกินไป เลยรู้สึกกังวลและขอให้ตัดมุมออกแค่นิดเดียว ส่วนโหนกแก้มคุณหมอก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อดันเข้าให้ แต่หน้าฉันก็ไม่ได้เล็กเท่ากำปั้นเหมือนคิมแทฮีอะไรแบบนั้น คงเป็นเพราะหน้าก่อนหน้านี้กว้างเกินไปเอง -- (บางครั้งฉันก็คิดเหมือนกันว่า ทำให้สวยกว่านี้ไม่ได้เหรอ? เล็กกว่านี้ไม่ได้เหรอ~~ แต่ พอหันกลับไปคิดถึงหน้าก่อนหน้านี้.. ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีมโนธรรมเลย.. เมื่อก่อนกล้าทำผมแบบนี้ได้ที่ไหนล่ะ.. แล้วก็รีบยอมแพ้ทันทีค่ะ ฉันคิดว่าควรเปรียบเทียบกับหน้าของตัวเองก่อนหน้านี้นะคะ ถ้าเอาไปเทียบกับคนอื่นแล้วคิดว่าคนนั้นเล็กลง แต่ฉันนี่คืออะไร... ฉันว่าแบบนั้นไม่ค่อยถูกค่ะ) แต่ถึงอย่างนั้น เส้นหน้าก็ดูละมุนและสวยขึ้นมาก และมีแนวกรามล่างที่สวยพอดีแบบเป็นธรรมชาติ เข้ากับเส้นโหนกแก้มที่สวยขึ้นนั้น ฉันเลยพอใจมากๆ ค่ะ ถ้ามีใครพูดเจาะจงว่า “ทำศัลยกรรมมาแน่ๆ..ทำมาแล้ว..ใครเห็นก็ดูออกว่าอันนั้นทำมา..” สำหรับฉันที่ขี้กลัว คงทนไม่ได้แม้จะสวยขึ้นก็ตาม แต่ตอนนี้บอกไม่ได้ชัดๆ ว่าตรงไหน แต่คือสวยขึ้นค่ะ (เพราะเจ้าตัวบอกว่าเป็นโบท็อกซ์ คนอื่นก็เลยคิดว่าคงเป็นโบท็อกซ์) พ่อแม่ก็คิดว่าเดิมทีพวกเขาสร้างฉันมาแบบนี้อยู่แล้ว..ㅡㅡ; แม้แต่แฟนที่คบกันมานานมากๆ ก็ยังทำตัวตลก พูดว่า “อืม..โบท็อกซ์น่ะ ฉันให้ฉีดเป็นครั้งคราวได้ แต่ถ้าจะเหลากรามอะไรแบบนั้น..ศัลยกรรมแบบนั้นไม่ได้..” ก็เลยเป็นสิ่งที่ฉันชอบค่ะ แล้วก็..ฉันแค่ดีใจมาก คิดว่าพออาการตึงรั้งคลายลงก็จะยิ่งสวยขึ้นเรื่อยๆ เลยแค่โม้เรื่องตัวเองให้คนอื่นที่กำลังเตรียมผ่าตัดฟังเท่านั้น.. แต่พอเจอคอมเมนต์ประมาณว่า “พอตึงรั้งคลายแล้ว เธอก็จะลำบากเหมือนกัน” จากมุมของฉันที่เพิ่งผ่าตัดมาได้แค่ 4 เดือน ก็อดรู้สึกเสียใจและกังวลมากไม่ได้ค่ะ แต่จะทำยังไงได้ล่ะคะ จนถึงตอนนี้ฉันพอใจนี่นา.. อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นฉันก็ขี้กลัวขึ้นทันที เวลามีข้อความส่วนตัวเข้ามา ฉันจะบอกว่า “อย่าเชื่อแค่คำพูดของฉันนะคะ กรุณาศึกษาให้เพียงพอ แล้วค่อยผ่าตัดเมื่อคุณมั่นใจด้วยตัวเองค่ะ” พูดจริงๆ ฉันคิดว่าการผ่าตัดปรับรูปหน้าเป็นการผ่าตัดที่ต้องใช้เวลารอคอยยาวนานมากๆ กว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการค่ะ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องที่ควรตัดสินจากรีวิวของใครคนเดียว แต่ควรเข้าเว็บไซต์ไปอ่านรีวิวด้วย (โรงพยาบาลที่ฉันเลือก แค่สมัครสมาชิกก็สามารถดูรีวิวได้ - เข้าไปดูทั้งบล็อกและคาเฟ่ด้วยนะคะ - แค่อ่านรีวิวที่ลงไว้ในนั้นก็ใช้เวลาหลายวันแล้วค่ะ) และคิดไว้ด้วยว่ามีบางคนที่ไม่พอใจ ถ้ามีโพสต์แบบนั้น ก็ลองศึกษาดูดีๆ ว่าทำไมคนนั้นถึงไม่พอใจ.. จากนั้นไปเดินหาข้อมูลด้วยตัวเอง พบผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วยตัวเองก่อนค่อยตัดสินใจค่ะ เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องทำแบบนั้นค่ะ ต่อให้ระมัดระวังแล้วระมัดระวังอีก ระหว่างรอ แค่มีเสียงเล็กน้อยจากใบหน้าก็จะกังวล และจะอ่อนไหวกับรีวิวที่ทำให้อารมณ์เสีย นี่แหละค่ะการผ่าตัดนี้ ฉันไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ (ทำงานไปด้วย แล้วจะไปโซลโดยไม่มีธุระอะไรเลย มันง่ายที่ไหนล่ะคะ..) แต่ฉันจะไปโรงพยาบาลแน่นอนค่ะ ถ้านัดได้แล้ว ฉันจะเขียนโพสต์ล่วงหน้าประมาณหนึ่งสัปดาห์นะคะ ตอนนั้นทุกคนมาดูฉันด้วยตาตัวเองแล้วค่อยสงสัยก็ได้ค่ะ แล้วก็..ฉันพูดแต่เรื่องผ่าตัดโหนกแก้มทุกวันเลย.. ฉัน..ทำกรามเหลี่ยมด้วยค่ะ ㅎㅎ ถ้าจะพูดถึงกรามเหลี่ยมสักอย่าง บอกตรงๆ ว่าจุดที่ทำให้รู้สึกว่า อ้อ ผ่าตัดมาจริงๆ.. คือแผลในปากค่ะ แต่อาจเพราะฉันขอให้ตัดออกน้อยมาก ตอนนี้แค่ 4 เดือน แต่กิมจิหัวไชเท้าหรืออะไรก็เคี้ยวกรุบๆ กินได้หมดแล้วค่ะ จริงๆ ไม่มีอะไรผิดปกติเลย เพียงแต่เนื้อแผลเป็นในปากนูนออกมา เลยมีแค่ความรู้สึกหนักๆ เล็กน้อยกับความไม่สะดวกที่อาหารเข้าไปติดเท่านั้นค่ะ.. โหนกแก้มยังอีกไกลกว่าจะรู้สึกพอใจ 100% ดังนั้นเรื่องโหนกแก้มยังสรุปไม่ได้ แต่กรามเหลี่ยมนั้น..ฉันเห็นกระดูกที่ถูกตัดออกทันทีหลังผ่าตัดแล้ว จึงพูดได้ค่อนข้างมั่นใจค่ะ.. คุณหมอผ่าตัดเก่งจริงๆ ค่ะ เก่งก็ต้องบอกว่าเก่ง จะให้พูดว่ายังไงล่ะคะ.. ฉันคิดว่าฟื้นตัวเร็วกว่าเพราะไม่ได้เลือกการผ่าตัดที่เปลี่ยนแปลงแบบดรามาติกค่ะ (ก็ไม่ได้ตัดเยอะนี่คะ) ส่วนคนที่ไม่ใช่แบบฉัน ฉันก็ไม่ค่อยรู้ว่าระยะพักฟื้นจะนานกว่าหรือยังไง แต่คิดว่าผลลัพธ์น่าจะพอใจทันทีที่เห็นค่ะ ยังไงก็ตาม ฉันใช้ชีวิตแบบนี้อยู่ค่ะ... ^^ ทั้งหมดนี้..จากคนคนหนึ่งที่กำลังเขียนโพสต์ด้วยความมั่นใจ โดยปัดผมไปหลังหูค่ะ คราวหน้าถ้าอยากเขียนอีกก็จะเขียนนะคะ~
ถูกใจ 1