รูปแรกเป็นรูปหน้าตรงนะครับ เรียงตามลำดับก่อนผ่าตัด (1 ปีก่อน) / หลังผ่าตัดในวันผ่าตัด 6 ชั่วโมง / หลังผ่าตัด 4 วัน รูปที่สองเป็นรูปด้านข้าง เรียงตามลำดับก่อนผ่าตัด (1 เดือนก่อน) / หลังผ่าตัดในวันผ่าตัด 6 ชั่วโมง / หลังผ่าตัด 4 วัน ผมคิดว่าน่าจะเกือบ 5 ปีแล้วที่ผมเข้าไปดู Daum, Naver และเว็บไซต์เกี่ยวกับศัลยกรรม เพราะอยากผ่าตัดโหนกแก้มกับกราม (เพราะใบหน้าด้านข้างดูใหญ่ เลยอยากตัดกราม และอยากลดความรู้สึกว่าหน้าตรงดูใหญ่เพราะโหนกแก้มครับ) หลังจากคิดแล้วคิดอีกอยู่อย่างนั้น ในที่สุดเมื่อไม่กี่วันก่อน วันที่ 20 มกราคม ผมก็ตัดสินใจผ่าตัดจนได้ จนถึงก่อนเข้าห้องผ่าตัด ผมเต็มไปด้วยความคิดและความกังวลสารพัดว่า ทำแบบนี้ถูกไหม จะมีปัญหาเพราะยาสลบหรือเปล่า การผ่าตัดจะจบลงด้วยดีโดยไม่มีผลข้างเคียงไหม แต่ช่วงเวลานั้นก็ผ่านไปไม่นาน รู้ตัวอีกทีผมก็ตื่นจากยาสลบและเห็นตัวเองกำลังทรมาน แล้วก็คิดว่า อา~~ ผ่าตัดเสร็จแล้วสินะ วันนี้คือวันที่ 24 มกราคม วันที่ 4 หลังผ่าตัด ผมไปโรงพยาบาลมาตอนประมาณ 5 โมงเย็น ไปฉีดยาช่วยลดบวม ตรวจแผลในปาก แล้วก็นัดตารางครั้งต่อไปครับ โชคดีที่เขาบอกว่าผมดูแลหลังผ่าตัดดี แผลกำลังหายดีครับ^^ ในที่สุดก็ผ่านด่านไปทีละด่านแล้ว เพราะดีใจมาก ผมเลยคิดว่าจะลงกระบวนการของตัวเองในที่ต่าง ๆ ที่เคยสมัครไว้ เผื่อจะช่วยคนที่กำลังคิดเรื่องผ่าตัดได้ครับ 1. การเลือกโรงพยาบาล - ตลอด 5 ปี ผมสมัครเว็บไซต์ดัง ๆ อย่าง Daum, Naver และรวบรวมรายชื่อโรงพยาบาลไว้ครับ - เพราะมีโบรกเกอร์ทำงานอยู่เยอะมาก การคัดกรองเลยเป็นสิ่งที่ยากที่สุด (ในขั้นตอนนี้ โรงพยาบาลที่ผมผ่าตัดก็เคยถูกตัดออกกลางคันเพราะการปั่นของโบรกเกอร์ด้วย เป็นเหตุการณ์วุ่น ๆ เหมือนกันครับ;;;) - สิ่งสำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลที่มีปัญหาหรือไม่ ผมคิดว่าต้องไปดูด้วยตัวเองและตัดสินด้วยตัวเองให้ได้ครับ - ผมพิจารณาระหว่างการเปิดแผลที่หนังศีรษะกับการเปิดแผลในช่องปาก โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก หลังจากปรึกษาโรงพยาบาลแล้วจึงตัดสินใจเลือกการเปิดแผลที่หนังศีรษะครับ - ในกรณีของผม เคยมีประสบการณ์ปลูกผมแนวไรผมรูปตัว M มาก่อน จึงเคยมีประสบการณ์ผมร่วงร่วมและผมร่วงประมาณ 6 เดือน เลยรู้สึกว่าไม่ได้กลัวการเปิดแผลที่หนังศีรษะมากนักครับ (แต่แผลเป็นอาจมองเห็นได้ถ้าไว้ผมสั้น ผมจึงสอบถามโรงพยาบาลปลูกผมชื่อดังและผู้อำนวยการคลินิกผิวหนังที่ผมรักษาหนังศีรษะอยู่ในปัจจุบัน ได้ความเห็นว่า หากภายหลังมองเห็นชัดมาก ก็สามารถปิดด้วยการปลูกผมได้ แต่โดยทั่วไปเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ผมที่ร่วงร่วมอาจงอกกลับมา ทำให้แผลเป็นอาจไม่เห็นชัดมาก ซึ่งส่วนนี้ก็ตรงกับประสบการณ์ของผมเองที่หลังปลูกผมต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปีถึงจะคงที่ครับ) --> สรุปคือ ผมตัดสินใจเลือกการเปิดแผลที่หนังศีรษะ (โหนกแก้ม) และการเปิดแผลในช่องปาก (กรามเหลี่ยม) เพื่อความปลอดภัยและเพื่อให้ผ่าตัดได้อย่างชัดเจนแน่นอน แล้วจึงเลือกโรงพยาบาลสุดท้ายครับ 2. วันผ่าตัด (รูปแรก) - ผมผ่าตัดแบบแอบ ๆ โดยไม่ได้บอกที่บ้าน และโรงพยาบาลที่ผมผ่าตัดบอกว่าไม่มีการนอนโรงพยาบาลเลย ผมจึงจองเรสซิเดนซ์แถวนนฮยอนดงไว้ล่วงหน้า แล้วเช้าตรู่ก็เอากระเป๋าไปโรงพยาบาลครับ - การผ่าตัดเริ่มหลัง 9 โมงไปนิดหน่อย และครั้งแรกที่ผมหายใจหอบแล้วลืมตาขึ้นคือประมาณบ่าย 2 โมงครึ่งครับ - ผมรู้สึกคลื่นไส้และอยากอาเจียนมากจนทรมาน เลยขอให้ฉีดยาแก้ปวด จากนั้นก็หลับไปอีก และตื่นขึ้นอีกครั้งประมาณ 4 โมงครึ่งแล้วเดินไปมาในโรงพยาบาล หลังจากนั้นก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ซ้ำไปมา (ตอนนั้นผมเห็นชิ้นกระดูกกรามเหลี่ยมของตัวเอง ดูเหมือนตัดออกไปเยอะกว่าที่คิดครับ^^) - ประมาณ 1 ทุ่ม ได้รับการดูแลหลังผ่าตัดแล้วออกจากโรงพยาบาลครับ - ตอนนั้นผมคิดว่าใบหน้าบวมมากที่สุด (เขาว่าต่างกันมากในแต่ละคน) - เพราะผู้อำนวยการผ่าตัดให้เรียบร้อยมาก แทบไม่มีเลือดออกเลย อาการปวดและบวมก็อยู่ในระดับที่พอทนได้ครับ - ผมผ่าตัดกรามกับโหนกแก้ม เขาบอกว่าเพราะดันโหนกแก้มไปด้านหลังและขึ้นด้านบนแล้วตรึงไว้ ทำให้จมูกดูสูงขึ้น เหมือนเกิดผลคล้ายกับการทำจมูกด้วย พอดูจากรูปแล้วก็เหมือนจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ครับ 3. วันที่ 4 หลังผ่าตัด (วันนี้) - ตั้งแต่วันนี้ ผมรู้สึกว่าอาการบวมเริ่มยุบลงทีละนิดอย่างเห็นได้ชัดครับ - ตลอด 4 วันที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตโดยรักษาส่วนบนของลำตัวไว้ที่ 45 องศา และประมาณ 2 วันครั้ง ผมเดินออกกำลังกายแบบแอโรบิกวนรอบละแวกบ้านประมาณ 40 นาทีครับ - แน่นอนว่าดื่มน้ำฟักทองและประคบเย็นควบคู่ไปด้วยครับ - จนถึงตอนนี้ยังได้แต่ดื่มแทนมื้ออาหาร เลยหิวมากจริง ๆ แต่เพราะโชคดีที่การผ่าตัดจบลงด้วยดี ผมก็อดทนอย่างดีใจครับ - เพราะผู้อำนวยการผ่าตัดได้ดี แทบไม่มีเลือดออก อาการปวดก็ไม่มาก และยกเว้นวันแรก ผมไม่ได้กินยาแก้ปวดแม้แต่เม็ดเดียวครับ - ตอนนี้ต้องรอให้บวมยุบก่อนถึงจะรู้ว่าผลผ่าตัดเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้รู้สึกดีมากครับ เพราะได้ผ่านการผ่าตัดที่หนักโดยไม่ต้องลำบากมากนัก - หลังกลับจากโรงพยาบาล สิ่งที่ไม่สบายที่สุดคือเสมหะ มีเสมหะปนเลือดออกมา และสิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือถ้าจามแล้วแผลปริจะทำอย่างไร ผมเลยเข้าไปค้นในห้องรีวิวผ่าตัดของโรงพยาบาลที่ผมผ่าตัด เห็นเขียนไว้ว่าตอนผ่าตัดโหนกแก้ม เลือดที่แข็งตัวในโพรงไซนัสแมกซิลลารีจะติดออกมา ดังนั้นอย่าสั่งน้ำมูก แต่ให้ปล่อยให้ไหลออกมา ผมพยายามอย่างมากที่จะทำแบบนั้น แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จำนวนครั้งที่จามมากขึ้น เลยกลัวมาก โชคดีที่โรงพยาบาลบอกว่าแผลกำลังหายดี ผมเลยโล่งอกครับ - ข้อดีของการผ่าตัดทางช่องปากคือมองไม่เห็นแผลเป็น แต่ในช่วงฟื้นตัวดูเหมือนจะมีจุดที่ไม่สะดวกหลายอย่าง กินก็ไม่ค่อยได้ ดังนั้นถึงจะเป็นความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล ผมก็แอบคิดเพ้อ ๆ คนเดียวว่าถ้ากรามเหลี่ยมทำด้วยการเปิดแผลที่หนังศีรษะได้ก็คงดีครับ - วันนี้ที่โรงพยาบาล ผู้อำนวยการกดดูบริเวณผ่าตัดหลายจุด ผมกลัวมากจริง ๆ เขาบอกว่าโหนกแก้มตรึงไว้ดีมาก ไม่ต้องกังวล แต่ส่วนตัวผมรู้สึกกลัวครับ - ตอนนี้เหลือแค่ให้บวมยุบลงจริง ๆ แล้วดูผลของการผ่าตัดครับ ตอนตัดไหมหรืออะไรแบบนั้น ผมจะลงรูปอีกครั้งและบอกความคืบหน้าครับ คนที่กำลังคิดเรื่องผ่าตัด ขอให้คิดอย่างรอบคอบจริง ๆ นะครับ ส่วนคนที่ตัดสินใจจะผ่าตัดแล้ว ผมคิดว่าการทำที่โรงพยาบาลที่ดีจริง ๆ น่าจะดีที่สุด หลังจากได้ผ่าตัดจริง ผมรู้สึกได้เลยว่าจุดนี้สำคัญที่สุด ช่วงนี้การผ่าตัดกราม / โหนกแก้มดูเหมือนทำกันง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนยังเป็นการผ่าตัดที่มีอัตราการเกิดปัญหาสูงที่สุดอยู่ดี ในแง่นี้ ผมรู้สึกขอบคุณมากที่การผ่าตัดของผมผ่านไปด้วยดีโดยไม่มีปัญหาใหญ่ครับ
ถูกใจ 0