เผื่อว่าบทความนี้จะพอช่วยได้บ้าง แม้เพียงเล็กน้อย สำหรับคนที่กำลังจะผ่าตัด หรือคนที่มีความไม่พอใจกับผลข้างเคียงหรือผลลัพธ์หลังการผ่าตัดแบบใดก็ตาม.. ฉันเลยเอามาลงไว้ㅠ เมื่อ 6 ปีก่อน ตอนอายุ 21 ฉันได้ผ่าตัดจมูก จริง ๆ แล้วเดิมทีสันจมูกของฉันค่อนข้างสูงอยู่แล้ว มีฮัมพ์เล็กน้อย และก็เป็นปลายจมูกแบบค่อนข้างใหญ่เล็กน้อย แต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นจมูกที่ใช้ได้ เพียงแต่จมูกเอียงนิดหน่อยและปลายจมูกก็ดูตกลงมาบ้าง ฉันเลยตัดสินใจผ่าตัด ก่อนผ่าตัดฉันไม่มีเวลาเดินหาโรงพยาบาลเทียบหลาย ๆ ที่เลย แต่เพราะแค่อยากทำให้เร็ว ๆ แล้วจบ ๆ ไป ความรีบของฉันนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของหายนะ...ㅠ ฉันไปปรึกษาที่คลินิกศัลยกรรม ㄷ ในปูซาน... พอบอกว่ากังวลเรื่องจมูกเอียงกับจมูกใหญ่.. คุณหมอคนนั้น.. จับ ๆ คลำ ๆ แล้วก็มองจมูกฉันไปมา ราวกับมั่นใจอะไรบางอย่าง.. แล้วก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางบอกว่าจะทำให้จมูกฉันออกมาน่ารักมาก ๆ (ตะไบฮัมพ์ ใส่ซิลิโคน 1 มม. แล้วเชิดปลายจมูกขึ้นเล็กน้อย) ฉันเชื่อคำพูดนั้น.. และโรงพยาบาลที่ว่างเปล่าเอามาก ๆ แทบไม่มีคนจองคิวเลย ก็จัดวันผ่าตัดให้เป็นวันถัดไปทันที และคืนนั้น... ฉันนอนไม่หลับเลยสักนิดㅜㅜ(เพราะตื่นเต้นและเครียด) แล้วพอวันรุ่งขึ้นตอน 10 โมง ฉันก็ไปผ่าตัด... แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ฉันก็คิดขึ้นมา.. นี่มันการผ่าตัดที่แอบทำที่บ้าน พอเสร็จแล้วพ่อแม่ต้องจับได้แน่ ๆ แล้วถ้าผ่าตัดออกมาเละจะทำยังไง... ความคิดไร้สาระสารพัดผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ฉันเป็นคนที่ปกติแล้วค่อนข้างเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองอยู่แล้ว.. ตอนที่กำลังนอนอยู่ในห้องผ่าตัดและจะเริ่มเตรียมผ่าตัดอยู่แล้ว.. ฉันเปลี่ยนใจ แล้วบอกหัวหน้าคลินิกว่า ฉันผ่าไม่ไหวจริง ๆ ขอแคนเซิลดีกว่า และขอเงินคืนด้วย พอได้ยินแบบนั้น คุณหมอก็ทำหน้าเย็นชาขึ้นมาทันทีแล้วพูดว่า "พยาบาล~~ ช่วยให้คนไข้พักใจและสงบสติหน่อยนะ~~~" พอพยาบาลได้ยินก็พูดว่า "ฉีดหน่อยนะ~" แล้วก็ฉีดยาเข้าที่แขนฉันเปรี๊ยะ.....ชั่วขณะนั้นฉันก็หมดสติไป.....พอตื่นขึ้นมาก็สายเกินไปแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นไปแล้ว และอีกหลายเดือนต่อมา แทนที่จะได้จมูกน่ารักอย่างที่คุณหมอเคยพูดไว้ ฉันกลับกลายเป็นจมูกหมูที่น่ากลัว.. นับจากตอนนั้น ฉันต้องต่อสู้กับช่วงเวลาที่ยาวนานและแสนโดดเดี่ยว หลังผ่าตัดที่โรงพยาบาล ㄷ ในปูซานตอนอายุ 21 ฉันกลายเป็นจมูกหมู ตอนอายุ 23 ฉันผ่าตัดแก้จมูกหมูครั้งที่สองที่คลินิกศัลยกรรม ㅌ ในปูซาน..(ตัดซิลิโคนเดิม 1 มม. ให้เป็น 3 มม. เพื่อเปลี่ยนใหม่ เพิ่มปลายจมูกด้วยกระดูกอ่อนหู พร้อมทั้งยืดความยาวจมูกและแก้ปลายจมูกที่เชิดขึ้นให้ลงมา) จริง ๆ คลินิก ㅌ นี้ก็ไม่มีเว็บไซต์.. พนักงานคอนซัลต์ก็ไม่ค่อยเป็นมิตร แถมในคลินิกแทบไม่มีคน แต่คุณหมอกลับดูมั่นใจมากเกี่ยวกับจมูกของฉัน เลย.. ฉันเชื่อแล้วทำ แต่ช่วงแรกหลังผ่าตัดจมูกที่เชิดก็มีดีขึ้นอยู่บ้าง มีความคืบหน้าให้เห็น ทว่าราว 1 ปีต่อมาก็กลับเชิดขึ้นอีก และดูแปลกมาก สุดท้าย ตอนอายุ 25 ฉันได้ผ่าตัดที่คลินิกศัลยกรรม ㅎ ในปูซานซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องจมูก โดยใช้กระดูกอ่อนซี่โครงบริจาคที่เหลืออยู่ (ปรับระดับซิลิโคนจาก 3 มม. ลงเป็น 1 มม. และใช้กระดูกอ่อนหูแก้ปลายจมูก รวมถึงแก้จมูกหมูเหมือนเดิม..) ผลก็คือดีขึ้นชัดเจนและค่อนข้างโอเค แต่หลังจากนั้น.. เพราะรู้สึกว่ามีสิ่งแปลกปลอมคาอยู่ (ตอนนั้นฉันกังวลเกินเหตุเอง...ㅜ) แม้คุณหมอจะคัดค้าน ฉันก็ยังดึงดันเอาซิลิโคนขนาดแค่ 1 มม. ออก และหลังจากนั้นก็เกิดการหดรั้งไปประมาณ 1 ใน 3 ฉันเติมฟิลเลอร์เข้าไป แต่ก็ไม่สวยเท่าตอนยังมีซิลิโคน ดังนั้น ตอนอายุ 26 ในเดือนพฤศจิกายน ฉันจึงยืดปลายจมูกลงอีกครั้งด้วยกระดูกอ่อนซี่โครงจากผู้บริจาค (นำเข้า) และเสริมสันจมูกให้สูงขึ้นอีกนิด โดยเปลี่ยนซิลิโคนจาก 1 มม. เป็น 2 มม.. แต่ด้วยความที่หน้าผากระหว่างคิ้วของฉันค่อนข้างสูง และระยะห่างระหว่างตาก็ไม่ได้แคบอยู่แล้ว พอฉันลากจมูกให้ยาวขึ้น แถมสันจมูกเดิมก็ถือว่าสูงอยู่พอสมควร พอวาง 2 มม. ลงไปก็เลยทำให้ตาดูชิดกัน ใบหน้าดูยาวขึ้น ดูแก่ขึ้น และดูโทรม ๆ ไปอีกแบบ ฉันรออยู่เกือบ 1 ปีแบบนั้น แต่เพราะภาพรวมของหน้าดูแก่ เย็นชา และโทรมเกินไป ครั้งนี้เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ฉันเลยเปลี่ยนกลับมาใช้ซิลิโคนแค่ 1 มม. แม้ว่ายังมีอาการบวมเหลืออยู่นิดหน่อย แต่ฉันรู้สึกว่าจมูกดูเรียบร้อยขึ้น และลุคหวาน ๆ น่าเอ็นดูแบบเดิมก็ดีขึ้นค่อนข้างมาก.. แค่ลดลงไป 1 มม. แต่ผลลัพธ์ดีขึ้นเยอะทีเดียว สรุปแล้ว ถ้านับรวมการผ่าตัดแก้ การเอาซิลิโคนออกและเปลี่ยนใหม่ ฉันได้ทำศัลยกรรมจมูกทั้งหมด 6 ครั้ง... และฉันเสียใจมากที่เอาช่วงเวลาสำคัญแสนมีค่าที่เหมือนขุมนรกนั้นไปทิ้งกับการศัลยกรรมหมดเปลือง แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าจะไม่ทำอีกแล้ว.. แถมตอนนี้ก็ชอบทรงที่ดีขึ้นแล้ว เลยกำลังคิดว่าจะไม่ผ่าตัดอีกต่อไป... จริง ๆ ฉันลงโพสต์ถามปรึกษาไปทั่วจนแทบตาย อีกอย่างฉันก็เคยผ่าตัดมาหลายครั้งเลยรู้ดีอยู่แล้ว... แต่ก็เหมือนหมอดูดูดวงของตัวเองไม่ได้ใช่ไหมล่ะ? ทั้งที่รู้ ทั้งที่พอเดาได้คร่าว ๆ ว่าจะเข้าที่แบบไหนและผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ก็ยังใจร้อนและตื่นตูมอยู่ดี ฉันใช้ชีวิตแบบนั้นมา ได้รับความสบายใจแบบไร้สาระจากคำตอบของคุณหมอและคำตอบของคนที่มีประสบการณ์ บทความยาวเกินไปใช่ไหม? จากตรงนี้เป็นต้นไปคือข้อควรระวังและข้อความที่อยากช่วยเหลือ ซึ่งมาจากประสบการณ์ของฉันเอง.. 1. อย่าจินตนาการว่าจะเปลี่ยนแบบดราม่าราวกับในฝัน - คนที่เปลี่ยนแล้วปังจริง ๆ นั้น.. ถึงก่อนผ่าตัดจะหน้าตาไม่ดีแค่ไหน แต่พอแก้และปรับให้ดีขึ้นเพียงจุดหนึ่ง ส่วนอื่น ๆ ก็จะดูมีมิติขึ้นไปด้วยเหมือนเอฟเฟกต์ผีเสื้อ จนออกมาปังจริง ๆ .. แต่กรณีแบบนั้นไม่ค่อยมีหรอก... คนส่วนใหญ่พอทำแค่จมูกอย่างเดียวก็มักจะไม่ได้เปลี่ยนแบบหักมุมจนสวยขึ้นหรือหล่อขึ้นเหมือนดาราอะไรขนาดนั้นหรอก.. สู้ตัดความคาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ แบบนั้นไปเลย แล้วถึงผลลัพธ์หลังผ่าตัดจะไม่ถูกใจสักเท่าไร อย่างน้อยก็จะยังพอมีมุมมองแบบขอบคุณที่หน้าเราดีกว่าเดิมอยู่บ้าง... 2. ก่อนผ่าตัด ต้องกันเวลาไว้พอสมควรเพื่อเดินหาและหาข้อมูลโรงพยาบาลที่จะทำ - อันนี้สำคัญมาก.. ต่อให้ขี้เกียจ ก็เป็นขั้นตอนที่ต้องทำให้ได้ โพสต์ถามปรึกษาให้ทั่ว แล้วก็หาข้อมูลหลายโรงพยาบาลเหมือนชักใยแมงมุมไปทั่ว จากนั้นไปปรึกษา จนกว่าจะมั่นใจจริง ๆ นั่นแหละ.. 3. ต้องสื่อสารกับคุณหมอให้เพียงพอ - นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุด... เอารูปซงฮเยคโยไป หรือวาดรูปให้ดูเลย บางคนอาจจะคิดว่าการเอารูปดาราไปหรือวาดจมูกที่อยากได้ให้ดูมันตลกกว่า แต่จริง ๆ แล้วหัวหน้าคลินิกของฉันเข้าใจสิ่งที่ฉันต้องการได้ดีกว่ามาก.. อ้อ แบบนี้เหรอ? ความรู้สึกแบบนี้? เขาเข้าใจแบบนั้นเลย แน่นอนว่าการเอาจมูกทรงเตี้ยแบบกำปั้นไปขอให้ทำเหมือนซงฮเยคโยนั้นมันเกินจริง แต่ถ้าเอารูปดารา หรือวาดเส้นจมูกที่อยากได้ให้ดู แล้วบอกว่าแม้จะไม่ถึงขนาดนั้น แต่ขอให้ใกล้เคียงกับลักษณะนี้ เส้นนี้ ความรู้สึกนี้ ภาพลักษณ์นี้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ คุณหมอก็จะพยายามอย่างเต็มที่ แต่..... ถ้ามันเป็นทรงที่ไม่มีทางได้ออกมาตามที่หวังจริง ๆ ก็ต้องมาช่วยกันออกแบบจมูกที่เหมาะกับภาพลักษณ์ซึ่งคุณหมอเห็นว่าสมควรกับเรา แล้วค่อยพูดคุยอย่างละเอียดเป็นจุด ๆ เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน ในระดับหนึ่งมันจะมีจุดที่สื่อสารกันรู้เรื่องอย่างแน่นอน (ฉันมักจะจดสิ่งที่ต้องพูดไว้บนกระดาษโน้ตเสมอ ดังนั้นตอนคุยกับคุณหมอฉันเลยไม่สั่น ไม่เกร็ง และอธิบายสิ่งที่ต้องการได้ชัดเจน.. แถมยังเปิดรูปดาราให้ดูบนคอมพิวเตอร์ของคุณหมอเลย แล้วพูดตรง ๆ ว่าต้องการความรู้สึกแบบนี้ จากนั้นคุณหมอก็จะดูทั้งรูปจมูกของฉันและรูปจมูกที่ฉันต้องการเพื่อปรับให้เข้ากัน แล้วบอกว่าอันนี้ทำได้ อันนี้ยาก) และอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องตั้งใจฟังคำพูดของคุณหมอให้ดี และต้องอธิบายสิ่งที่เราจะพูดให้คุณหมอเข้าใจอย่างถูกต้องด้วย โดยเฉพาะกับคุณหมอที่ยุ่งและพูดอ้อม ๆ ต้องทำให้ชัดเจนเลย จะได้ไม่ลืมㅎㅎㅎㅎㅎ 4. ช่วงเวลาหลังผ่าตัดที่อาการบวมค่อย ๆ ยุบและเข้าที่.. - ดูเหมือนว่าร่างกายและลักษณะผิวของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปหมด ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้ว.. คนที่บวมยุบแทบหมดภายในไม่กี่วัน คนที่ยุบภายในหนึ่งเดือน คนที่ 2 เดือน 3 เดือน ไปจนถึง 1 ปียังไม่ยุบ หรือคนที่ยุบหมดจริง ๆ ตอน 2 ปี ตัวอย่างทุกแบบเอามารวมกันแล้ว ถ้าคิดค่าเฉลี่ยของอาการบวมค้างที่เหลืออยู่จนยุบไปประมาณ 90~95% ระยะเวลาก็น่าจะประมาณ 3 เดือน และถ้าจะให้เนื้อแผลเป็นกับเนื้อเยื่อต่าง ๆ เข้าที่มั่นคงแบบเหลือเฟือก็น่าจะใช้เวลา 1 ปี ได้ยินมาด้วยว่ากว่าระดับเซลล์จะนิ่งสนิทจริง ๆ ต้องใช้เวลา 3 ปี.. ดังนั้นคนที่บวมหายไว ก็อาจเป็นเพราะพรสวรรค์ของร่างกาย หรือสภาพร่างกายในตอนนั้น หรือการดูแลหลังผ่าตัดบางอย่างที่ช่วยให้ยุบไวและเข้าที่เร็ว ส่วนคนที่บวมนานหรือทุกข์ทรมานเพราะยังไม่เข้าที่ ก็ให้ดูแลไปถึง 3 เดือน โดยใช้การจัดการอาการบวมด้วยยาสมุนไพร น้ำฟักทอง ชารังไหมข้าวโพด ชาสมุนไพรชนิดอื่นหรือชากลีบดอกไม้ รวมถึงการประคบ และสำหรับคนที่มีเนื้อแผลเป็น ก็ควรดูแลตั้งแต่แรกด้วยยาป้องกันเนื้อแผลเป็นหรือฉีดยาเป็นระยะ อีกทั้งถ้าพ้นช่วงต้นมาแล้ว ก็ให้ตั้งใจนวดต่อเนื่อง 1~2 เดือน หรือให้เวลากับกระบวนการสุกตัวของเนื้อแผลเป็นอีกหน่อย.. ถ้าเอาแต่เกาะอินเทอร์เน็ตทั้งวันเพื่อหาข้อมูล อ่านสิ่งที่เคยอ่านซ้ำไปซ้ำมา สุดท้ายก็จะเจอคำตอบ 5. เป้าหมายของการผ่าตัดจมูก - คนที่ผ่าตัดเพราะไม่พอใจรูปจมูก ฉันคิดว่าผลที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่รูปร่างของจมูกเพียงอย่างเดียว แต่คือการปรับภาพลักษณ์โดยรวมของใบหน้า..... อย่างแรกสุดต้องกลมกลืนกันก่อน หลังผ่าตัดจมูก บางทีถ้ามองแค่จมูกอย่างเดียวอาจจะไม่ค่อยดี แต่แปลกที่ภาพรวมของใบหน้ากลับดูดีขึ้น หรือสวยขึ้นมาก แต่ก็มีกรณีที่ถ้ามองแค่จมูกคือสวยปังมาก แต่ความรู้สึกโดยรวม หรือภาพลักษณ์ของใบหน้ากลับดูแก่ขึ้น ดูดุขึ้น ดูโทรม ดูไม่น่าดึงดูด หรือดูไม่เป็นธรรมชาติ.. ถ้าเป็นคุณจะเลือกแบบไหนล่ะ?? ถ้ามองแค่จมูกก็ดูสวย และภาพรวมก็สวยขึ้นด้วยก็ไม่มีอะไรจะขอมากไปกว่านั้นแล้ว นั่นคือปังจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องให้ความสำคัญกับการปรับภาพลักษณ์โดยรวมของใบหน้าให้มากกว่า... ความไม่พอใจเล็กน้อยกับรูปทรงจมูกสามารถแก้เบา ๆ หรือใช้ฟิลเลอร์ช่วยได้บ้าง (แม้จะมีความไม่สะดวกที่ต้องฉีดเป็นระยะ) หรือบางส่วนก็อาจดีขึ้นได้ด้วยการแต่งหน้า แต่ถ้าภาพลักษณ์ของหน้าถูกทำเสียไปแล้ว นั่นคือความเครียดระดับรุนแรงมาก ถ้าหนักขึ้นอาจกลายเป็นซึมเศร้า บุคลิกเปลี่ยนแปลกไป (หงุดหงิด โมโห ขี้อาย กลัวการเข้าสังคม ฯลฯ) และถ้าหนักกว่านั้นก็อาจถึงขั้นมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย... และถ้าใครที่คิดเรื่องแก้ซ้ำเรื่อย ๆ อยู่ตลอด หรือกำลังลังเลไม่จบสิ้น ให้เอาความเห็นที่จริงใจจากเพื่อน 10 คน โดยถ้ามี 6~7 คนขึ้นไปที่เห็นด้วยจริง ๆ ก็ให้ให้น้ำหนักกับความเห็นนั้น... หลังผ่าตัดจมูก ถ้าตัวเราไม่ใช่คนที่มีสายตาละเอียดและเป็นกลางอย่างแท้จริง การให้คนอื่นประเมินอย่างตรงไปตรงมาและเย็นชาก็ช่วยได้เหมือนกัน และสำหรับคนที่หลังผ่าตัดก็พอพอใจแล้ว สวยขึ้นแล้วมากพอ แต่ยังโลภขึ้นมา... คิดว่า งั้นแก้อีกนิดดีไหม?? ถ้าเป็นไปได้ก็ควรพอใจกับตอนนี้และใช้ชีวิตต่อไป อย่าเผาหรือฉีกภาพเก่า ๆ ทิ้งหมดนะ เก็บไว้สักหนึ่งหรือสองรูป แล้วทุกครั้งที่อยากสวยกว่าตอนนี้หรือเกิดความอยากขึ้นมา ก็หยิบรูปอดีตของตัวเองออกมาดูเป็นระยะ... ความอยากจะหายวับไปเลยㅎ ยังไงก็ตามที่ฉันพูดมาทั้งหมดก็ยาวมากแล้วใช่ไหม?? ช่วงนี้มีโพสต์เรื่องการเอาซิลิโคนออก การผ่าตัดแก้ หรือความไม่พอใจในทรงจมูกเยอะมาก ฉันเลยเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะช่วยปลอบใจหรือช่วยได้บ้าง และไม่ควรเข้าแค่เว็บชุมชนศัลยกรรมแห่งเดียว แต่ควรสมัครไว้หลายที่ แล้วอ่านโพสต์อย่างเป็นกลาง ช่วงนี้ในชุมชนนั้นมีโพสต์เกี่ยวกับผลลัพธ์หลังผ่าตัดที่ไม่ดีค่อนข้างมาก เลยมีโพสต์เรื่องแก้จมูก ถอนซิลิโคน หรือเปลี่ยนซิลิโคนเหมือนฉันเยอะ คนที่กำลังจะผ่าตัดครั้งแรก หรือคนที่กำลังลังเลเพราะทรงปัจจุบัน อาจเผลอทำผิดพลาดเพราะอารมณ์หมู่ได้... บางคนที่จริง ๆ แล้วหลังผ่าตัดจะสวยขึ้นมากกลับยอมเลิกผ่าตัด หรือพอเห็นคนอื่นเอาออกก็ถอดตาม หรือกลับไปแก้ซ้ำอีกครั้งแบบไม่มีประโยชน์... เว็บบอร์ดนั้นบางช่วงเวลาก็มีรีวิวในเชิงเศร้า ๆ ถูกโพสต์ขึ้นมาเยอะ พอเห็นแบบนั้นก็อาจเผลอคิดว่า ถ้าผ่าตัดแล้วฉันจะกลายเป็นแบบแย่ ๆ หรือพังแบบนั้นด้วยไหม?? จนเกิดอคติต่อการผ่าตัด หรือกังวลในเรื่องที่จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องกังวลตั้งแต่แรก ดูเหมือนมีคนสวยหล่อที่หลังผ่าตัดใช้ชีวิตดี มีรูปลักษณ์สวยอยู่นานเป็นปีเป็นสิบ ๆ ปี และประสบความสำเร็จหรือปังมากมายเยอะมากจริง ๆ!! ดังนั้น.. ต้องมองอย่างเป็นกลางและกว้าง ๆ อยู่เสมอ ตั้งสติให้ดี แล้วค่อยตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดครั้งแรกหรือแก้ซ้ำ.. ยังไงก็ตาม.. สุดท้ายการผ่าตัดก็เป็นสิ่งที่คุณหมอเป็นผู้ทำ แต่ตัวเราเองต้องกลายเป็นหนึ่งเดียวกับคุณหมอผ่านการปรึกษาอย่างละเอียดและรอบคอบ.. และต้องมีทั้งสายตาที่เป็นกลางกับมุมมองเฉพาะตัวที่ละเอียดของเราเองด้วย อีกทั้งอย่าโลภมากหรือหมกมุ่นกับความฝันว่าจะตื่นมาพรุ่งนี้แล้วเกิดใหม่เป็นคิมแทฮี ซนเยจิน หรือซงฮเยคโย การผ่าตัดจมูกนั้นความกลมกลืนสำคัญที่สุด.. มีคนจำนวนมากที่ตาหรือจมูกสวยกว่าคิมแทฮีด้วยซ้ำ แต่พอผู้สร้างนำมาประกอบเข้าด้วยกันแล้ว สัดส่วนและความรู้สึกแบบนั้น ทำให้คนที่ดูสวยกว่าคิมแทฮีในสายตาคนรอบข้างมีน้อยมาก ขอให้ทุกคนมีกำลังใจ วงการแพทย์สมัยใหม่กำลังพัฒนาไปเรื่อย ๆ .. วงการศัลยกรรมความงามก็เช่นกัน.. ดูเหมือนว่าจะมีทางไปได้เสมอ เหมือนกับต้องล้มลง เจ็บ และเสียเลือดก่อน จึงจะรู้ว่าต่อไปต้องระวังไม่ให้ล้มอีก และเจ็บน้อยลง หลังผ่าตัดแล้ว.. ความเจ็บปวดที่ต้องผ่านไป รวมถึงช่วงเวลายาวนานที่โดดเดี่ยวและทรมานจนไม่อาจพูดให้ใครฟังได้อย่างหมดใจ ฉันเชื่อว่าหัวใจของฉันจะเติบโตขึ้นอีกหนึ่งช่วง และครั้งหน้าทุกคนจะสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้นและได้ผลลัพธ์ที่ดี และสำหรับคนที่กำลังจะผ่าตัด ก็อย่าเพิ่งใจร้อนหรือกังวลเกินไป รวมถึงอย่าหมกมุ่นกับภาพฝันที่เกินจริงจนทำร้ายตัวเองนะ ขอให้มันเหมาะกับภาพลักษณ์และใบหน้าของเราอย่างกลมกลืน แล้วคุยกับคุณหมอให้เต็มที่ และเมื่อรู้สึกว่าถ้าทำแล้วน่าจะดีขึ้นประมาณนี้ ก็จงเข้ารับการผ่าตัดด้วยทัศนคติเชิงบวก อย่ากลัวเลย ความเจ็บปวด เวลา และเงินที่เราต้องยอมรับในระดับหนึ่งนั้น ฉันคิดว่าเป็นพิธีผ่านขั้นที่ต้องเจอ.. ยังไงก็ตาม ฉันเชื่อว่าทุกคนที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงเหมือนดักแด้ของผีเสื้อ หรือกำลังทุกข์ใจอยู่ จะยังมีเวลาข้างหน้าให้ดีขึ้นได้อีกแน่นอน!! ขอให้ทุกคนในชุมชนนี้กลายเป็นคนที่ดูดีขึ้น สวยขึ้น และหล่อขึ้นกันถ้วนหน้า หวังว่าชุมชนนี้จะกลายเป็นโรงงานผลิตตุ๊กตา!ㅎ ขอให้ทุกคนสวยขึ้นกว่าวันนี้ในวันพรุ่งนี้^^
좋아요 2