โพสต์

รีวิวการดูดไขมัน@lipo-review

รีวิววันที่ 1 หลังผ่าตัดคางสองชั้น (ทำเองจ่ายเอง รีวิวด้วยความสมัครใจ)

ไม่มีใครสั่ง แต่ในฐานะสายแอบอ่านของชุมชนนี้เลยเกิดอยากมานั่งเขียนรีวิวการผ่าตัดคางสองชั้นระยะที่ 1.. จะเขียนแบบสบายๆ นะ ก่อนอื่นสัดส่วนของฉันคือประมาณ 160/50 แต่ช่วงหลังน้ำหนักพุ่งขึ้นมาเป็นประมาณ 58 เพื่อนๆ ทุกคนบอกว่าหน้าฉันแหลม แต่จริงๆ เขาแค่เห็นผ่านๆ เท่านั้นเอง และฉันรู้ดีที่สุดว่าคางสองชั้นของฉันหนักแค่ไหน.. มองจากด้านหน้าจะดูผอม แต่ปลายคางแหลม (อันนี้ก็ทำได้ด้วยฟิลเลอร์คาง) แต่รูปที่ถ่ายจากด้านข้างหรือเห็นตัวเองจากด้านข้างนี่น่าเกลียดมาก เลยลบรูปทิ้งหมด ;; พยายามปฏิเสธความจริงอยู่นั่นแหละ ㅋㅋ แต่ตอนนี้ดันมีงานใหญ่ที่ต้องถ่ายรูปเยอะมากแบบเปิดเผย! แค่ค่าช่างภาพกับค่าถ่ายก็เกือบเกิน 500 แล้ว แต่จะให้ถ่ายรูปด้วยสภาพร่างกายแบบนี้ไม่ได้.. เลยตัดสินใจว่าจะทำผ่าตัดคางสองชั้นที่เล็งมานาน พอดีอยู่ๆ ก็มีเงินเหลือประมาณ 300 และค่าผ่าตัดนี้พอดี 300 เป๊ะ (จริงๆ คือ 310 แต่ผู้ประสานงานของฉันช่วยปรับราคาให้ดีมาก + ถ้าไปผ่านการแนะนำของเพื่อนก็ลดได้ 5% ด้วย! ฉันไม่มีคนรู้จักเลยแต่ก็พูดกับผู้ประสานงานอย่างมั่นใจว่าให้ใช้ส่วนลดแนะนำเพื่อน 5% ให้หน่อย ㅋㅋ แล้วเขาก็ทำให้จริงๆ.. หน้าตาสวย ใจยังสวยด้วย) ไม่แน่ใจว่าจะเขียนข้อมูลผู้ประสานงานได้ไหม? เพราะในข้อมูลของโรงพยาบาลไม่มีเปิดเผยส่วนนี้ เลยขอข้ามไว้ก่อน.. ถ้าใครอยากรู้ถามมาได้ เดี๋ยวจะตอบในคอมเมนต์ลับ (ฉันคิดว่าผู้ประสานงานที่ดูแลฉันน่าจะเป็นคนที่อาวุโสที่สุด? แค่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศว่าเป็นคนที่ทำมานานและชำนาญมาก.. แถมตอบ KakaoTalk เร็วมาก และก่อนผ่าตัดก็ยังโทรมาถามว่ามีอะไรพิเศษไหม ㅜㅜ แถมวันหยุดยังตอบ KakaoTalk ให้อีก..) เลยจองวันผ่าตัดไว้ และผ่าตัดไปเมื่อวาน จะมาเล่าความรู้สึกให้ฟัง เหมือนคนส่วนใหญ่จะมีแค่รูปก่อน-หลัง แต่ไม่มีความรู้สึกละเอียดเรื่องการเตรียมผ่าตัดเลย! ดังนั้นในฐานะคนที่เพิ่งผ่าตัดเมื่อวาน ขอเขียนตอนความทรงจำยังสดอยู่ ✔️ คนจีน/ชาวต่างชาติเยอะมาก (คนจีนเยอะจนรู้สึกน่าเชื่อถือยังไงไม่รู้..) ✔️ พยาบาลในห้องรอหน้าห้องผ่าตัดเป็นพยาบาลผู้หญิงวัย 50 กว่าๆ ทั้งหมด พอตอนฟื้นจากยาสลบก็เหมือนคุณแม่คอยคล้องแขนพาไปห้องน้ำ ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นหน่อย (ฉันเป็นคนที่เวลาอยู่คลินิกศัลยกรรมความงามจะไม่ค่อยกล้าถามอะไร เพราะความเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์ของพนักงานวัย 20-30 ปี.. แต่พยาบาลวัย 50 กว่าจะอธิบายทุกอย่างก่อน ถามให้ก่อน และอบอุ่นมาก.. ㅜㅜ) ✔️ ก่อนผ่าตัดมีการให้น้ำเกลือบนเตียง motion bed (motion bed ดีมากจริง.. ตอนให้น้ำเกลือ สายเดิมที่เสียบไว้ที่แขนฉันก็ถูกต่อไปกับยาสำหรับวางยานอนหลับในห้องผ่าตัดด้วยใช่ไหม? เลยดีมากที่ไม่ต้องนั่งในห้องผ่าตัดเย็นๆ พร้อมเข็มคาแขน .. ระหว่างให้น้ำเกลือก็อุ่นจนหลับไป แล้วคุณหมอก็มาดูแบบ/ออกแบบ จากนั้นก็เข้าไปในห้องผ่าตัดพร้อมสายน้ำเกลือเดิมที่ยังต่ออยู่) ✔️ มีวิสัญญีแพทย์ประจำอยู่ พอเข้าไปในห้องผ่าตัดแล้วนอนลง คุณหมอวิสัญญีจะแนะนำชื่อของตัวเองและบอกว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญี พร้อมบอกว่าเวลายาไหลเข้าร่างกายอาจจะรู้สึกตึงๆ ได้ ตอนแรกนึกว่าจะให้เริ่มนับถอยหลังจาก 10 ด้วยใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ แต่ไม่ได้ให้ทำด้วยซ้ำ เลยคิดว่า เอ๊ะ เราจะหลับแบบนี้เลยเหรอ? แล้วพอรู้ตัวอีกทีผ่าตัดก็เสร็จแล้ว (สุดยอดมาก) รู้สึกเหมือนไปคลินิกศัลยกรรมแล้วแค่นอนหลับไปเฉยๆ .. ให้น้ำเกลือแล้วหลับ หลับจากยาสลบแล้วหลับอีก.. พอตื่นบน motion bed พยาบาลก็ยังบอกว่าอย่านอนต่อ ให้ลืมตาแล้วตื่นจากยาสลบ แล้วก็ช่วยพยุงฉันพร้อมพูดว่า “ไปห้องน้ำสักครั้งนะ เอาโทรศัพท์ออกมาด้วย แล้วก็ลืมตาพักไปก่อนค่ะ” ก็เลยเอาโทรศัพท์ออกมานั่งตอบ KakaoTalk ไปด้วยแล้วค่อยๆ ตั้งสติ.. ✔️ ได้ถุงที่มี ยาแก้บวม + น้ำ + ก๊อซประคบน้ำแข็ง (แล้วก็มีปากกา Xiaomi ด้วย ฉันยังคิดเลยว่า นี่คืออะไรนะ?ㅋㅋ) และของอื่นๆ อีก แล้วก็ได้รับยาที่ให้กินที่โรงพยาบาลด้วย (ค่ายาน่าจะประมาณ 68,000 วอนสำหรับ 2 สัปดาห์ และยังมียาแก้ปวดแรงแบบแยกซองเพิ่มอีกด้วย ราคารวมทั้งหมดก็คือเท่านี้) ก่อนกับหลังของฉัน ต่างกันแบบดราม่ามากแม้แต่ฉันเองยังเห็นแบบนั้น คุณหมอคือคุณหมอคิมแจฮี หลังผ่าตัดยังถามฉันว่าเคยฉีดยาปรับรูปหน้ามาหรือเปล่า ㅠㅠ คุณหมอบอกว่าพวกไขมัน+กล้ามเนื้อในคางของฉันมันจับตัวเป็นก้อนเดียวกันทั้งหมด เพราะเคยฉีดยาปรับรูปหน้าเลยทำให้พังผืดติดกันหนักมาก.. แล้วกล้ามเนื้อก็ผอมลงมากด้วย ฉันไม่เคยมีโอกาสได้เห็นข้างในคางตัวเองเลย พอได้ยินครั้งแรกก็เลยตกใจสุดๆ “งั้นผ่าตัดของฉันทำได้ดีไหมนะ? ㅠㅠ” ก็เริ่มกังวลขึ้นมา พอฉันบอกว่าคล้ายๆ เคยฉีด A-cure มาก่อน คุณหมอบอกว่า A-cure คือการผ่าตัดแก้ไข ถ้าถึงระดับนั้นก็ถือว่าเป็นการแก้ไขอยู่แล้ว แต่คุณหมอบอกว่าตัวเองทำได้ดี และบอกว่าการแยกไขมันกับกล้ามเนื้อออกทีละส่วนและห้ามเลือดเป็นเรื่องสำคัญ (คงมีเลือดออกเยอะ) เลยบอกว่าฉันไม่สามารถผ่าตัดแก้ไขได้อีกแล้ว ต่อไปนี้ถือว่าจบที่การผ่าตัดครั้งนี้ จากนั้นตอนที่ถอด tteang-gi-mi ออกและอธิบายวิธีใส่ให้ดู ฉันก็ได้เห็นแนวกรามตัวเองเป็นครั้งแรก แต่ทั้งที่เป็นวันแรกก็ยังบวมไม่มาก และดูเพรียวมากๆ.. พอกลับถึงบ้าน ฉันลองใส่ tteang-gi-mi เองแล้วถ่ายรูปด้วย.. อยู่ๆ ก็รู้สึกเลยว่าถ้าลดน้ำหนักเพิ่ม แล้วปล่อยให้เวลาผ่านไปสักเดือน ผลลัพธ์ต้องสุดยอดมากแน่ๆ!! เพราะอดอาหาร เลยไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่หลังอาหารเย็นเมื่อวาน ผ่าตัดเวลา 3:30 (ต้องถึงโรงพยาบาลตอน 2:30) ลืมตาขึ้นมาอีกที 7:45 (ไม่แน่ใจว่าผ่าตัดนานแค่ไหน อาจเป็นเพราะฉันใช้เวลาฟื้นนาน) ถึงบ้านตอน 9 โมง หิวมากเลยสั่งโจ๊กมา แต่กินด้วยช้อนลำบากนิดหน่อย (เพราะใส่ tteang-gi-mi อยู่) เลยเทโจ๊กใส่แก้วกระดาษแล้วดื่มแทน สะดวกกว่ามาก

ยังไม่มีความคิดเห็น

โพสต์อื่นในหมวดนี้