ฉันเขียนสิ่งนี้ไว้ด้วยความอัดอั้นและความเสียใจต่อการทำศัลยกรรมจมูกที่เคยทำมาทั้งหมด. . .
ครั้งแรก. . .
ตอนนั้นไม่รู้อะไรเลย คิดว่าแค่ทำจมูกก็จะสวยขึ้นไปเอง. . . ถึงขั้นกังวลว่าบรรดาเพื่อนๆ กับพ่อแม่จะจำฉันไม่ได้ เพราะหน้าตาฉันจะเปลี่ยนไปมากㅋ ตอนนั้นทรงจมูกแบบปลายเชิดครึ่งหนึ่งกำลังฮิต และฉันทำแบบไม่เปิดแผลร่วมกับการลดปีกจมูก หลังผ่าตัดไม่ได้เปลี่ยนแบบหวือหวา แต่เพราะภาพลักษณ์เปลี่ยนไปก็เลยดูสวยขึ้นกว่าเดิม ดูดูดีขึ้น มีความพรีเมียมขึ้น ฉันก็พอใจในระดับหนึ่ง เพราะเป็นการทำศัลยกรรมครั้งแรก. . . นานวันเข้าจมูกก็เริ่มเบี้ยว และปลายจมูกก็แดง ฉันได้ยินมาว่าทำแบบไม่เปิดแผลมักทำให้จมูกเบี้ยวได้บ่อย
ไม่กี่ปีต่อมา ครั้งที่สอง. . .
เรื่องจมูกเบี้ยวก็ช่างมันก่อน แต่ปลายจมูกมันแดง พอแต่งหน้าหลุดนิดเดียวก็เห็นชัด เลยตัดสินใจผ่าตัดครั้งที่สอง ฉันเอารูปซองยูริให้ดูแล้วบอกว่าอยากได้แบบนี้ หมอบอกว่าชอบจมูกทรงตรงสินะ ช่วงนี้จมูกดูเด็กกำลังเป็นที่นิยม ดังนั้นจะไม่ทำปลายจมูกให้แหลมคมเหมือนเมื่อก่อน แต่จะทำให้กลมๆ หน่อย ก็เลยทำแบบนั้น พอทำเสร็จฉันพอใจมาก ควรจะหยุดแค่นั้น. . . มันคือความโลภของฉันเอง. . . อยากย้อนเวลากลับไปตอนนั้นจริงๆ. . . เสียใจมาก พอเดินไปข้างนอก ฉันก็คิดตลอดว่าทำไมเดี๋ยวนี้ผู้หญิงสวยๆ ถึงมีเยอะจัง แล้วตัวเองก็เกิดความโลภตามไปด้วย
ไม่กี่ปีต่อมา ครั้งที่สาม. . .
ฉันอยากสวยขึ้นอีก อยากรวมรูปทรงจมูกของครั้งแรกกับครั้งที่สองเข้าด้วยกัน อยากทำจมูกปลายเชิดครึ่งหนึ่งและให้ปลายจมูกกลมๆ หลังผ่าตัดฉันพอใจมากๆๆ หมอบอกว่าข้างในจมูกเละเทะมาก ได้จัดการเก็บเรียบร้อยหมดแล้ว แถมทำไขมันหน้าผากไปด้วย รูปทรงจมูกและแนวจมูกตรงใจฉันเป๊ะ และคนรอบข้างก็บอกว่าสวยที่สุด แต่ยังไม่ถึงเดือนก็เริ่มปวดจมูก บริเวณหว่างคิ้วกับคอลูเมลลา. . . แล้วก็มีอาการบุ๋มของสันจมูกด้วย. . . ฉันไปโรงพยาบาล ฉีดยาปฏิชีวนะและรับยา แต่ก็ยังเจ็บอยู่ พอถามว่าจะทำยังไงดี เขาบอกว่าตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นนอกจากจ่ายยา เลยต้องรอ 6 เดือน ระหว่างรอ รูจมูกข้างหนึ่งเริ่มยกขึ้น พอมาดูรูปตอนนั้นตอนนี้ แม้แต่หลังผ่าตัดทันที รูจมูกข้างหนึ่งก็ดูเด่นกว่าเล็กน้อยแล้ว
6 เดือนต่อมา ครั้งที่สี่. . .
ฉันแก้ไขซ้ำที่โรงพยาบาลนั้น พร้อมกับทำไขมันหน้าผากครั้งที่สอง. . . จมูกที่ยกขึ้นข้างเดียวก็ยังเหมือนเดิม และรอยบุ๋มของจมูกก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งจุด อาจเพราะทำหน้าผากไปด้วย เส้นจมูกเลยดูสวยขึ้นอีกครั้ง เขาบอกให้รอดูผล 6 เดือน ระหว่างนั้นจมูกยิ่งยกขึ้นกว่าเดิม และมีอาการปวดที่หว่างคิ้วกับคอลูเมลลา มีเส้นแบ่งบริเวณหว่างคิ้วด้วย. . . พอครบ 6 เดือนฉันก็วิ่งไปโรงพยาบาลเลย ทั้งที่โกรธมากอยู่แล้ว พอจองคิวไปแต่กลับให้รอ ทำให้ฉันโกรธและหงุดหงิดสุดๆ ตั้งแต่ตอนนั้นฉันก็เริ่มงอแงนิดหน่อย ฉันพูดเสียงดังว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวฉัน ทั้งที่จองมาแล้ว ทำไมต้องให้รอตั้งชั่วโมงด้วย เขาก็พาให้เจอหมอทันที หมอบอกว่า “จมูกเหมือนจะยุบลงกว่าก่อนนะ” (ฉันงงมากจริงๆ - -) ฉันเลยถามว่า “แบบนี้เหรอ? ยุบลงแล้วเหรอ? ดูจากด้านข้างหรือยัง? มันยุบลงตรงไหน? สำหรับฉันมันไม่ได้ยุบลงเลยแม้แต่นิดเดียว” หมอบอกว่า “ลองให้เวลาอีกหน่อยแล้วรอดูนะ” ฉันเลยถามว่า “ให้ฉันรอเหรอ? ฉันรอไม่ได้ ตอนนี้สภาพจิตใจฉันแย่มาก คนอื่นถามกันหมดว่าจมูกเป็นอะไร ฉันก็ต้องโกหกว่าไปทำร้ายมาแล้วใช้ชีวิตต่อ คุณจะทำยังไงกับเรื่องนี้” แล้วก็ไล่บี้หมอแบบนั้น ถึงอย่างนั้นหมอก็ยังพูดอย่างสุภาพให้คุยกับหัวหน้าแผนกก่อนหรืออะไรทำนองนั้น ฉันเลยสงบลงนิดหน่อยแล้วไปคุยกับหัวหน้าแผนก พอหัวหน้าแผนกคนนั้นเริ่มพูดเรื่องผ่าตัดใหม่อะไรอีก โอ๊ย! แค่เอ่ยถึงการผ่าตัดซ้ำก็รู้สึกเหลือเชื่อแล้ว ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าหัวหน้าพูดอะไร เพราะตอนนั้นอารมณ์พุ่งสุดๆ - - สรุปพอพูดถึงการผ่าตัดซ้ำ ฉันก็พูดว่า “ตอนนี้ฉันมีผลข้างเคียงจากโรงพยาบาลนี้จนต้องกลับมาผ่าตัดใหม่และออกมาเป็นแบบนี้ แล้วคุณคิดว่าฉันจะอยากทำที่นี่อีกเหรอ? ที่นี่ผ่าตัดต่อไม่ได้เด็ดขาด ช่วยคืนเงินให้ฉันด้วย” แต่ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนหรือดังแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ 100% หรอก จริงๆ. . . ฉันก็เลยคิดว่า หมอคนนี้ไม่เข้ากับฉันเอง ก็เท่านั้น ฉันได้คืนเงินแล้วด้วย ฉันจองปรึกษาตามโรงพยาบาลที่เขาว่าเก่งเรื่องผ่าตัดซ้ำและสร้างใหม่ไว้หมด ไปวันหนึ่ง 3 ที่ประมาณนั้น ทั้งที่ฉันก็ไม่ได้อยู่โซลนะ ฉันเจอที่ที่พอใจอยู่แห่งหนึ่ง ที่อื่นๆ เป็นที่ที่ดังเรื่องใช้เนื้อเยื่อหนังแท้ แต่ตอนนั้นฉันยังคิดว่า ถ้าจะเสียเงินแพงขนาดนี้ผ่าตัดทั้งที ก็น่าจะเป็นการผ่าตัดให้จมูกยุบลงด้วย และอยากให้รูปทรงจมูกออกมาสวยด้วย เลยไม่ชอบเนื้อเยื่อหนังแท้ แต่ที่นี่บอกว่าจะใช้วัสดุเสริม และหมอก็ดูมั่นใจ ดูเหมือนมีฝีมือด้วย เป็นหมอที่ดังด้านงานสร้างใหม่ ตอนคุยกัน พอได้ยินว่าต่อให้ไปหลายที่ก็คงมีโรงพยาบาลไม่กี่แห่งที่รับผ่าตัดให้ ฉันก็ร้องไห้ออกมา คิดว่าจมูกฉันรุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอ. . . ถ้าตามที่หมอคนนี้พูด มันเป็นเคสยากและมีไม่กี่ที่ที่รับทำได้ แต่โรงพยาบาลนั้นรับฉันไว้ ก็แปลว่าทำได้ใช่ไหม พอดูรูปก็มีเคสที่หนักกว่าฉันด้วย และเขายังบอกว่าเดี๋ยวนี้ทำแต่ผ่าตัดแก้ภาวะหดรั้ง แถมเช้าวันนั้นก็เพิ่งทำไปอีกเคสหนึ่ง จึงดูมั่นใจมาก การปรึกษาค่อนข้างนานเลยทำให้ฉันไปไม่ทันนัดคุยอีกที่ในวันนั้น และต้องยกเลิกไป แล้วก็เลือกโรงพยาบาลนี้ วางมัดจำในวันนั้นเลยและจองวันผ่าตัดไว้ด้วย ทางโรงพยาบาลบอกว่าถ้าฉันไม่โลภเกินไปก็น่าจะพอใจ และหัวหน้าแผนกก็บอกว่าเขาแทบจะมองว่าฉันเป็นเคสสุดท้ายที่มาเจอที่นี่ ทำให้ฉันเชื่อใจมาก
6 เดือนต่อมา การผ่าตัดครั้งที่ห้า. . .
เพราะเป็นการผ่าตัดครั้งที่ 5 ค่าทำก็แพง แต่ถ้าจมูกกลับมาเป็นแบบเดิมได้ เงินก็ไม่สำคัญแล้ว ขนาดรูจมูกที่เคยหดรั้งก็เล็กลงแล้ว เลยแก้รูจมูกให้ด้วย ทั้งสองข้าง. . . แล้วก็ใส่เหมือนอุปกรณ์ช่วยแก้รูจมูกไว้ด้วย เพราะเฝือกจมูกทำให้ดูผลไม่ได้ เขาใส่เฝือกยาวมาก. . . พอเอาไหมออกและถอดเฝือก ฉันขอให้เอากระจกมาให้ดูในห้องทำแผล พอเห็นเข้าไปเท่านั้นก็ช็อกจนร้องไห้ออกมา จมูก. . . จมูกที่เคยยกขึ้นแค่ข้างเดียว. . . กลายเป็นว่าทั้งสองข้างเชิดขึ้นหมด จมูกสั้นจนดูเหมือนสัตว์ประหลาด ตอนนั้นก็ยังบวมอยู่ด้วย. . . หมอเข้ามาแล้วบอกว่าการผ่าตัดปลายจมูกเป็นเรื่องง่าย เอาไว้ประมาณอีกหนึ่งเดือนค่อยทำก็ได้ ฉันเลยถามว่าไม่ใช่ต้องรอ 6 เดือนเหรอ เขาบอกว่าไม่ต้องรอนานขนาดนั้น อีกหนึ่งเดือนยังแข็งอยู่เลย งั้นรอดู 3 เดือนก่อน อีก 3 เดือนค่อยรอดูต่อ. . . รูจมูกก็เหมือนกัน ถ้าไม่ใส่สิ่งนั้นไว้ รูจมูกจะหดและเวลาหายใจจะเหนื่อยมาก เจ็บปวดทรมานสุดๆ แม้แต่ตอนออกไปทิ้งขยะหน้าบ้านแป๊บเดียว ฉันยังต้องใส่หน้ากากออกไป ฉันได้รับ PRP ที่จมูกเดือนละครั้ง เพราะฉันทรมานกับจมูกมาก เขาเลยฉีด PRP ให้ทุกสองสัปดาห์ ถึงจะยังแข็งอยู่ แต่ฉันจะมานั่งอยู่บ้านไม่เจอใคร ปิดตัวเองอยู่แบบนั้นตลอดไปไม่ได้หรอก อีก 6 เดือนก็ผ่านไป ฉันขอให้ผ่าตัดให้ มันมีอาการอักเสบที่จมูกด้วย พอกดแล้วเจ็บ. . . ถ้ามีอาการอักเสบในจมูก เขาจะเอาวัสดุเสริมออก ฉันไม่อยากเอาออก เขาบอกว่าไม่มีทางเลือก วิธีเดียวคือต้องเอาออกเท่านั้น. . .
6 เดือนต่อมา การผ่าตัดครั้งที่หก
วันรุ่งขึ้นฉันไปทำแผล พอเจอหมอก็ถามทันทีว่าจมูกเป็นยังไง หมอบอกว่าเอาวัสดุเสริมออกไปแล้ว. . . ฉันโมโหมากทันที ฉันอุตส่าห์ไปหาที่ที่เก่งเรื่องผ่าตัดซ้ำและจ่ายแพงเพราะไม่อยากให้เอาออกแท้ๆ. . . แต่คิดอีกที ถ้าอย่างนั้นก็จะไม่มีโอกาสติดเชื้ออีก อย่างน้อยก็ดีขึ้นแล้ว จมูกแค่ยุบลงก็พอ ต่ำหน่อยไม่เป็นไร ฉันกดความโลภลงไปเยอะมากแล้ว แต่พอไปค้นอีกก็เห็นว่าถ้าเอาออกจะหดตัว? ㅡㅡ ทั้งที่ก็เป็นภาวะหดรั้งอยู่แล้ว ตอนนี้กำลังล้อเล่นอะไรกับฉันอยู่ ㅡㅡ ฉันบอกหมอไป หมอกลับบอกว่าไม่ใช่ แต่ตอนนี้เหมือนจะเพิ่งผ่านไปแค่ 3 สัปดาห์ ยังเป็นจมูกเชิดอยู่เลย. . . หมอบอกว่าตอนผ่าตัดมันก็ใกล้เคียงกับจมูกปกติแล้ว แต่ระหว่างนั้นจมูกกลับยกขึ้นมา ฉันร้องไห้โวยวายที่โรงพยาบาล บอกให้ผ่าตัดให้ฉันทันทีพรุ่งนี้เลย แล้วฉันก็เฝ้าอยู่ที่นั่นไม่ยอมกลับ เขาบอกว่าไม่ได้ ถ้าผ่าตัดจะเกิดเรื่องใหญ่ ฉันเริ่มกิน Singulair ตั้งแต่วันนี้ เดือนหนึ่ง. . . ดูเหมือนว่าคงต้องรออย่างน้อยอีก 6 เดือน. . . พังผืดยังมีอยู่ตลอด การฝืนแบบนี้ทุกๆ 6 เดือนฉันรู้สึกว่ามันหนักเกินไป ถ้าเป็นไปได้ฉันตั้งใจว่าจะรอไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะ 1 ปีหรือ 2 ปี ขอแค่ถึงระดับที่ถอดหน้ากากออกไปข้างนอกได้ก็พอ พอผิดหวังอีกครั้ง ความมั่นใจก็ยิ่งร่วงลงไปถึงก้นเหว พอคิดก็มีแต่น้ำตา ฉันเสียใจมาก พวกเขาใจดี และหลังการผ่าตัดครั้งแรกก็ไม่เคยปล่อยฉันไว้ ยังดูแลฉันตลอด หัวหน้าแผนกกับหมอก็บอกว่าฉันเป็นคนไข้ที่พวกเขาให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เรื่องนั้นฉันก็ขอบคุณนะ แต่สำหรับฉัน ผลลัพธ์สำคัญที่สุด. . . ฉันช็อกมากจริงๆ ไม่รู้จะทำยังไง ต้องคิดใหม่อีกที ใครที่กำลังคิดจะทำศัลยกรรมจมูกเพื่อความสวยงาม โปรดคิดแล้วคิดอีก อย่าทำเลย. . . ถ้าไปถามคนที่เคยผ่าตัดหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะเสียใจ อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม และจะบอกคนที่กำลังจะทำว่าอย่าทำ ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ