โพสต์

รีวิวการดูดไขมัน@lipo-review

รีวิวกรามเหลี่ยม เสริมร่องแก้มด้านข้างจมูก เติมไขมัน และฟิลเลอร์

ฉันผ่าตัดกรามเหลี่ยมเมื่อ 13 ปีก่อนค่ะ ตอนนี้เทคนิคพัฒนาไปมาก มีทั้งผ่าตัดขากรรไกรสองชั้นและกรอโหนกแก้ม แต่สมัยนั้นเป็นช่วงที่คนทำกรามเหลี่ยมกับกรอโหนกแก้มกันเยอะค่ะ ฉันกลัวว่าถ้าตัดออกเยอะจนเป็นคางแหลมแบบดูเกินไป จะดูออกว่าไปกรามมา เลยขอให้ทำแบบธรรมชาติค่ะ การผ่าตัดก็น่าจะออกมาค่อนข้างดี แต่เพราะฉันขอให้ธรรมชาติมากเกินไปหรือเปล่าไม่รู้ ถึงจะดีกว่าไม่ได้กรอ แต่ก็ไม่ได้เป็นสไตล์ V-line สวย ๆ แบบสมัยนี้ค่ะ เลยมีความเสียดายว่า ถ้าตอนนั้นเทคนิคพัฒนาเหมือนตอนนี้ ฉันก็คงได้ V-line สวยเหมือนที่ผู้หญิงสมัยนี้ทำกันค่ะ แต่ข้อดีอย่างหนึ่งคือไม่มีใครรู้ว่าฉันทำศัลยกรรมค่ะ ㅎㅎ แค่ประมาณว่าหน้าเรียวเฉย ๆ ตอนทำกรามเหลี่ยม ฉันทำศัลยกรรมเสริมร่องแก้มข้างจมูกและเติมไขมันด้วยค่ะ เสริมร่องแก้มข้างจมูกใช้ Gore-Tex แต่รู้สึกว่ามันขึ้นไปด้านบนมากกว่าที่คิดนิดหน่อยค่ะ จับแล้วมีความรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม แต่ปกติฉันไม่รู้สึกค่ะ ถ้าคิดใหม่อีกที ฉันว่าไม่ทำศัลยกรรมเสริมร่องแก้มข้างจมูกน่าจะดีกว่า น่าจะเติมด้วยไขมันหรือฟิลเลอร์แทนดีกว่าค่ะ การเติมไขมันโดยปกติมักทำถึงครั้งที่ 3 แต่ตอนนั้นฉันเป็นนักเรียนต่างชาติ เลยมีเวลาแค่ทำถึงครั้งที่ 2 ค่ะ ถึงอย่างนั้นไขมันก็ติดค่อนข้างดี เลยพอใจค่ะ ตอนนี้ที่หน้าผากก็ยังเหลืออยู่นิดหน่อย เลยมีคนชมว่าหน้าผากสวยค่ะ ตอนนี้เทคนิคพัฒนาไปมาก คงทำได้ดีกว่านี้ แต่ฉันทำเมื่อ 13 ปีก่อน เทคนิคก็คงไม่ดีเท่าตอนนี้ค่ะ ดังนั้นสำหรับฉัน หน้าผากมีบางจุดที่นูน ๆ เว้า ๆ นิดหน่อยแบบมีแต่ฉันที่รู้ค่ะ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำ เลยใช้ชีวิตอย่างพอใจมาตลอด 13 ปีค่ะ ถึงจะเติมไขมัน ร่องแก้มก็ยุบเร็ว และของฉันเป็นร่องลึกค่ะ ฉันเติมฟิลเลอร์ทุก 1-2 ปีที่คลินิกผิวหนังหรือศัลยกรรม ในร่องแก้ม บริเวณสันจมูกโก่ง และส่วนที่ยุบใต้ตาค่ะ ตอนนี้คิดดูแล้ว ฉันน่าจะเติมฟิลเลอร์แค่ร่องแก้มกับบริเวณจมูกโก่งพอค่ะ ใต้ตาถ้าไม่ได้ทำที่โรงพยาบาลศัลยกรรมที่เก่งจริง ๆ ก็ดูไม่เป็นธรรมชาติค่ะ มันดูบวม ๆ การทำฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นส่วนที่ฉันเสียใจค่ะ ต่อให้เติมฟิลเลอร์ร่องแก้มกับจมูกโก่งที่คลินิกผิวหนังได้ แต่ส่วนอย่างใต้ตาหรือแก้ม ต้องไปทำกับศัลยแพทย์ตกแต่งที่เก่งจริง ๆ นะคะ ตอนแรกฉันไม่มีความรู้เรื่องฟิลเลอร์ เลยฉีด Radiesse ที่ร่องแก้มกับจมูกโก่งประมาณ 3 ครั้ง ทุก 6 เดือนถึง 1 ปีค่ะ แล้วพอเวลาผ่านไป ฉันก็ฉีด Juvederm กับ Restylane ใต้ตา ร่องแก้ม และจมูก ทุก 1-2 ปีค่ะ เรื่องที่ฉันได้ยินมาเมื่อไม่นานนี้คือ ฟิลเลอร์ควรฉีดแบบที่ละลายหายไปและร่างกายดูดซึมได้ เช่น Juvederm กับ Restylane ค่ะ ฟิลเลอร์ที่มีส่วนประกอบแคลเซียมอย่าง Radiesse อยู่ได้นานกว่านิดหน่อย แต่ไม่ค่อยละลายหายไป และร่างกายไม่ดูดซึมค่ะ ㅠㅠ ช่วงนี้มีฟิลเลอร์หลายชนิดมาก และมีของใหม่ออกมาเยอะ แต่ของใหม่หลายอย่างยังไม่ได้รับการพิสูจน์มากพอค่ะ ดังนั้นเขาบอกว่าฟิลเลอร์ควรฉีดแค่ Juvederm กับ Restylane ที่ออกมานานและผ่านการพิสูจน์แล้วเท่านั้นค่ะ ตอนแรกฉันฉีด Radiesse ที่ต่างประเทศ ในสถานที่ที่คนเกาหลีบริหาร ทำทั้งดูแลผิวและเลเซอร์ค่ะ ตอนนั้นหมอกับผู้จัดการบอกว่าผ่านไป 1 ปีมันจะละลายหายไปและร่างกายดูดซึม ฉันเชื่อคำพูดนั้นแล้วทำไป แต่เสียใจจริง ๆ ค่ะ ถ้าฉีดของอย่าง Radiesse เขาว่าต่อให้ภายหลังจะเติมไขมัน ก็ต้องขูดฟิลเลอร์ออกก่อนถึงจะทำได้ค่ะ ถ้าให้ฉันทำใหม่ ฉันคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดคือฉีดฟิลเลอร์แค่ร่องแก้มกับจมูก แล้วรอดู ถ้าใต้ตายุบหรือแก้มตอบ ก็ไม่ต้องใส่ฟิลเลอร์ แต่เติมไขมันไปเลยค่ะ ถ้าฉีดฟิลเลอร์ซ้ำ ๆ ใบหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปดูไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมค่ะ ฝากไว้เป็นข้อมูลนะคะ ㅎㅎ แน่นอนว่าคนอื่นมองอาจไม่ค่อยรู้ แต่ฉันไวต่อเรื่องหน้าตามาก เลยมองออกชัดเลยว่าฉีดฟิลเลอร์ตรงไหนค่ะ ㅎㅎ ทั้งหมดนี้คือศัลยกรรมที่ฉันเคยทำมา และตอนนี้ฉันเริ่มสนใจร้อยไหมกับผ่าตัดยกหน้าผากค่ะ

ถูกใจ 1

ยังไม่มีความคิดเห็น

โพสต์อื่นในหมวดนี้