โพสต์

รีวิวศัลยกรรมโหนกแก้ม

วันที่ 8 หลังผ่าตัดกรามเหลี่ยม/โหนกแก้มที่คลินิกศัลยกรรม ㅍㄹㄷㅇ ในปูซาน (บวม...

ผมเป็นผู้ชายวัย 20 กว่า ๆ ที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดปรับโครงหน้า ครั้งนี้ครับ ตั้งแต่เด็กผมเครียดกับโหนกแก้มใหญ่และกรามเหลี่ยมมาตลอด จึงตัดสินใจผ่าตัดโหนกแก้ม/กรามเหลี่ยมครับ ถ้ามีใครกำลังจะทำโครงหน้าที่ต่างจังหวัด ผมคิดว่าน่าจะใช้โพสต์นี้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้ครับ! คนที่อยู่ต่างจังหวัดอาจจะลำบากในการไปตรวจติดตามผล แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลที่ดี ผมคิดว่าการผ่าตัดที่โรงพยาบาลในพื้นที่ก็โอเคครับ! วันผ่าตัด (โหนกแก้ม+กรามเหลี่ยม) ก่อนผ่าตัดผมสั่นมากครับ เลยเอาแต่คุยกับคุณหมอผู้อำนวยการและผู้จัดการปรึกษาเยอะมาก คุณหมอบอกว่าท่านผ่าตัดแค่วันละ 1 เคส และทุกคนในโรงพยาบาลจะดูแลโฟกัสที่ผมคนเดียว ก็เลยค่อนข้างอุ่นใจแล้วเข้าห้องผ่าตัดไปครับ ตอนผ่าตัดจะดมยาสลบทั่วร่างกาย และผมคิดว่าคำพูดที่ว่า “ลืมตาขึ้นมาก็ผ่าตัดเสร็จแล้ว” น่าจะจริงครับ ตอนดมยาสลบ ผมรู้สึกแปลก ๆ ที่แขน แล้วพอลืมตาขึ้นมาก็อยู่ในห้องพักฟื้นแล้วครับ ความเจ็บปวดแล้วแต่คน แต่ส่วนตัวผมเจ็บตรงโหนกแก้มมากกว่ากรามเหลี่ยม เลยได้รับยาฉีดระงับปวดครับ อาการเจ็บตรงโหนกแก้มก็เบาลงในอีกไม่กี่ชั่วโมง ผมเลยฟื้นตัวเร็วครับ คำแรกที่ได้ยินตอนลืมตาคือคุณหมอบอกว่าผ่าตัดเรียบร้อยดี ผมเลยรู้สึกดีมากครับ วันที่ 1 หลังผ่าตัด ผมนอนเต็มอิ่มแล้วตื่นขึ้นมา สภาพร่างกายเลยค่อนข้างโอเคครับ ส่วนตัวผมว่า ตอนเอาสายระบายออกเจ็บกว่าช่วงไหน ๆ เลยครับ.. ผมกินข้าวต้มเหลวที่โรงพยาบาลให้ รับถุงประคบ น้ำฟักทอง และเอกสารคำแนะนำข้อควรระวัง แล้วกลับบ้านครับ เพราะสภาพร่างกายโอเคมาก พอกลับถึงบ้านก็ซัดโจ๊กเข้าไปเลย โรงพยาบาลบอกว่าช่วงแรกอย่ากินผลิตภัณฑ์นมอย่างไอศกรีม แต่จริง ๆ แล้วผมว่าผมกินไอศกรีม Together ไปหมดทั้งกล่องครับ รู้สึกได้ว่าอาการบวมค่อย ๆ บวมขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีอาการเจ็บ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าตั้งแต่ก่อนผ่าตัด สิ่งที่เครียดที่สุดก็คืออาการบวมครับ เพื่อให้บวมลด ผมคิดว่าดื่มน้ำไปประมาณ 2.5 ลิตรครับ วันที่ 2~3 หลังผ่าตัด บวมหนักมากครับ ถึงใส่หน้ากากก็ยังบวมจนดูออกว่า “ว้าว คนนี้ต้องไปทำศัลยกรรมมาแน่ ๆ” พอส่องกระจกก็เสียความมั่นใจ และเดิมทีผมเป็นคนที่หน้าแทบไม่มีไขมันเลยจริง ๆ เลยไม่คุ้นกับตัวเองในสภาพนี้ครับ ผมก็สระผมไม่ได้ดีนัก เลยมีความมันเยอะมาก และผิวลอกเป็นขุยรุนแรงด้วยครับ โรงพยาบาลบอกว่าถ้าเทียบกับคนอื่น ระดับนี้ถือว่าช้ำและบวมน้อยมาก แต่ตามความคิดส่วนตัวของผมคือ น่า.เกลียด.มาก.ครับ ถึงอย่างนั้น เพื่อให้บวมลด ผมคิดว่าผมเดินวันละ 1~2 ชั่วโมงและประคบเย็นครับ คนอื่น ๆ ก็พูดกันว่าถ้ากลับไปใช้ชีวิตประจำวันเร็ว อาการบวมจะยิ่งลดเร็วขึ้น ผมเลยยิ่งทำแบบนั้นครับ   วันที่ 4~6 หลังผ่าตัด อาการบวมหยุดเพิ่ม และเริ่มเห็นสัญญาณ(?) ว่าจะค่อย ๆ ยุบครับ ถ้าใส่หน้ากาก หน้าจะประมาณคนที่อ้วนขึ้นนิดหน่อยครับ แต่ก็ยังน่าเกลียดอยู่ดีครับ แก้มบวมตึงมาก ถ้าพูดเกินจริงหน่อยก็เหมือน Mrs. Puff จาก SpongeBob เลยครับ ผมไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจติดตามผลติดต่อกัน 5 วันจนชิน เลยถามคุณหมอหลายอย่าง และคุณหมอก็ตอบอย่างใจดีทุกข้อ ดีมากครับ ผมได้ตัดไหมตรงโหนกแก้ม ซึ่งไม่เจ็บจริง ๆ ครับ กลับรู้สึกโล่งด้วยซ้ำ หลังตัดไหมก็ได้รับการดูแลลดบวม และคุณครูผู้ดูแลลดบวมก็ใจดีมาก ตอบสิ่งที่ผมถามได้ดี ผมเลยยิ่งสบายใจครับ เรื่องการกิน จากช่วงนี้ผมกินของหวานเยอะมาก ถึงขั้นค่อย ๆ ละลายมาการองกินได้ครับ วันที่ 7~8 หลังผ่าตัด อาการบวมลดลงให้เห็นทุกวัน แต่ก็ยังบวมกว่าหน้าเดิมอยู่ดี ผมเลยยังคิดว่าน่าเกลียดอยู่ครับ...^^ พอลองจับบริเวณแก้มกับคาง ก็ยังรู้สึกว่าบวมอยู่เต็ม ๆ ครับ แต่ถ้าใส่หน้ากาก ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ไม่มีใครรู้แล้วว่าผ่าตัดมา เวลาไปไหนมาไหนก็พออยู่ได้ครับ เส้นหน้าที่ดูเรียบเนียนขึ้นเป็นของแถมที่ทำให้อารมณ์ดีครับ ได้ยินว่าสัปดาห์ที่ 2 กับครบ 1 เดือน อาการบวมจะลดลงมาก ผมหวังว่าอาการบวมตรงแก้มกับคางจะยุบเร็วขึ้นอีกสักนิดก็ยังดีครับ.. และสำหรับคนที่กำลังวางแผนทำโครงหน้า ผมอยากให้ปรึกษากับคุณหมอให้มากที่สุดก่อนตัดสินใจครับ ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นการผ่าตัดที่พึงพอใจสูงครับ และสำหรับการลดบวม ผมคิดว่าการเดินได้ผลตรงจุดที่สุดครับ จริง ๆ แล้วผมแทบไม่ได้กินน้ำฟักทองหรือยาลดบวมเลย ส่วนใหญ่เน้นดื่มน้ำกับเดินครับ ถ้าอาการบวมยุบแล้ว ผมจะกลับมาพร้อมรีวิวสัปดาห์ที่ 2 และครบ 1 เดือนครับ! ขอบคุณที่อ่านโพสต์ยาว ๆ นี้นะครับ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ถามได้เลยครับ!

รีวิวนี้เป็นรีวิวการผ่าตัดที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมชาติ

ดูบน sungyesa

โรงพยาบาลที่ถูกกล่าวถึง

ยังไม่มีความคิดเห็น

โพสต์อื่นในหมวดนี้