ตั้งแต่เด็กฉันมีภาวะสบฟันผิดปกติรุนแรง ทั้งเคี้ยวยากและภาพลักษณ์ภายนอกก็ทำให้ความมั่นใจในตัวเองต่ำมาก ฉันเลยตัดสินใจว่าจะต้องผ่าตัดขากรรไกรสองข้างให้ได้ และในที่สุดก็ได้ผ่าตัดขากรรไกรสองข้างแล้ว หลังจากหาข้อมูลโรงพยาบาลจาก ㄱㄴㅇㄴ, ㅂㅂㅌ ฯลฯ ฉันได้ดู ㅇㅌㅂ <ชีวิตผ่าตัดขากรรไกรสองข้างของอีซอกแจ> แล้วก็ได้รู้หลายอย่างเกี่ยวกับก่อนและหลังผ่าตัดขากรรไกรสองข้าง จนเกิดความไว้วางใจในคุณหมอ จึงไปปรึกษาที่ Y ศัลยกรรมช่องปากและใบหน้า ตอนปรึกษา ทั้งผู้จัดการและคุณหมอให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเองมาก ทำให้ฉันปรึกษาได้สบายใจ <ก่อนผ่าตัด> ฉันจัดฟันก่อนผ่าตัดประมาณ 6 เดือน เพราะตั้งแต่เด็กภาวะสบฟันผิดปกติของฉันค่อนข้างรุนแรง จึงจัดฟันเพื่อดันฟันที่เอนให้ตั้งขึ้นก่อนแล้วค่อยผ่าตัด ก่อนผ่าตัด ผู้จัดการอธิบายสิ่งที่ต้องระวังอย่างละเอียด ฉันจึงเตรียมของที่จำเป็นหลังผ่าตัดไว้ตามนั้น (Newcare, กล่องซอสจาก Daiso, เบาะรองนั่ง, หมอนรองคอ, แปรงสีฟันเด็ก ฯลฯ) ตอนจะไปโรงพยาบาล ฉันเอาเสื้อชั้นใน ที่ชาร์จ กล่องซอสจาก Daiso ถุงเท้า แว่นตา และคอนแทคเลนส์ไปด้วย ( หลังผ่าตัดเพราะต้องใช้ยางดึงกับประคบเย็น ทำให้ใส่แว่นลำบาก.. อีกทั้งหน้าเราบวม ถ้าใส่แว่นจะมีรอยทิ้งไว้ที่แก้ม..) <วันผ่าตัด> ฉันไปถึงโรงพยาบาลประมาณ 9 โมงครึ่ง เปลี่ยนเป็นชุดคนไข้ คุยกับคุณหมอ แล้วจึงเข้าห้องผ่าตัด หลังผ่าตัดได้ยินเสียงว่า 'คุณคนไข้ เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ลืมตาได้เลย' พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องพักคนไข้ การฝืนไม่ให้ง่วงเพื่อไล่แก๊สยาสลบออกไปนั้นเหนื่อยกว่าที่คิดไว้มาก การหายใจก็ลำบากมากเช่นกัน แต่ก่อนผ่าตัดฉันได้เรียนวิธีหายใจและวิธีกินอาหารเหลวจากคนในครอบครัวที่เคยผ่านการผ่าตัดขากรรไกรสองข้างมาก่อน จึงช่วยได้มาก ( การหายใจทางปากในขณะที่คาบเวเฟอร์อยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าคิดว่าเป็นการสูดและเป่าลมผ่านช่องว่างระหว่างฟันจะสบายขึ้นนิดหน่อย และพอหายใจทางปากก็จะทำให้ในปากแห้ง แต่เพราะมีเสมหะติดคอและคัดจมูก ทำให้ดื่มน้ำได้ไม่ง่าย ดังนั้นต้องใช้เครื่องเพิ่มความชื้นให้ได้!) วันผ่าตัดฉันนอนได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่แทบไม่ได้นอนเลย เอาแต่นอนลืมตาและมองเพดานฆ่าเวลา <วันที่ 2> ตอนเช้าพยาบาลถอดสายที่จมูกกับสายสวนปัสสาวะให้ หลังจากคุณหมอเอาสายระบายเลือดออก ก็อธิบายเรื่องเวเฟอร์และจับที่คาง แล้วบอกว่าผ่าตัดออกมาดี พอถอดทุกอย่างออกแล้ว ฉันก็เดินไปเข้าห้องน้ำไปมาและเดินเล่นในโรงพยาบาล ถ้ารู้สึกเกรงๆ ที่จะเดินออกไปข้างนอกห้อง ฉันก็เดินไปมาในห้องแทน ( ต้องเดินเยอะ ๆ อาการบวมจะยุบเร็วขึ้น) พยาบาลให้ยาแก้ปวดและน้ำเกลือทุกชั่วโมง และยังช่วยประคบเย็นให้ด้วย ฉันใส่สายน้ำเกลือที่มือซ้าย แต่เดิมก็มีอาการปวดเส้นเลือดอยู่แล้ว แถมยาที่ให้ก็เป็นยาที่ทำให้ปวดเส้นเลือดอีก เลยเจ็บมากจนต้องเปลี่ยนไปที่มือขวา ( มือซ้ายยกขึ้นยังลำบาก แถมชา ๆ เหมือนโดนฉีดยาชาเลย…) พอเปลี่ยนแล้วก็เจ็บน้อยลงชัดเจน เพราะท้องว่าง พอได้รับยาไปแล้วด้วยยาปฏิชีวนะทำให้ท้องไส้แย่มาก รู้สึกจะอาเจียนจริง ๆ คลื่นไส้มาก แต่พอผ่านไปประมาณ 10 นาทีอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นแน่นอน ( ยาหลังกลับบ้านก็มียาปฏิชีวนะเหมือนกัน และถึงจะกินยาหลังดื่ม Newcare แล้วก็ยังอาจคลื่นไส้ได้ ดังนั้นควรกิน Newcare หรืออาหารเหลวให้มากที่สุดก่อนกินยา จะได้ไม่เวียนไส้! แถมฟื้นตัวไวขึ้นด้วย!) พยาบาลเวรกลางคืนอธิบายข้อควรระวังหลังกลับบ้านอย่างละเอียด และตอบคำถามทุกข้ออย่างเอาใจใส่ พอถอดทุกอย่างออกแล้วเพราะหายใจสบายขึ้นมาก ฉันจึงงีบกลางวันได้ประมาณ 3 ชั่วโมง และตอนกลางคืนก็นอนหลับได้ประมาณ 4 ชั่วโมง <วันที่ 3 เป็นต้นไป> ตอนเช้าถอดสายน้ำเกลือ รับการทำเลเซอร์ลดบวม แล้วกลับไปนอนพักในห้อง จากนั้นได้พบคุณหมอและเตรียมตัวกลับบ้าน ฉันนั่งแท็กซี่กลับถึงบ้าน วางของแล้วออกไปเดินเล่นประมาณ 30 นาที พอกลับถึงบ้านก็กิน Newcare กับยา แล้วประคบเย็นต่อไปเรื่อย ๆ ตอนหลับระหว่างประคบเย็น ครอบครัวก็จะเอาแผ่นประคบเย็นที่ละลายแล้วไปแช่แข็งใหม่ แล้วเอาเจลแพ็กห่อผ้าขนหนูมาประคบหน้าและช่วยมัดไว้ให้ ช่วงประมาณ 3 วันแรกฉันนั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาล แต่หลังจากนั้นก็ใส่หน้ากากแล้วเดินทางไปกลับด้วยรถไฟใต้ดิน ตอนจองเลเซอร์ลดบวม แนะนำให้หลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่รถไฟใต้ดินแน่นแบบนรกให้แน่ ๆ ระหว่างทางไปโรงพยาบาลตอนขึ้นรถไฟใต้ดินที่คนแน่นแบบนรก ฉันแทบไม่ได้กินอะไรเลย ยาก็แรง คนก็เยอะ ไม่มีที่นั่ง จนเกือบจะเป็นลม ถ้าไม่ได้มีพลเมืองดีสละที่นั่งให้ บางทีฉันอาจไม่ได้ไป Y ศัลยกรรมช่องปากและใบหน้า แต่ไปห้องฉุกเฉินแทนก็ได้.... เพราะฉะนั้นถ้าร่างกายอ่อนแอ ให้กินให้อิ่ม แล้วจองช่วงบ่ายไว้..!! ( น้ำหนักก่อนผ่าตัด 40.8kg -> น้ำหนักต่ำสุดหลังผ่าตัด 37.2kg) <สัปดาห์ที่ 1> แค่พึ่งพา Newcare อย่างเดียวมันยากมาก ฉันเลยกินไข่ตุ๋น วันถัดมาฉันเอาเต้าหู้ไข่มาบดแล้วกินกับซีอิ๊ว ช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 2 ฉันยังแย่งราเมนที่พี่สาวกินอยู่เอามาตัดด้วยกรรไกรกินอีก จริง ๆ แล้วฉันยังแย่งเส้นเฝอเอามาตัดกินด้วย ทุกมื้อฉันกินโจ๊กของ Bonjuk ฉันกินแบบบดละเอียดที่สุด และเพราะกระเพาะเล็กลงมาก จึงสั่งครั้งเดียวแล้วแบ่งกิน 3 รอบ ตอนครอบครัวกินไก่ทอด ฉันก็เอาไก่มาสับด้วยกรรไกรให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วกินกับโจ๊ก พอกินเยอะและได้กินของที่อยากกิน ฉันก็กลั้วคออย่างขยันมาก และเดินเล่นอย่างหนักมาก ส่วนใหญ่จะเดินในช่วงที่คนน้อย ใส่ยางดึงแล้วสวมหมวกบักเก็ต เดินมากกว่า 30 นาที อากาศหนาวเลยรู้สึกเหมือนกำลังประคบเย็นไปในตัว ฉันเลยเดินต่อไปเรื่อย ๆ <สัปดาห์ที่ 2> ฉันถอดไหมในปากออก จริง ๆ แล้วในสัปดาห์แรกตอนทำความสะอาดตรงนั้นฉันเจ็บ คุณหมอเลยบอกว่าตอนดึงไหมออกน่าจะเจ็บมาก แต่จริง ๆ เจ็บไม่มากอย่างที่คิด แค่จี๊ด ๆ นิดหน่อย? และเพราะบริเวณส่วนใหญ่แทบไม่มีความรู้สึกเลย นอกจากตอนดึงไหมบริเวณเหนือริมฝีปากแล้วก็ไม่เจ็บเลยจริง ๆ ฉันมีการอักเสบเลยต้องกินยาเพิ่มอีกหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่ตอนนี้ก็เริ่มกินแบบไม่เลือกแล้ว กินเยอะมาก ประมาณ 3 วันหลังถอดไหม ตอนที่พี่สาวสั่งหมาล่าทั่ง ฉันก็เอาเส้นข้าวโพดกับมันฝรั่งมาหั่นกินด้วย เป็นหมาล่าทั่งที่ไม่ได้กินมานาน เลยซัดแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว หลังจากกินเสร็จฉันก็แปรงฟันอย่างขยันด้วยแปรงสีฟันเด็ก แล้วพอเข้าปีใหม่ก็ได้กินเค้กด้วย ฉันกินสตรอว์เบอร์รีชอร์ตเค้กกับทีรามิสุ ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นเค้กเนื้อนุ่ม เลยกลืนได้ง่ายมาก อร่อยสุด ๆ ฉันยังพูดเก่ง แล้วก็ร้องเพลงด้วย.. ข้าง ๆ ยังบอกไม่ให้พูด ให้หุบปากอยู่เรื่อย ๆ ฉันเลยสื่อสารกันด้วยเครื่องแปลเป็นหลัก ฉันเอาโต๊ะเล็ก ๆ กับของเล่นไว้ข้างไมโครเวฟ แล้วประคบอุ่นตลอดเวลา นอกจากตอนนอน ตอนกินข้าว ตอนอาบน้ำ และตอนเดินเล่นแล้ว ก็ประคบอุ่นตลอด ฉันยังไปทำเลเซอร์ที่โรงพยาบาลทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์ด้วย <สัปดาห์ที่ 4> ฉันเริ่มจัดฟันหลังผ่าตัด โรงพยาบาลบอกให้ฝึกอ้าปากมากขึ้นอีก ฉันเลยตั้งใจจะพยายามให้มากขึ้น สกรูที่ใส่ไว้มี 4 ตัวบริเวณฟันหน้าที่ไม่ได้ใช้แล้วจึงเอาออก แต่ใน 4 ตัวนั้นมี 1 ตัวฝังอยู่ในเนื้อ เพราะฉันเป็นคนขี้กลัว คุณหมอจัดฟันเลยยัดตุ๊กตาให้ถือไว้ในมือ.. แต่เพราะฉันแทบไม่มีความรู้สึกแล้ว และทายาชาไว้ด้วย จึงถอดออก 3 ตัวได้โดยไม่เจ็บเลย ส่วนตัวที่ฝังอยู่ในเนื้อ พอถ่าย X-ray ดูตำแหน่งแล้ว คุณหมออีซอกแจเป็นคนเอาออกให้เอง หลังจากเอาออกแล้ว คุณหมอก็ดูรูปก่อนและหลังผ่าตัด พูดคุยเรื่องใบหน้าที่เปลี่ยนไปของฉัน แล้วบอกว่าต่อไปให้ฝึกเคี้ยวเบา ๆ ได้แล้ว สิ่งที่เจ็บที่สุดในวันนั้นไม่ใช่การจัดฟัน แต่เป็นการถ่ายภาพในช่องปาก ตอนถ่ายต้องอ้าปากกว้างจนเจ็บมาก ยิ่งเจ็บกว่าตอนเปลี่ยนลวดและเอาสกรูออกอีก หลังจากเสร็จ ฉันเดินจากสถานีนอนฮยอนไปยังสถานีฮักดง แล้วขึ้นรถไฟใต้ดินกลับมาถึงย่านบ้าน จากนั้นก็เดินต่ออีก 30 นาทีแล้วค่อยเข้าบ้าน เพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเองที่เดินเยอะ ฉันสั่งไก่ทอดมากิน เพราะคุณหมอบอกให้ฝึกเคี้ยวทีละนิด ฉันเลยเคี้ยวมันฝรั่งทอดเคียงอย่างตั้งใจ และลองกินไก่โดยตัดให้น้อยลง ฉันใช้ฟันหน้าในการกิน และน่าแปลกใจที่ไม่เจ็บเลย อาหารก็ถูกตัดได้ดีมาก ใบหน้าที่เป็นปมในใจมาตั้งแต่เด็กดีขึ้นผ่านการผ่าตัดขากรรไกรสองข้าง ทำให้ฉันรู้สึกว่าความรักที่มีต่อตัวเองก็เพิ่มขึ้นด้วย ถ้าผ่านวันแรกกับช่วงวันที่ 2-3 หลังผ่าตัดขากรรไกรสองข้างไปได้ดีจริง ๆ ก็อยู่ได้แล้ว และพอถึงช่วงที่กินโจ๊กได้ ก็จะเริ่มกินอาหารนุ่ม ๆ ได้หลากหลาย ดังนั้นถ้าผ่านช่วงนั้นไปได้ก็โอเคแล้ว!! ถ้ามีใครที่กำลังจะผ่าตัดขากรรไกรสองข้าง ขอให้หาข้อมูลเยอะ ๆ ตัดสินใจอย่างรอบคอบ และขอให้ทุกคนสุขภาพดีและสวยงาม~
รีวิวนี้เป็นรีวิวหลังผ่าตัดที่มุ่งเน้นความงามตามธรรมชาติ