ในฐานะคนหนึ่งที่ในที่สุดก็ข้ามแม่น้ำที่ย้อนกลับไม่ได้ที่เรียกว่าการผ่าตัดปรับโครงหน้าแล้ว เลยอยากเขียนไว้สักหน่อยค่ะ
ก่อนอื่น 2 ชั่วโมงหลังผ่าตัดคือช่วงวิกฤตค่ะ ฉันเคยผ่านความเจ็บปวดทางใจมาทุกรูปแบบในชีวิต แต่ความทุกข์จากความเจ็บปวดทางกายแบบนี้เป็นครั้งแรกจริงๆㅠㅠ คิดว่าคนที่เคยเจอเท่านั้นถึงจะเข้าใจ คนที่ทำปรับโครงหน้าครั้งแรกอาจคิดเรื่องความเจ็บแบบคลุมเครือ แต่ความเจ็บในวันแรกนี้จะคนละระดับกับความเจ็บที่เคยเจอในชีวิตที่ผ่านมาเลยค่ะ บางทีไม่รู้แล้วทำไปเลยอาจจะดีกว่า..ㅎ
ตลอด 2 ชั่วโมงนั้น ในหัวเต็มไปด้วยความคิดว่า “ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ทำไมถึงมาผ่าตัดดมยาสลบทั่วร่างกายแบบนี้” ถึงขั้นตั้งใจว่า “จะไม่ทำอีกแล้ว”..แต่.. วันนี้วันที่ 7 ความทรงจำตอนนั้นก็เริ่มเลือนรางไปแล้วㅋ ไม่มีทางอื่นนอกจากอดทนและคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไปㅠㅠ
ฉันคิดว่าการผ่าตัดของฉันน่าจะอยู่ในกลุ่มที่ผ่านไปได้ราบรื่นค่ะ พูดตรงๆ ไม่รู้ว่าเพราะบวมหรือเปล่า เลยดูแทบไม่ต่างจากก่อนผ่าตัด ทำให้กังวลนิดหน่อยㅠㅠ วันนี้ได้พบผู้อำนวยการ ท่านบอกว่ากว่าจะเห็นทรงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน ตอนนี้บริเวณคางยังรู้สึกแข็งๆ เลยคิดว่าอาการบวมเกือบยุบหมดแล้วหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าบริเวณที่แข็งเหมือนกระดูกนั้นก็เป็นอาการบวมเหมือนกัน..ㅎ จะอดทนรอดูต่อไปค่ะ
วันนี้ได้รับการดูแลด้วย โดยเขานวดหน้าเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ยังมีบางจุดของบริเวณผ่าตัดที่เจ็บอยู่ เลยเจ็บนิดหน่อยㅠㅠ ตอนนั้นคิดว่าอยากให้เลิกขยำหน้าฉันสักที แต่พอทำเสร็จแล้วเห็นชัดว่าอาการบวมยุบลงไปพอสมควร ก็แปลกใจㅋ ดูเหมือนการไหลเวียนเลือดจะสำคัญจริงๆ จะตั้งใจประคบร้อนกับเดินเล่นให้มากค่ะ
อ้อ แล้วในฐานะคนมีประสบการณ์ มีสิ่งหนึ่งที่เพิ่งตระหนักได้.. ในชุมชน รีวิวที่เป็นบวกอย่างเดียวแบบไม่มีเงื่อนไขน่าสงสัยจริงๆ ค่ะ..ㅋ น้ำเสียงอ้อนๆ ที่มี “용” “넹” “당” ปนอยู่ก็น่าสงสัยนิดหน่อย.. พูดตรงๆ ฉันไม่คิดว่าศัลยกรรมความงามจะเป็นประสบการณ์ที่ดีและมีความสุขอย่างเดียวเสมอไป.. ถ้าเป็นตาสองชั้นหรือหัตถการง่ายๆ ก็อาจไม่แน่ แต่การผ่าตัดแบบปรับโครงหน้าที่ต้องดมยาสลบทั่วร่างกาย พอทำครั้งหนึ่งแล้ว ไม่มีทางพูด “용” “넹” “당” ออกมาได้แน่นอนㅋㅋ ฉันคิดว่ารีวิวที่มีทั้งข้อดีข้อเสียอย่างสมดุลน่าเชื่อถือที่สุดค่ะ แค่เขียนไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์ให้ทุกคนใช้อ้างอิง..ㅎ
งั้นสัปดาห์หน้าหลังตัดไหมแล้วจะมาเขียนรีวิวอีกนะคะ แค่นี้ค่ะ
ถูกใจ 5