โพสต์

รีวิวศัลยกรรมโหนกแก้ม@cheekbone-review

ข้อความที่อยากฝากเพื่อปลอบใจคนที่เคยผ่าตัดโหนกแก้ม

สวัสดีค่ะ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนมั้ง? ฉันเคยเขียนไว้ที่นี่ประมาณว่า “ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำศัลยกรรมโครงหน้า ก็คงจะเสียใจอยู่ดี-”ㅠㅠ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ฉันทำศัลยกรรมโครงหน้า 3 จุดที่ ㄱㄹㅎ และสรุปก็คือตอนนี้พอใจค่ะ แค่กังวลเรื่องอนาคตเท่านั้น (นี่ไม่ใช่การโปรโมตโรงพยาบาลหรืออะไรแบบนั้นนะคะ ไม่ได้มีความรู้สึกแย่หรือรักเป็นพิเศษกับโรงพยาบาลด้วย ต่อให้โรงพยาบาลไหนย้ำว่ามีจริยธรรมแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นธุรกิจ ไม่ใช่งานอาสาอยู่ดีค่ะ)

※ ข้อความนี้ไม่ใช่ข้อความแนะนำให้ศัลยกรรม แต่เป็นการปลอบใจสำหรับ “คนที่ทำโหนกแก้มหรือศัลยกรรมโครงหน้าไปแล้ว และใช้ชีวิตอยู่กับความกังวล” ดังนั้นหวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้แล้วจะไม่ตัดสินใจทำศัลยกรรมนะคะ ถ้ากำลังคิดเรื่องศัลยกรรมอยู่เฉยๆ ฉันคิดว่าน่าจะลองระมัดระวังมากขึ้นกับคำถามว่า “ทำไมฉันต้องศัลยกรรม?” และถ้าเป็นคนที่ทำไปแล้ว ก็หวังว่าจะได้รับกำลังใจกลับไปค่ะ (จริงๆ แล้วฉันเขียนเพื่อปลอบใจตัวเองขณะนึกถึงเรื่องเมื่อคืนด้วยแหละ เฮะ)

จริงๆ ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาฉันซึมเศร้ามาก ก่อนผ่าตัดก็เศร้าเพราะความมั่นใจตกต่ำมากจากใบหน้าที่ขรุขระไม่เรียบ หลังผ่าตัดก็หมกมุ่นกับแก้มหย่อนหรือความยืดหยุ่นของผิว และเศร้าที่คิดว่าทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้ เพราะกินสิ่งที่อยากกิน ทำสิ่งที่อยากทำเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ทั้งหมด (นวดกดจุดเองก่อนนอน + นอนกลับหัว + กินมังสวิรัติเพื่อป้องกันความชรา ฯลฯ)

แล้วเมื่อวาน ตอนที่ความเศร้าถึงจุดสูงสุด ฉันได้คุยกับเพื่อนสมัยมัธยมปลายและมีบางอย่างที่ฉันตระหนักได้ เลยอยากมาแบ่งปันที่นี่ จึงสละเวลามาเขียนค่ะ ตอนทำงานพาร์ตไทม์อยู่ๆ ก็คิดว่านี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่กันนะ แต่ฉันคิดว่าต้องมีคนแบบฉันเยอะแน่ๆ ถึงจะเขียนไม่เก่งแต่จะเขียนสั้นๆ นะคะ

ฉันเริ่มมีนิสัยถ่ายรูปตัวเองทุกคืนแล้วเทียบกับก่อนผ่าตัด ทั้งที่เพิ่งผ่านไปประมาณ 6 เดือนเท่านั้น แต่ยังไงก็กลัวแก้มหย่อนค่ะ จริงๆ ก่อนผ่าตัดก็มีเนื้อนูนข้างริมฝีปากกับร่องข้างจมูกอยู่บ้างเดิมที แต่กลับรู้สึกไปเองว่าหลังผ่าตัดมันแย่ลงกว่าเดิม เลยร้องไห้ทุกคืน ทั้งที่อายุยังอยู่ช่วงต้นๆๆๆ ของวัย 20 แต่ก็รู้สึกเหมือนความยืดหยุ่นลดลงไปเฉยๆ.. ฉันตัดสินใจผ่าตัดโดยยอมรับความเสี่ยงเรื่องแก้มหย่อนแล้ว แต่พอผิวดูหย่อนลงแค่นิดเดียวก็ร้องไห้ทันที

ระหว่างนั้นฉันได้เจอเพื่อนและคุยกัน พอเพื่อนเริ่มปลอบว่าเธอเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง น้ำตาก็ไหลพรากเลยค่ะ ถ้าเขียนจากที่จำคำพูดเพื่อนได้คร่าวๆ (เป็นคนพูดแรงนิดหน่อย แต่เป็นเพื่อนที่รักกันมา 5 ปี..ㅠㅠ) “เธอบอกว่าทุกครั้งที่ส่องกระจกก็สนใจร่องแก้ม สนใจแก้มหย่อน แล้วมีเหตุผลอะไรที่ต้องถือกระจกมาจ้องดูขนาดนั้นเหรอ? เธอผ่าตัดเพื่อจะได้ไม่เศร้าเวลามองกระจกไม่ใช่เหรอ ถ้าหลังผ่าตัดก็ยังทำแบบนั้น แล้วจะทำยังไง เธอบอกว่าเหมือนแก้มหย่อนแล้ว เหมือนผิวยืดแล้ว แต่จริงๆ เวลาเธอเดินผ่าน คนเขาไม่ได้พูดว่า ‘ว้าว คนนั้นแก้มหย่อน’ หรอกนะ เขาไม่ได้สนใจดูเธอขนาดนั้นหรอก

แล้วการถ่ายรูปทุกคืนแล้วมองหน้าตัวเองมันช่วยอะไรเธอได้บ้าง? มันมีแต่ทำให้ความมั่นใจของเธอลดลง และทำให้โทษตัวเองที่ผ่าตัดไม่ใช่เหรอ? แก้มจะหย่อนหรือผิวจะยืดนิดหน่อย แล้วมันจะเป็นอะไรล่ะ ดีขึ้นจากเมื่อก่อนตั้งเยอะแล้วนี่ แบบนั้นก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ? ต่อให้ผิวยืดจริงๆ แล้วไง? มีปัญหาเหรอ? ดูแก่ขึ้นนิดหน่อยแล้วจะมีปัญหาอะไร? เธอคิดว่าคนรอบตัวจะบอกเธอทุกวันเหรอว่าแก้มหย่อนแล้ว? ไม่หรอก กลับกัน ตั้งแต่วินาทีที่เธอพูดว่าแก้มหย่อน แม้แต่คนที่ไม่ได้ผ่าตัดก็จะดูเหมือนแก้มหย่อนไปด้วย

นี่ ฉันอยากให้เธอมีหลักของตัวเองนะ ไม่ได้หมายความไม่ดีว่าเธอไม่มีจุดยืนอะไรแบบนั้น แต่ฉันไม่อยากให้เธอเอาตัวเองไปยัดใส่กรอบของโลก สร้างเสาหลักของตัวเองสิ แทนที่จะเสียเวลาเพื่อปรับตัวเองให้เข้ากับคำว่า ‘คนสวยคือคนดี’ ฉันคิดว่าการหาว่าเวลาทำอะไรแล้วเธอมีความสุขมีค่ากว่าเยอะ แก้มจะหย่อน สูญเสียความยืดหยุ่น หรือโหนกแก้มจะเข้าไปไม่มากพอ มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาในการใช้ชีวิตหรอก และก็ไม่มีใครที่จะปฏิบัติกับเธออย่างโหดร้ายเพียงเพราะเธอไม่สวย ต่อให้มีคนแบบนั้นจริงๆ นั่นก็เป็นความผิดของคนนั้น ไม่ใช่เพราะหน้าตาของเธอ เธอไม่ได้ผ่าตัดเพราะอยากได้รับคำชมจากคนที่ผิดปกติ แต่ผ่าตัดเพื่อเพิ่มความมั่นใจของตัวเองไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงพยายามเอาตัวเองไปใส่กรอบของโลกอยู่เรื่อยๆ ล่ะ คนทั้งโลกไม่ได้รวมใจกันตัดสินสักหน่อยว่าแก้มหย่อนเป็นเรื่องไม่ดี..

อย่าใช้เวลาของเธอไปกับการบั่นทอนความมั่นใจเลย”

ถ้าเขียนจำลองสถานการณ์คร่าวๆ ก็เป็นคำพูดประมาณนี้ค่ะ สรุปคือ 1. ต่อให้แก้มหย่อนก็ไม่เป็นไร ผู้คนไม่ได้วิเคราะห์ใบหน้าของเธอ 2. เธอผ่าตัดเพื่อดูแลตัวเอง เพราะฉะนั้นอย่าโทษตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น มีแค่เธอเท่านั้นที่วิเคราะห์ใบหน้าของเธอ 3. ทำไมถึงขุดคุ้ยส่วนที่ตัวเองไม่ชอบ บอกว่ากังวลเรื่องแก้มหย่อน แต่ส่องกระจกทั้งวันแล้วกังวล มันช่วยอะไรได้บ้าง จงหาทางที่ทำให้เธอมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกหรืออะไรก็ตาม

------------สรุป-------------

พอได้ฟังคำพูดแบบนี้ก็รู้สึกว่าถูกทุกอย่างเลยค่ะ ตัวฉันก่อนปรึกษาเพื่อน: แก้มหย่อนแล้วเหรอ? อ่า แย่แล้ว คงหย่อนแล้วแน่ๆ เฮ้อ ไม่น่าผ่าตัดเลย หลังปรึกษา: ถ้าแก้มหย่อนแล้วจะเป็นอะไรล่ะ? ฉันก็คือฉัน และถ้าแก้มหย่อนก็ไปยกกระชับก็ได้ จะซื้อความกังวลมาทำไม? เงินก็หาได้จากงานพาร์ตไทม์ แล้วทำไมฉันถึงกังวลล่วงหน้าอยู่ได้?

ดังนั้นตอนนี้ฉันมีความสุขขึ้นนิดหน่อยค่ะ กลับกัน เพราะเรื่องครั้งนี้ ฉันพยายามเปลี่ยนความคิดจาก “กินมังสวิรัติเพื่อป้องกันความชรา!” เป็น “กินมังสวิรัติเพื่อสุขภาพ” แบบนี้ ทำให้ความหนักอึ้งในใจก็เบาลงไปมาก อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือแม้เกิดขึ้นแล้วก็เล็กน้อย หรือเป็นความชราตามธรรมชาติจากเวลาที่ผ่านไป ไม่ใช่เพราะการผ่าตัด แล้วไปค้นหาใน YouTube จงใจดูคอมเมนต์แบบ “ทำโหนกแก้มแล้วแก้มหย่อน 100%” จนทำร้ายใจตัวเองเลยค่ะ เอาเวลานั้นไปทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ตัวเองมีความสุขดีไหมคะ?

และการจงใจเข้าไปคอมเมนต์ใต้รีวิวของคนอื่นว่า “แก้มหย่อน 100%” ถึงเจ้าตัวอาจจะเขียนเพราะเป็นห่วง แต่ในสายตาคนอื่น มันถูกมองเหมือนข้อความสาปแช่งให้แก้มหย่อนค่ะ จะเปรียบเหมือนพูดกับคนกินลูกอมว่า “เธอ 100% ต้องอยู่ติดหมอฟันแน่ๆ ฟันผุ 100%” ได้ไหมนะ คอมเมนต์แบบนั้นช่วยบอกเป็นคำแนะนำกับคนที่ยังพิจารณาผ่าตัดโหนกแก้มอยู่ และถ้าไม่จงใจไปหาคนที่ทำไปแล้วเพื่อคอมเมนต์ ฉันคิดว่าทั้งสองฝ่ายก็คงดีต่อกันมากขึ้นค่ะ เพราะทุกคนมาฝากรีวิวเพราะอยากให้กลับเท่าที่ตัวเองเคยได้รับความช่วยเหลือมาไงคะ (แต่ถ้าเป็นโพสต์ที่มีกลิ่นนายหน้าและเหมือนสนับสนุนศัลยกรรมมากๆ ก็โจมตีไปเถอะค่ะ เฮะ..)

ยังไงก็ตาม เพราะมีเพื่อนที่ดีแบบนี้ ใจฉันเลยมีความสุขขึ้นมากค่ะ เป็นเพื่อนที่กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศเร็วๆ นี้ แต่ก็ยังช่วยฉันอย่างมากจนถึงท้ายสุด ตอนสอบเข้าก็ด้วย ตอนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ด้วย เป็นเพื่อนที่ปลอบใจฉันเยอะมากและอยู่ข้างฉันเสมอ ฉันควรเลี้ยงข้าวสักมื้อ ขอบคุณมากจริงๆ :)

งั้น บ๊ายบาย

ถูกใจ 50

ยังไม่มีความคิดเห็น

โพสต์อื่นในหมวดนี้