สรุปสั้นๆ คือ หลังผ่าตัดยกหน้าผากแล้วไม่มีผลเรื่องยกคิ้วเลยค่ะ ผ่าตัดเปิดหนังศีรษะ 5 จุด ใส่ Endotine ต้องยอมรับความเสี่ยงของผลข้างเคียงอย่างภาวะผมร่วง แล้วฉันก็รวบรวมความกล้ามากพอที่จะทำการยกหน้าผาก แต่ผลลัพธ์กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ซึมเศร้าหนักมากค่ะ เป็นนักเรียนต่างชาติ พอเครียดเพราะเรื่องนี้มากเลยลาพักการศึกษาเทอมฤดูใบไม้ร่วงไปแล้วด้วย กลายเป็นว่ามีแต่ผลข้างเคียงอย่างหน้าผากเป็นตุ่มนูนไม่เรียบเหลืออยู่…
แม้จะเพิ่งผ่าตัดมาได้ไม่นาน แต่ด้วยลักษณะของการผ่าตัดยกกระชับ โดยทั่วไปเมื่อเวลาผ่านไปโอกาสจะยกขึ้นมากกว่าจะค่อยๆ ลดลงน่าจะมีมากกว่า ตอนที่ยังไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังผ่าตัดก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ฉันจึงแจ้งทางคลินิกไปแล้วนะคะ คำตอบที่ได้ก็คือให้รอเหมือนเดิม… พอตอนตัดไหมครบ 2 สัปดาห์ ฉันบอกคุณหมอตรงๆ ว่าดูเหมือนไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง แต่คุณหมอกลับบอกเพียงว่าเป็นเพราะสภาพผิวของฉันเอง และพูดเหมือนไม่มีอะไรที่ทำให้เพิ่มได้อีกแล้ว รู้สึกเสียใจและยิ่งไปกว่านั้นยังรู้สึกว่าไม่รับผิดชอบด้วย ตอนนั้นฉันเลยเริ่มคิดเป็นครั้งแรกว่าควรไปโรงพยาบาลศัลยกรรมอื่นเพื่อถามดูว่า ผิวหน้าผากของฉันอาจจะไม่มีทางปรับเรื่องหนังตาตกได้จริงๆ หรือไม่ถ้าทำยกหน้าผาก
ฉันไปหาคลินิกศัลยกรรมอีกแห่งที่ขึ้นชื่อเรื่องยกหน้าผาก แล้วคุณหมอที่นั่นก็ให้ฉันลองทำสีหน้าหลายๆ แบบ พอดูแล้วท่านบอกว่าการเลาะชั้นเนื้อเยื่ออาจยังไม่เพียงพอ และกล้ามเนื้อที่เรียกว่า corrugator ก็เหมือนจะจัดการได้ไม่ดี พอฉันเอารูปหลังผ่าตัดให้ดู ท่านส่ายหน้าแล้วบอกว่า ตอนแรกต้องดึงไว้มากพอสมควรจนเกินพอดีเล็กน้อยด้วยซ้ำ (overcorrection) แต่ระดับนี้ต่อให้เทียบก่อนและหลังผ่าตัดก็แทบไม่ต่างกัน สุดท้ายจึงแนะนำให้ผ่าตัดแก้ไข อีกทั้งพอดูชื่อศัลยแพทย์ในใบชาร์ต ท่านยังพูดด้วยว่า คุณหมอท่านนี้น่าจะทำจมูกเยอะไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาทำยกหน้าผากที่นี่ล่ะ ให้ลองไปตกลงกับคุณหมอให้ดีอีกครั้งด้วยค่ะ..
หลังจากนั้นฉันก็เริ่มเข้าใจว่าไม่ควรโทษว่าตัวเองมีผิวแบบนี้อย่างเดียว แต่อาจเป็นไปได้ว่าตัวการผ่าตัดเองก็ผิดพลาด และสิ่งที่คุยกับคุณหมอตอนปรึกษาไว้ก่อนผ่าตัด เช่น ความคาดหวัง วิธีผ่าตัด ระยะเวลาผ่าตัด ฯลฯ ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็คือข้อตกลง พอไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งคิ้ว ทั้งยังไม่มีการดูแลแก้ไขอย่างจริงจังตามมาในเรื่องนี้ (จริงๆ อันนี้ยิ่งทำให้เสียใจมากกว่า) ฉันเลยคิดว่าอาจเข้าข่ายผิดสัญญา จึงขอคืนเงินเต็มจำนวนค่ะ หลังจากนั้นได้รับแจ้งผ่านพนักงานว่าคืนเงินเต็มจำนวนไม่ได้ แล้วพอฉันกลับไปทักคุยในคาแชกอีกครั้ง ทางคลินิกก็ขอคุยเจรจา เลยได้นัดคุยที่โรงพยาบาลค่ะ
ฉันคิดว่าการดูแลหลังผ่าตัดของโรงพยาบาลก็เป็นส่วนสำคัญสำหรับผู้บริโภคเหมือนกัน เลยจะพยายามแชร์ประสบการณ์ของตัวเองให้ละเอียดที่สุดเท่าที่ทำได้นะคะ
พอไปที่นั่นด้วยความตั้งใจอยากแก้ปัญหาให้ดีเพราะไม่อยากให้กลายเป็นข้อพิพาทที่ทั้งสองฝ่ายต้องปวดหัว แต่เพราะเหตุผลที่คุณหมอยืนยันแบบฝืนๆ กับท่าทีที่กดดันมาก ทำให้ฉันลำบากใจสุดๆ คุณหมอทั้งเสียงดังทั้งตะคอกใส่จนฉันกลัวมาก ถึงขั้นขอให้ช่วยอย่าตะโกนใส่กันเลย ถ้าท่าทีแข็งกร้าวขนาดนี้ ฉันคิดว่ามีโอกาสสูงที่จะไปถึงคดีความมากกว่าจะตกลงกันได้ และเพราะมันดูรุนแรงพอที่จะใช้เป็นหลักฐานในภายหลังได้ ฉันเลยต้องอัดเสียงไว้ด้วย หากใครไปทักเรื่องความไม่พอใจหลังผ่าตัดกับคุณหมอ ฉันคิดว่าควรมีคนไปเป็นเพื่อนมากกว่าจะไปคนเดียวนะคะ
ฉันไม่ได้ผ่าตัดแบบหุนหันพลันแล่นเลยค่ะ เพราะเคยปรึกษาครั้งแรกตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2019 ตอนนั้นคำแนะนำเรื่องความจำเป็นของการยกหน้าผากและแผนการผ่าตัดที่เสนอมา ฟังดูมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ และคุณหมอก็ให้คำปรึกษาอย่างละเอียดมาก ทำให้ฉันประทับใจดี พอผ่านไป 5 ปี หนังตาก็ยิ่งตกลงไปอีก ฉันเลยไปหาคุณหมอด้วยตัวเองเพราะเชื่อใจท่าน แต่พอเจอท่าทีแบบนั้นแล้ว มันช็อกมากๆ จริงๆ ค่ะ
ไม่ใช่แค่ท่าที แต่ถ้าพูดเฉพาะประเด็น ฝั่งนั้นบอกสั้นๆ ว่าเพราะการผ่าตัดสำเร็จดีอยู่แล้ว จึงคืนเงินไม่ได้ บอกว่ามันไม่ใช่การผ่าตัดที่ผิดพลาด แต่เป็นความไม่พอใจต่อความคาดหวังเชิงอัตวิสัยของฉัน เลยคืนเงินไม่ได้ เขาใช้เหตุผลหลัก 2 ข้อ ข้อหนึ่งคือบอกว่าหลังทำยกหน้าผากแล้วฉันบอกว่าอ้าตาได้สบายขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีอะไรผิดพลาด อีกข้อคือผิวของฉันหนาและความยืดหยุ่นต่ำมากกว่าค่าเฉลี่ยแบบสุดๆ เหมือนยางแข็ง ทำให้ก่อนและหลังผ่าตัดแทบไม่ต่างกัน จึงเป็นแค่ความไม่พอใจต่อความคาดหวังส่วนตัว ไม่ใช่ปัญหาของการผ่าตัดเองค่ะ
ฉันไม่สามารถเห็นด้วยกับทุกข้อได้ เพราะว่า
1. การบิดเบือนเป้าหมายของการผ่าตัดยกหน้าผากฝ่ายเดียว
เขาพูดว่า ‘การยกหน้าผากไม่ใช่การยกหน้าผากขึ้นกี่มิลลิเมตร แต่เป็นการผ่าตัดที่ทำให้ลืมตาได้สบายขึ้น’ แล้วก็บอกฉันว่าไม่แน่ใจว่าจำถูกไหม แต่ฉันเคยพูดไม่ใช่เหรอว่าลืมตาได้สบายขึ้น
ตอนปรึกษาฉันไม่ได้พูดเรื่องแรงในการลืมตาเลย พูดเน้นเรื่องความหนาของเปลือกตา หรือก็คือหนังตาตกเป็นหลักต่างหาก (ซึ่งในชาร์ตที่โรงพยาบาลให้ก็มีบันทึกไว้) แต่นี่เหมือนอยู่ๆ คุณหมอก็เปลี่ยนเป้าหมายหลักของการยกหน้าผากตามใจตัวเอง แล้วอ้างว่าสำเร็จแล้วเพราะตอบโจทย์นั้นได้
แม้แต่ในคอลัมน์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ต่างจากการยกคิ้ว เป้าหมายหลักของการยกหน้าผากคือ ‘การยกคิ้ว’ กล่าวคือการดึงคิ้วที่ตกให้สูงขึ้น และดึงเปลือกตาขึ้นไปพร้อมกันด้วย” (คอลัมน์ผู้เชี่ยวชาญของ Hidoc, คิมชังยอน, 2021, https://mobile.hidoc.co.kr/healthstory/news/C0000655060).
ยิ่งไปกว่านั้น ในหน้าเว็บของ D.End ศัลยกรรมตกแต่ง ข้อที่ 3 ของผู้ที่เหมาะกับการผ่าตัดยกหน้าผากแบบ Endotine ยังเขียนไว้ว่า “กรณีที่ต้องการปรับภาวะคิ้วตกและหนังตาตก” เลยด้วยซ้ำ
ความรู้สึกว่าอ้าตาได้ง่ายขึ้นเหรอ? พูดตรงๆ คือฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจค่ะ ถ้าฉันต้องการเน้นการปรับเรื่องการใช้งานเป็นหลัก ฉันคงไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจภาวะหนังตาตก แล้วดูเรื่องผ่าตัดแก้กล้ามเนื้อตาแบบง่ายและถูกกว่านี้แทนต่างหาก กลับกัน ตอนจะทำยกหน้าผาก ทางคลินิกกลับเสนอการผ่าตัดแก้กล้ามเนื้อตาให้ควบคู่กันไปด้วย (ในไฟล์ Excel ที่มีราคาปกติเอง ชื่อหัตถการถูกจัดเป็นหมวดว่า ยกหน้าผาก + ผ่าตัดแก้กล้ามเนื้อตาแบบไม่มีชั้นตา) ตอนนั้นฉันยังสงสัยเลยว่าทำไมต้องทำผ่าตัดแก้กล้ามเนื้อตาด้วย จนหลังจบการปรึกษาแล้วยังต้องขอให้คุณหมออธิบายเพิ่มเติมอีกครั้งจำได้อยู่ค่ะ ตอนนั้นมันเป็นการผ่าตัดที่ไม่มีการเปลี่ยนแนวชั้นตาเลย และบอกว่าจะช่วยเพิ่มการลืมตาด้วยการผูกยึดกล้ามเนื้ออะไรสักอย่าง ผู้ป่วยอย่างฉันแม้จะไม่ค่อยเข้าใจก็ยังเชื่อคุณหมอ คิดว่าทำไปก็น่าจะดีขึ้นบ้าง
ดังนั้น ตั้งแต่แรกฉันให้ความสำคัญกับการยกคิ้วจากการยกหน้าผากมากกว่าการปรับการลืมตา ต่อให้ยอมรับว่ามันช่วยเรื่องลืมตาได้จริง ก็ยังไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลว่าการผ่าตัดสำเร็จดีทั้งที่ผลลัพธ์ไม่เปลี่ยนแปลงได้ค่ะ
2. ก่อนผ่าตัดไม่ได้แจ้งว่าเพราะสภาพผิวของฉันเป็นข้อเสีย ผลลัพธ์อาจไม่ดี
คุณหมอบอกว่าการผ่าตัดทำได้ดี แต่เพราะผิวของฉันหนา ไม่มีความยืดหยุ่น และแข็งเหมือนยาง จึงอาจทำให้ผลลัพธ์ไม่น่าพอใจได้
ถ้าอย่างนั้น ในฐานะแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่ง ก็ควรจะพูดได้ไม่ใช่เหรอคะ ไม่สิ ต้องบอกฉันสิว่าลักษณะผิวของฉันจะส่งผลต่อการผ่าตัดอย่างไร และควรลดความคาดหวังลง ถ้าผิวของฉันมีลักษณะเสียเปรียบมากกว่าค่าเฉลี่ยขนาดนั้น ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ศัลยแพทย์ตกแต่งไม่ควรมองข้ามโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
พอฉันถามว่าทำไมตอนแรกไม่บอกเรื่องผิวของฉันและไม่บอกว่ามันอาจกระทบต่อผลลัพธ์การผ่าตัด คุณหมอก็ย้อนถามว่าก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าผิวฉันหนา แล้วก็พูดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าหรือไง จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อผ่าตัดดูเท่านั้น จนฉันพูดไม่ออกเลยค่ะ
เมื่อวานฉันไปปรึกษาอาจารย์แพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการยกกระชับใบหน้าเกี่ยวกับการผ่าตัดแก้ไขยกหน้าผาก ท่านก็บอกว่าสามารถผ่าตัดแก้ไขได้ และศัลยแพทย์ตกแต่งสามารถประเมินพยากรณ์หลังผ่าตัดยกกระชับจากสภาพผิวของผู้ป่วยได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นถ้าผิวของฉันมีลักษณะเสียเปรียบมากกว่าค่าเฉลี่ยขนาดนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ศัลยแพทย์ตกแต่งไม่ควรมองข้ามอยู่แล้ว จึงคิดว่าควรบอกไว้ก่อนตอนปรึกษาค่ะ
หรือไม่ก็ตอนปรึกษา คุณหมอเคยเปิดรูปก่อนและหลังการผ่าตัดยกหน้าผาก + ผ่าตัดแก้กล้ามเนื้อตาแบบไม่มีชั้นตาของผู้หญิงวัย 20 กว่าให้ดู แล้วฉันถามว่าถ้าคาดหวังได้ประมาณความต่างก่อนและหลังตามรูปที่โชว์ไว้ก็ได้ใช่ไหม คุณหมอกลับพูดว่าถ้าทำแล้วได้เหมือนรูปทุกอย่าง งั้นทุกคนที่ผ่าตัดก็จะกลายเป็นดารากันหมดหรือไง คำพูดนั้นทั้งไม่เป็นเหตุเป็นผลและทำให้ฉันรู้สึกแย่มากเลยค่ะ…
สุดท้ายคุณหมอบอกว่าเพราะฉันไม่พอใจทั้งที่การผ่าตัดออกมาดีแล้ว เลยจะทำการยกคิ้วจากด้านล่างให้ฟรีในอีก 2 วัน บอกให้ตัดสินใจใน 10 นาที ถ้าไม่เอาข้อเสนอนี้ก็ให้ไปดำเนินการทางกฎหมายได้ ฉันก็เลยต้องขอเวลาคิดหนึ่งวันเพราะมันเป็นใบหน้าของฉันเอง
แหม คนเรากว่าจะตัดสินใจทำศัลยกรรมสักอย่างต้องคิดเยอะแค่ไหน ศึกษาเยอะแค่ไหน ทั้งค้นหาชื่อย่อของโรงพยาบาล เดินหา เดินเช็กข้อมูลกันสารพัด… จะให้ตัดสินใจผ่าตัดยกคิ้วจากด้านล่าง ซึ่งปกติก็เหมาะกับคนวัยกลางคนภายในวันเดียวได้ยังไงกันล่ะ? ต้องดูอีกหลายอย่างมากเลยว่าจะเหมาะกับฉันจริงไหม แล้วถ้าเหมาะ มันจะเปลี่ยนลุคไปแบบไหนบ้าง ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ฉันคิดว่าคุณหมอก็คงเสนอผ่าตัดนี้มาเพราะผ่านการคิดมาแล้ว แถมยังไม่คิดค่าผ่าตัดและต้องแยกเวลาให้ต่างหากด้วย หลังจบการเจรจาฉันจึงขอให้เจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์ช่วยเปิดรูปก่อนและหลังของผู้หญิงวัยกลางคนที่เคยผ่าตัดยกคิ้วจากด้านล่างให้ดู แต่พอดูแล้วลุคเปลี่ยนค่อนข้างมาก และช่องระหว่างเปลือกตากับคิ้วแคบลงกว่าเดิม ทำให้ฉันเริ่มสงสัยว่านี่เป็นการผ่าตัดที่ฉันควรทำจริงๆ หรือไม่
ที่สำคัญที่สุดคือ ฉันเลือกศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการยกหน้าผากอย่างยากลำบาก เพื่อหวังว่าจะปรับลุคดวงตาให้ดีขึ้นโดยที่ระยะห่างระหว่างตากับคิ้วไม่แคบลง แต่กลับถูกเสนอให้ทำยกคิ้วจากด้านล่าง ซึ่งอาจเอาผิวใต้คิ้วออกไปจนระยะนั้นแคบลงกว่าเดิม ฉันจึงไม่ค่อยเข้าใจข้อเสนอนั้นเลยค่ะ
ไม่รู้การศัลยกรรมส่วนอื่นจะเป็นอย่างไร แต่การยกหน้าผากนี่ฉันไม่แนะนำจริงๆ ค่ะ ถ้าเป้าหมายหลักคือการปรับการลืมตาให้ดีขึ้น และผิวของคุณบาง ยืดหยุ่นดี ต่างจากฉัน แล้วผลลัพธ์ออกมาน่าพอใจ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น การดูแลหลังผ่าตัดจะไม่ราบรื่น ความสัมพันธ์แห่งความไว้วางใจก็เริ่มร้าว ต่อให้หมอจะเก่งแค่ไหน ฉันก็ไม่อยากฝากหน้าฝากตาให้ท่านทำอีกแล้ว
ดังนั้น ฉันจึงปฏิเสธข้อเสนอที่จะทำการยกคิ้วจากด้านล่างให้ฟรีด้วยเหตุผลหลายประการ แต่เหตุผลสำคัญที่สุดคือเรื่องความเชื่อใจ และได้เริ่มเตรียมดำเนินการทางกฎหมายแล้วค่ะ...
โพสต์นี้เขียนขึ้นโดยยึดตามสิทธิของผู้บริโภคที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคพื้นฐานของเรารับรองไว้ และขอยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนากล่าวร้ายต่อสถานพยาบาลดังกล่าวแต่อย่างใด นอกจากวัตถุประสงค์ในการแบ่งปันข้อมูลและช่วยเหลือผู้ป่วยท่านอื่นเท่านั้น