หลังจากโพสต์ว่าได้จองผ่าตัดที่ Fladen ไป ก็มีข้อความส่วนตัวเข้ามาเยอะมาก เลยรีบมาเขียนรีวิวให้เร็ว ๆ! หวังว่าคนที่ส่งข้อความหาฉันจะได้ประโยชน์ในการตัดสินใจจากโพสต์นี้นะคะ! ฉันผ่าตัดวันจันทร์ตอนบ่าย 2 โมง และจะเขียนรายละเอียดเท่าที่นึกออกให้มากที่สุดเกี่ยวกับช่วงที่ผ่านมา
ก่อนผ่าตัด ไปโรงพยาบาลตรวจร่างกายก่อนผ่าตัด 7 วันก่อนวันผ่าตัด ฉีดยาละลายฟิลเลอร์ที่คางด้วย ที่โรงพยาบาลเจาะเลือด ฉันจ่ายค่ายา/ตรวจเลือด 100,000 วอน และมัดจำการผ่าตัด 200,000 วอน แล้วไปโรงพยาบาลใกล้ ๆ อีกแห่งเพื่อเอกซเรย์ทรวงอกและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ค่าใช้จ่ายตรงนี้ 20,000? 30,000? วอน ตั้งแต่วันนั้นก็หยุดกินวิตามิน โปรไบโอติก และยาหรืออาหารเสริมที่กินประจำทั้งหมด
วันผ่าตัด ต้องงดอาหาร 8 ชั่วโมง แต่เพราะเป็นผ่าตัดช่วงบ่ายต้น ๆ เลยแค่เช้าไม่ดื่มน้ำก็พอ ไม่ได้ลำบากมาก ถึงอย่างนั้นเพื่อไม่ให้บวมมาก ฉันก็ไม่กินของเค็มตั้งแต่ 3 วันก่อนผ่าตัด ไปด้วยความหิวเล็กน้อย แต่เพราะตื่นเต้นมากจนแทบไม่รู้สึกหิวเลย ก่อนผ่าตัด ฉันไปห้องพักฟื้นก่อน เอาของออกมาและเปลี่ยนเป็นชุดคนไข้ ห้องพักฟื้นเป็นห้องเดี่ยว มีตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น และทีวี แถมเป็น IPTV ด้วย เลยคิดว่า ถ้าเบื่อก็ดูทีวีละกัน (แล้วจะดูจริงไหม?) เวลาผ่าตัดคือ 2 โมง แต่พอเปลี่ยนเสื้อผ้า ถ่ายรูป บ้วนปาก ล้างหน้า แล้วกลับไปพักที่ห้องอีกสักพักกว่าจะเข้าห้องผ่าตัด ก็มีการดีเลย์หลายอย่าง จำได้ว่าประมาณ 2 โมงครึ่งถึงได้เข้าไปผ่าตัด ตอนใส่เข็มเข้าหลอดเลือด เพราะความดันต่ำ + งดอาหาร 8 ชั่วโมง + ความตื่นเต้น ทำให้หาเส้นเลือดยากมาก สุดท้ายต้องแทงเข็มยาสลบถึง 3 ครั้ง ฉันกลัวจนร้องไห้นิดหน่อย ฉันกลัวว่าถ้าร้องไห้พยาบาลจะพลอยกังวลไปด้วย เลยรู้สึกขอโทษมาก แต่ทุกคนกอดฉันแน่นและเช็ดน้ำตาให้ พอฉันบอกว่าขอโทษที่ร้องไห้ ทุกคนก็พูดว่าไม่เป็นไร ทุกคนก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น อย่าเครียดเกินไป พร้อมทั้งประคองตัวฉันไว้แน่น ขาฉันสั่นโดยไม่รู้ตัว แต่พวกเขาก็ลูบปลอบอย่างอบอุ่นจนถึงวินาทีที่ยาสลบออกฤทธิ์ คุณหมอเจ้าของคลินิกก็เข้ามาดีไซน์รูปหน้าให้ พร้อมพูดว่าอย่าร้องไห้นะ แล้วลูบไหล่อย่างอบอุ่น ทำให้ฉันคลายกังวลลงไปเยอะมาก ฉันเคยฉีดฟิลเลอร์ที่คางมาก่อน จึงฉีดยาละลายฟิลเลอร์ 1 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด และในวันผ่าตัดก็จะดูรูปทรงคางหลังฟิลเลอร์หายแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะยืดความยาวคางหรือแค่ลดความกว้าง คุณหมอบอกว่าดูแล้วไม่น่าต้องยืดความยาวคาง แต่การศัลยกรรมความงามขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนบุคคลมาก ถ้าอยากทำ T osteotomy ก็ทำได้ ฉันรู้สึกว่าการต้องมีเหล็กอยู่ในร่างกายมันไม่ค่อยสบายใจ เลยไม่อยากทำ T osteotomy จึงตัดสินใจลดแค่ความกว้าง คุณหมอวิสัญญีเข้ามา ใส่หน้ากากให้ฉัน แล้วบอกให้หายใจเข้า,,, หายใจออก,,, พอเสร็จแล้วการผ่าตัดก็จบ! พยาบาลช่วยประคองฉันและพาไปห้องพักฟื้นด้านหน้าเลย
หลังผ่าตัดคือแบบ,, จริง ๆ เหมือนจะตายเลย เจ็บมาก ใครบอกว่าไม่เจ็บกันนะ,,, คอเจ็บ จมูกตันจนต้องหายใจทางปากอย่างเดียว แต่ปากก็แห้งผาก แถมบอกว่า 4 ชั่วโมงห้ามดื่มน้ำอีก ผู้จัดการเข้ามาถามว่าโอเคขึ้นไหม? แต่ฉันเผลอตอบว่า ไม่ค่ะ จะตายอยู่แล้ว,, เจ็บมากจนในหัวคิดวนอยู่ตลอดว่า ฉันบ้าไปแล้วเหรอ แค่ใช้ชีวิตต่อไปก็พอแล้ว ทำไมต้องมาขูดกระดูกด้วย หลังยาสลบหมดฤทธิ์แล้ว นอกจากคอจะเจ็บมาก ยังคลื่นไส้หนักมากจนทรมาน,,, เขาให้ยากันคลื่นไส้มา แต่บอกว่าจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึงออกฤทธิ์ ทรมานจริง ๆ ถ้าจะอาเจียนก็ให้อาเจียนใส่อ่างสเตนเลสนี้ แล้วฉันก็คิดว่า โอ้โห ต้องให้เห็นสภาพน่าเกลียดแน่ ๆ ขอโทษนะ!! แล้วก็อาเจียนแห้ง ๆ แต่เพราะไม่ได้กินอะไรเลย เลยไม่ออกมาแม้แต่หยดเดียว,,, ประมาณ 7 โมงฉันเดินออกจากห้องผ่าตัดเองได้ พอประมาณ 8 โมง พยาบาลที่เข้าไปในห้องผ่าตัดกับฉันก็เลิกงาน และพยาบาลที่ดูแลฉันทั้งคืนก็เข้ามาทำงานพอดี แต่พอฟังการส่งเวรของฉัน ก็ได้ยินว่า ถ้ายังคลื่นไส้อยู่ แม้แต่เวลาที่ปกติจะดื่มน้ำก็ไม่ให้ดื่มน้ำเลย แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด ฉันเลยพยายามฟื้นตัวโดยการเป่าลมหายใจออกจากปากเหมือนขับก๊าซยาสลบออกไป แต่ ตลอดทั้งคืนเขาฉีดยาทางสายน้ำเกลือให้ฉัน 2 ครั้ง บอกว่าเป็นยาปฏิชีวนะ ยาลดบวม และยาแก้ปวด ทุกครั้งที่ฉีดก็คลื่นไส้ต่อเนื่อง สุดท้ายประมาณตี 4 ก็อาเจียนน้ำย่อยออกมา นอน 30 นาทีตื่น 1 ชั่วโมง นอนอีก 30 นาทีตื่นอีก นอน 2 ชั่วโมงตื่น แล้วก็นอน 30 นาที,, ไม่ได้นอนต่อเนื่องเลย จนสุดท้ายตอนเช้าตรู่ก็ไปทำขั้นตอนจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล เอาท่อระบายเลือดออก เอาสายออก พอเห็นว่าบวมไม่มากอย่างที่คิดก็โล่งใจมาก ก่อนออกจากโรงพยาบาลคุณหมอเจ้าของคลินิกมาตรวจอาการ และบอกว่าการผ่าตัดเป็นไปตามแผนเรียบร้อยแล้ว ดูสวยขึ้นแล้ว เดี๋ยวค่อยติดตามอาการกันนะ
วันที่ 2 ทั้งวันไม่มีแรงเลย,,, ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่นิดเดียว ยาที่สั่งมาก็น่าจะเป็นยาที่แรงอยู่แล้ว คิดว่าถ้าจะกินยาต้องหาอะไรทานรองท้องก่อน แต่ถึงจะพยายามเตรียมกินก็ไม่มีแรงเลย,,, ฉันดื่ม New Care ที่โรงพยาบาลให้มาตอนออกจากโรงพยาบาลแล้วกินยาไปด้วย เพื่อให้คอบวมยุบลงหน่อยก็สั่งเจลาโตมากิน เพราะกินแต่ของเหลวตลอดก็หิวเร็ว เลยกินโจ๊กนิดหน่อยกับซุปนิดหน่อย กินยาและบ้วนปากตามเวลา แต่แปลกใจมากที่เลือดในปากกับคอแทบไม่ออกเลย,, คุณหมอเจ้าของคลินิกทำได้สะอาดมาก เลยไม่ค่อยบวมนี่เอง ฉันประทับใจมาก ตอนเย็นก็ออกไปเดินเล่นนิดหน่อย แล้วตอนกลางคืนจะนอนกลับนอนไม่หลับอีก จมูกตันต้องหายใจทางปาก แต่ปากแห้งและบวม พอหายใจทางปากก็ทรมาน ฉันเปิดเครื่องเพิ่มความชื้น กินโพรโพลิส ลองทุกวิธีแล้วแต่จมูกก็ยังตันจนหลับไม่ได้,,, สุดท้ายเลยกดสันจมูกไว้แล้วนอน ไป ๆ มา ๆ จมูกก็โล่งขึ้น เลยนอนหลับได้สบายทีเดียว นอนตั้งแต่ 2 ถึง 4 โมง แล้วตื่นอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นก็นอนต่อ พอได้นอนเต็มอิ่มระดับหนึ่งแล้วรู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นชัดเจน
วันที่ 3 วันที่ 3 ที่เขาว่าบวมมากที่สุด!!! แต่เอาจริง ๆ??? ไม่ได้ดูน่ากลัวขนาดนั้นอย่างที่คิด อาจเป็นเพราะไม่ได้แตะโหนกแก้ม เลยมีบวมแค่ใต้จมูก พอใส่หน้ากากแล้วก็มองแทบไม่ออก ริมฝีปากบนแทบไม่บวม แต่ริมฝีปากล่างเหมือนไข่ปลาซอสเค็ม,,, อวบอิ่มมาก เหมือนไข่ปลาซอสเค็มราคาแพงจากห้างเลย,,,, อาการคัดจมูกน่าจะดีขึ้นเยอะแล้ว ฉันใส่หน้ากากเพิ่มความชื้นโดยมีสายรัดดึงลงด้านล่างอยู่ด้วย ซึ่งดูเหมือนจะช่วยได้พอสมควร อยากแกะเทปออกเร็ว ๆ
*** ทริควันผ่าตัด!!**** ต้องเอาเบาะโดนัทกับหมอนรองคอไปด้วยให้ได้!! เพราะต้องนั่งนอนเลยก้นจะปวด จำเป็นต้องมีเบาะ, แต่พอวางเบาะแล้ว มุมพนักพิงกับมุมคอกลับไม่พอดีกัน เลยต้องใช้แรงคอประคองตัวตอนเอนนอน ดังนั้นหมอนรองคอสำคัญมากกกก!! ต้องมีจริง ๆ ฉันยังเอา AirPods กับขาตั้งมือถือไปด้วย (กะว่าเบื่อ ๆ จะดู YouTube) แต่ไม่ต้องใช้เลย จริง ๆ ไม่มีสภาพจิตใจจะดูอะไรพวกนั้น ของที่แนะนำอีกอย่างคือวาสลีน ลิปบาล์ม และโพรโพลิส พอเริ่มดื่มน้ำได้แล้ว ถ้ากินโพรโพลิสสม่ำเสมอ อาการเจ็บคอจะค่อย ๆ ดีขึ้นค่อนข้างเร็ว ลิปบาล์มก็ต้องทา เพราะริมฝีปากบวมมากจน กันไม่ให้แตก! ท่อระบายเลือดจะวางพาดที่มุมปาก ซึ่งมันดึงผิวอยู่ตลอด เลยทำให้มุมปากฉีกได้,, เอาคอตตอนบัดกับวาสลีนไปด้วย แล้วทาหนามาก ๆ ที่มุมปาก เครื่องเพิ่มความชื้น ฉันเอาแบบพกพาไป แต่ไม่แน่ใจว่าช่วยได้มากแค่ไหน อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีแน่นอน!!