เพิ่งผ่าตัดลดโหนกแก้ม+ปลายจมูก(กระดูกอ่อนตัวเอง) แล้วตอนนี้พอจะกลับมาใช้ชีวิตได้บ้าง เลยจะเขียนรีวิวแบบละเอียดสุดๆ ไว้ค่ะ.. ก่อนผ่าตัด : กลัวมากกกก สั่นจนสงบสติไม่อยู่เลยไม่ได้บอกใครทั้งนั้น ช่วงนี้ก็มีอาการหมดแรงกับซึมเศร้าหนักด้วย เลยตัดสินใจแบบปุบปับไปเลย เดิมทีไม่เคยคิดเรื่องผ่าตัดเลย แต่พอเดินดูโรงพยาบาลหลายที่แล้ว หมอก็พูดตรงๆ ว่าโหนกแก้มควรทำจริงๆ ฯลฯ...สุดท้ายก็กลายเป็นว่า เออ ทำโหนกแก้มตอนยังเด็กๆ ไปเลย! ตอนออกจากบ้านก็บอกพ่อแม่ว่าไปเที่ยว 2 อาทิตย์ พวกท่านบอกให้รีบกลับนะ จะคิดถึง พอเช้าฉันก็รู้สึกผิดมากจนจะร้องไห้...จริงๆ อยากบอกก่อนแล้วค่อยทำมาก แต่แค่ได้ยินคำว่าสวน่าตัด พวกท่านก็โวยวายกันสุดๆ จนคุยไม่รู้เรื่องเลย... ฮ่า...ยังไงก็ตาม ฉันก็ออกจากบ้านไปด้วยใจสั่นๆ ถึงโรงพยาบาล เปลี่ยนชุดผ่าตัดแล้วได้พบคุณหมอ...กลัวมากจริงๆ แบบว่า นี่ฉันกำลังทำเรื่องที่ถูกจริงๆ เหรอ? อยากเลิกทำแล้วก็รู้สึกแป้กๆ เลยร้องไห้ต่อหน้าคุณหมอ จำไม่ได้ชัดว่าพูดอะไรไปบ้าง แต่คงประมาณว่า ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจว่ากำลังทำถูกไหม ขอให้มันเป็นการตัดสินใจที่ดีเถอะ...คุณหมอส่งทิชชูให้ จับมือแล้วให้หายใจลึกๆ และบอกว่าจะทำให้ดีที่สุดเพื่อให้ฉันไม่ต้องเสียใจทีหลัง รู้สึกอุ่นใจและขอบคุณมากจริงๆ วันผ่าตัด : เดินเข้าห้องผ่าตัดแล้วกลัวมากจริงๆ...พอขึ้นนอนบนเตียงเหล็กแล้วมองโคมไฟด้านบนยิ่งกลัวสุดๆ หายใจก็ไม่ค่อยออก...คุณหมอวิสัญญีพยายามปลอบว่าหลับแล้วตื่นขึ้นมาก็ผ่าเสร็จแล้ว แต่ตอนนั้นตึงเครียดมากจนจำไม่ค่อยได้ เหมือนถูกบอกว่าฉันตึงเครียดมาก? หายใจเร็วเกินไป? อะไรทำนองนั้น ยังไงก็มีอยู่ดีๆ ทุกอย่างก็ตัดภาพไป แล้วฉันก็ตื่นขึ้นที่ห้องพักฟื้น เจ็บทรมานเหมือนจะตายจริงๆ..แบบทรมานจนคิดว่า ถ้าตายตอนนี้เลยน่าจะดีกว่า ความเจ็บนั้นคิดว่าจะไม่มีวันต้องเจออีกแล้ว เลยปักใจแน่วแน่ว่าการผ่าตัดที่ต้องดมยาสลบทั้งตัวแบบศัลยกรรมหน้าอก ฉันคงทำไม่ได้แน่ๆ บอกกันว่าความเจ็บแล้วแต่คน ฉันน่าจะเป็นประเภทที่หนักเป็นพิเศษจริงๆ สติลอยไปลอยมาตลอดเลย สติก็ไม่ค่อยกลับมา เหมือนฟิวส์กระพริบๆ พยาบาลกับคุณหมอเข้ามาออกไปช่วงนึงก็ตื่นแป๊บหนึ่ง แล้วก็มึนๆ อีก...โดยเฉพาะเพราะฤทธิ์ยาสลบทั้งตัวเลยคลื่นไส้มาก อาเจียนตลอด เวียนหัวหนักมาก...พูดง่ายๆ คือทรมานสุดๆ เวียนหัว เจ็บ คลื่นไส้ โอ๊ย...ผ่าตัดตอน 10 โมงเช้า แต่พอเริ่มมีสติแล้วเช็กเวลาอีกทีเป็น 5 ทุ่มครึ่ง ฉันตกใจมาก พออ่านรีวิวของคนอื่นเห็นว่าตื่นแล้วได้นั่งดูทีวีหรือเล่นมือถือแป๊บหนึ่ง แต่ฉันคือสติยังไม่กลับเลย ขอบคุณพยาบาลมากจริงๆคอยดูแลตลอด พาไปห้องน้ำด้วย แต่เหมือนกระเพาะปัสสาวะถูกบีบจนแปลกๆ? อธิบายได้แค่นี้แต่ทรมานมาก อยากเข้าห้องน้ำตลอดแต่ปัสสาวะกลับไม่ค่อยออก...ความรู้สึกนี้เป็นต่อเนื่องไปจนถึงคืนวันที่ 2 เลย แต่อย่างนั้นเพราะแม้แต่จะเดินยังลำบาก คิดว่าคงกลับที่พักไม่ไหว เลยถามว่าขอนอนโรงพยาบาลได้ไหม แต่พยาบาลบอกว่าพวกเขาต้องทำงานตั้งแต่เช้าถึงค่ำแล้วต้องเลิกงาน ถ้าอย่างนั้นก็เหลือแค่คุณหมอกับฉันอยู่กันสองคน คุณหมอก็เพิ่งเห็นฉันอาเจียนอีกเลยลูบหลังให้และให้กำลังใจว่ากลับบ้านได้แน่นอน แล้วก็พยายามให้กำลังใจฉัน หลังจากนั้นก็งงๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าไปแบบมึนๆ แล้วพยาบาลก็ลากกระเป๋าฉันทุกอย่างพากลับที่พักให้ ขอโทษและขอบคุณมากจริงๆ...ถ้าวันนั้นพยาบาลไม่ได้ไปส่ง ฉันคงลากของหนักๆ แล้วหมดสติกลางทางแน่ๆ ใครที่ต้องขนของควรเอาเข้าไปไว้ที่ที่พักก่อนจะมาโรงพยาบาลจะดีกว่าพี่เขาซื้อยาให้แทนด้วยโดยเอาบัตรฉันไปเลย น่าจะหลายหมื่นวอนอยู่ ต้องกินให้ครบตามที่บอกไว้จริงๆ พอถึงที่พัก หลังเที่ยงคืนถึงดื่มน้ำได้ แต่คอแห้งจนแทบบ้า เลยอุ่นชาชงจากเส้นไหมข้าวโพดมาดื่มนิดหน่อย แล้วไม่นานก็อาเจียนชานั้นออกมาหมด ความทรงจำคืนวันที่ 1 ค่อนข้างเลือนๆ ตื่นทุกชั่วโมงเลย สติไม่ค่อยอยู่ หลับไปแล้วก็ลุกไปห้องน้ำอีก แล้วก็หลับเหมือนหมดแรง แล้วก็ไปห้องน้ำอีก...วนซ้ำแบบนั้น ใครที่ผ่าตัดคนเดียวแบบไม่บอกคนรอบข้างและไม่มีผู้ดูแลแบบฉัน คงลำบากมากแน่ๆ... วันที่ 1 หลังผ่าตัด : นัดไปโรงพยาบาลตอนเช้าวันรุ่งขึ้นหลังผ่าตัด แต่เพราะง่วงมากจนสติหลุดไปอีก หลับวูบไปแล้วก็พยายามตั้งสติ ทำแบบนี้ซ้ำๆ หลายรอบ แต่เพราะต้องกินยาเลยกินนมถั่วเหลืองที่ซื้อเตรียมไว้แบบลวกๆ แล้วกินยา จากนั้นก็หลับอีก พอส่องกระจกครั้งแรกหลังผ่าตัด ความคิดแรกคือ ทำไมหน้าฉันสั้นแบบนี้ล่ะ? เดิมทีความยาวใบหน้าแนวตั้งก็สั้นอยู่แล้ว แต่เพราะบวมกว้างออกด้านข้างมากเลยดูเป็นแบบนั้น แก้มทั้งสองข้างร้อนมากและหัวก็มึน แต่แวะโรงพยาบาลไปยิงเลเซอลดบวมประมาณ 20 นาที แล้วนัดกลับมาตามนัดวันถัดไปก่อนกลับที่พัก มันบวมมากจนรู้สึกเหมือนถ้าจิ้มจะระเบิดออกมาได้ ฉันปกติไม่มีเนื้อหน้าเลยด้วยซ้ำ เป็นคนที่ไม่เคยบวมมาก่อนในชีวิตจนคิดว่า บวมคืออะไร? พอบวมจนตาหดเล็กลงแบบนี้ก็ทรมานจริงๆ คือกินชีสคาสเทลล่าอะไรสักอย่างก็อ้าปากไม่ได้ ต้องหั่นชิ้นเล็กจิ๋วแล้วอัดเข้าปาก กว่าจะกินครบ 3 มื้อและกินยาครบได้ ส่วนเรื่องแผลอักเสบฉันกลัวที่สุด...เลยบ้วนปาก ทำเย็นประคบเย็นเท่าที่ไหว...ไม่สามารถดูมือถือหรืออะไรทั้งนั้นได้ ไม่มีสติจะทำอะไรเลย วันที่ 2 : บวมยังแน่นเปรี๊ยะเหมือนเดิม ไปห้องรักษาแล้วพบคุณหมอ ได้ทำความสะอาดรูจมูก เอาเทปบริเวณจอนผมออก ทำความสะอาดและพันเทปใหม่ที่หูซ้ายซึ่งเอากระดูกอ่อนออก คุณหมอบอกว่าอย่ากินแต่นมถั่วเหลืองอย่างเดียว ต่อไปให้กินพวกโจ๊กหรือของอ่อนๆ ให้ดี เริ่มแปรงฟันได้แล้ว และอาบน้ำแบบเอาลงต่ำกว่าคอได้ ฉันไอหนัก คุณหมอก็ลูบหลังให้พร้อมกับให้ยาน้ำแก้ไอเพิ่มให้แบบแยกมา หลังตรวจเสร็จเลยได้ยิงเลเซอลดบวมกับฉีดยาลดบวม...กลับบ้านมาครั้งแรกก็ได้กินโจ๊ก อาบน้ำ แล้วซื้อคอตตอนบัดใหม่มาทำความสะอาดจนเรียบร้อย พอสติเริ่มกลับมาก็ดูทีวีได้ แต่พอนอน โพรงจมูกอุดตันเลยต้องหายใจทางปาก ปากก็แห้งสุดๆ เลยตื่นทุกชั่วโมงอีก ฉันเปิดเครื่องเพิ่มความชื้นขนาดเล็กนอน คิดว่าคงช่วยได้บ้าง? แต่ปากกับคอมันทรมานมากจนตื่นอยู่เรื่อยๆ วันที่ 3 : มึนมาก อยากนอนต่อแต่ก็ฝืนลุกไปซื้อของก่อน ซื้อชาชงจากเส้นไหมข้าวโพด น้ำ ไข่รมควัน และโจ๊กแบบพร้อมกินมากินเป็นมื้อเที่ยง คิดว่าจะออกไปเดินเล่นแต่กินได้น้อยเลยเวียนหัว ไม่ค่อยอยากอาหารและกินลำบากเลยกินไม่ค่อยลง คงต้องรอให้ร่างกายดีขึ้นกว่านี้ก่อนค่อยออกไป เวลาเดินช้ามาก...ทรมานจริงๆ แต่บวมเหมือนจะระเบิดในวันที่ 1-2 พอยิงฉีดลดบวมเมื่อวาน วันนี้เลยยุบลงไปเยอะทีเดียว อาการเวียนหัว ง่วง คอแห้งมาก บริเวณที่บวมกลับมาร้อนขึ้น และบริเวณแผลผ่ากลับมาปวดจี๊ดๆ อีก พอปวดเลยกินยาแก้ปวดเพิ่ม ตอนเย็นก็คลื่นไส้กับเวียนหัวมาก แต่ก็ต้องฝืนกินโจ๊กเพราะต้องกินยาอีกทีตอนเย็น ถ้าไม่กินเพราะไม่อยากอาหาร ร่างกายก็จะยิ่งแย่ลง ทุกคนควรกินแม้ต้องฝืนด้วยนะ ฉันเวียนหัวจนภาพหมุน ตื่นๆ หลับๆ บนเตียงซ้ำไปมา วันที่ 4 : อาการดีกว่าเมื่อวานนิดหน่อย พอประคบอุ่นแล้วง่วงนุ่มนิ่มมาก นอนกลางวันยาวเลย บวมลดลงจากวันแรกเยอะมาก ถ้ามองแค่ตัวบวมอย่างเดียวก็เหมือนระดับคนที่มีเนื้อแก้มเยอะมากเท่านั้นเอง แต่ตรงรอบตาบวมเยอะจนตาดูเล็กลง กับรอยช้ำสีเหลืองใต้ตาก็ดูไม่น่ามอง แผลผ่าตัดรู้สึกคันๆ? และตุบๆ อยู่บ้าง ตอนกลางวันไปโรงพยาบาล คุณหมอเอาเทปที่ติดจมูกออกให้ แล้วทำความสะอาดและทายาที่จอนผมกับบริเวณไหมที่หู หลังทำการรักษาเสร็จก็ฉีดยาลดบวมกับยิงเลเซอลดบวมอีกค่ะ บอกว่าทำทั้งปลายจมูกกับโหนกแก้มเลยยังสระผมไม่ได้ อยากอาบน้ำเร็วๆ จัง ตอนเย็นอาการดีขึ้นเลยกินได้ดีมีแรง แต่กลางคืนหน้าตุบๆ เจ็บๆ มากเลยต้องกินยาแก้ปวดเพิ่ม ยังตุบๆ อยู่จนจะตายแล้ว วันที่ 5 : ตั้งแต่คืนวันที่ 4 จนเกือบตลอดทั้งวันที่ 5 ปวดหัวข้างเดียว ตุบบริเวณโหนกแก้ม และทั้งบริเวณไวต่ออาการเจ็บมากจนทรมานสุดๆ กินยาแก้ปวดก็ไม่ค่อยทุเลา...ยิ่งทำให้คิดว่าไม่ได้ใส่วัสดุเสริมที่สันจมูกถือว่าถูกแล้ว...เฮ้อ วันนี้ก็ไปยิงเลเซอลดบวมแล้ว ตอนเย็นกินขนมนุ่มๆ เยอะมากเพื่อสู้ความเจ็บและเติมแคลอรีให้พอ อะไรที่เรียกว่าไบโอบอนด์ใช่ไหม? เนื้อที่จับตัวแข็งๆ มันแผ่ตั้งแต่ใต้ตาลงมาเลย รู้สึกแย่มาก... วันที่ 6 : ง่วงมากกก ตื่นจากนอนแบบไม่รู้เรื่องตั้งแต่เช้าจนเลยเที่ยงแล้วมีไข้นิดหน่อย อาการตุบๆ ลดลงแต่คอเริ่มบวมหน่อยๆ..ไม่สบายตัว วันนี้ก็ยังได้ยิงเลเซอลดบวมต่อเนื่อง วันที่ 7 : วันที่ได้ฉีดยาลดบวมและยิงเลเซอร แล้วในที่สุดก็มาถึงการตัดไหมครั้งแรกที่รอคอย...! ตัดไหมบริเวณจอนผมแทบไม่เจ็บเลย แค่จี๊ดนิดหน่อยเท่านั้น แต่ตอนตัดไหมตรงแผลในปากเจ็บจี๊ดมากจนเผลอน้ำตาคลอ พอฉันเจ็บ คุณหมอเลยพูดว่า ทำยังไงดี จมูกยังเจ็บกว่าอีก...ฉันก็แบบ เฮ้ย แล้วจะทำยังไงดี แต่จริงๆ มันเจ็บกว่าจริงๆ ค่ะ พอสะเก็ดเลือดหลุดพร้อมกันน้ำตาก็ไหลพรากเลย...แถมจมูกก็ยังตัดไหมไม่หมด แค่ตรงฐานจมูกก่อนด้วยซ้ำ แค่นั้นก็ขนาดนี้แล้ว...วันที่ 10 จะเอาไหมในจมูกกับไหมที่หูออกอีกที จะไหวไหมเนี่ย หลังเสร็จคุณหมอเปิดภาพก่อน-หลัง CT ให้ดู แล้วบอกว่าใส่เข้าไปได้ดีมากและผ่าตัดสำเร็จดี โล่งใจ... วันที่ 8 : ความเจ็บในชีวิตประจำวันลดลงมากจนไม่ต้องกินยาแก้ปวดแล้ว รอยช้ำใต้ตาก็ยุบลงไปเยอะ แต่ใบหน้ายังหนักมาก และตอนกลางคืนยังตื่นเพราะคอเจ็บอยู่เหมือนเดิม วันนี้ก็ยิงเลเซอลดบวมอย่างขยันเช่นเคย...อยากอาบน้ำเร็วๆ แต่เขาบอกว่าต้องเอาไหมที่หูออกก่อนเลยต้องอดทนอยู่ วันที่ 9 : วันนี้ก็ยิงเลเซอลดบวมอีกครั้ง และความตึงในปากยังหนักอยู่ แต่ก็อ้าปากได้มากขึ้นกว่าช่วงแรกมากแล้ว(สอดนิ้วได้ 2 นิ้ว) และของที่ไม่แข็งก็พอทานได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ความอยากอาหารเลยพุ่งกลับมาอีก เลยเริ่มล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์อ่อนโยนแบบระวังๆ แทนการใช้ทิชชู่เช็ดเครื่องสำอางแล้ว วันที่ 11 : ในที่สุด..! ได้สระผมแล้ว ซึ้งมาก..เป็นวันที่เอาไหมที่หูออก เลยเอาที่ปิดหูกันสีย้อมผมมาซ้อน 2 ชั้นไว้บนผ้าพันแผลแล้วสระผมอย่างระวังสุดๆ ครั้งแรกในชีวิตที่ไม่สามารถสระผมได้ถึงขนาดนี้ ผมก็ต้องสระถึง 3 รอบ แถมผมร่วงเยอะมาก แต่ก็สดชื่นและดีสุดๆ... คุณหมอเอาอุปกรณ์คล้ายกล้องจุลทรรศน์ที่ใช้กับศีรษะ(?) แล้วค่อยๆ ดึงไหมออกอย่างละเอียดมาก ไม่รู้ว่าที่อื่นทำแบบนี้เหมือนกันไหม.. ยังไงก็ตามไหมในจมูกไม่ได้เจ็บเท่าตรงฐานจมูก ส่วนไหมที่หูเจ็บนิดหน่อยเพราะแผลเยอะ...ยังมีเลือดซึมอยู่นิดๆ เลยแสบมาก พอเอาไหมออกหมดอย่างสบายใจ คุณหมอก็ถามว่า มีตรงไหนไม่สบายไหม แต่คงไม่มีสินะ? แล้วก็ถามอย่างมั่นใจ บอกให้กลับมาตรวจอาการอีกทีตอนครบ 2 เดือน แม้จะยุ่งก็เถอะ วันนี้ก็ยิงเลเซอลดบวมต่อ เดินเล่นนิดหน่อย แล้วก็ไปซื้อทริปไลน์กับตังกุยซูซานมาลองกิน 3 วัน ไม่รู้จะได้ผลไหม แต่ตอนนี้เหมือนขั้นตอนที่เหนื่อยที่สุดจบไปแล้วก็รู้สึกท่วมท้น...หูคงต้องระวังมากไปอีกพักใหญ่เลย ใส่หน้ากากก็ยังเจ็บอยู่ พอฆ่าเชื้อด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ก็ฟู่ฟ่อเลย ทายาบ่อยๆ ด้วย...พอเวลาผ่านไปหูก็คงดีขึ้นแหละ เวลาเป็นยาจริงๆ นะ วันที่ 12 : รอยช้ำที่มีน้อยอยู่แล้วหายหมดแล้ว แต่พอเช็กจากกล้องหลังแล้วเห็นว่าบวม เลยตกใจและไปยิงเลเซอลดบวม วันนี้ได้เดินเกินหนึ่งหมื่นก้าวครั้งแรกด้วย..แต่หนาวเกินไปเลยเดินเกินสองหมื่นก้าวไม่ได้ วันที่ 13 : ถ้าอากาศหนาวมากเกินไป ฉันว่าการออกไปเดินเล่นกลับไม่ดีนะ เมื่อวานโดนลมหนาวมากไปเลยน้ำมูกไหลและเริ่มเหมือนจะเป็นหวัด ก็เลยยกเลิกการเดินเล่น...วันนี้ยิงเลเซอลดบวมครั้งสุดท้ายแล้ว และถ่าย CT กับรูปอีกครั้ง นัดไว้ว่าจะไปติดตามอาการตอนครบ 2 เดือน เพราะงั้นช่วงนี้คงไม่มีธุระต้องไปโรงพยาบาลแล้ว ยาเองพรุ่งนี้ก็จะหมดแล้วด้วย เพราะสัปดาห์แรกที่สติพร่าเพราะความเจ็บ ตอนนี้ยังไม่อยากเชื่อเลยว่าผ่านมา 2 สัปดาห์แล้ว...มาคิดดูตอนนี้ก็รู้สึกว่ากล้าบ้าบิ่นมากจริงๆ ยังไม่อยากเชื่ออยู่เลย...ตอนเขียนโพสต์นี้น่าจะเป็นวันที่ 3 หรือ 4 มั้ง ความรู้สึกมันแปลกๆ และประหลาดมาก...ความรู้สึกแปลกแยกบนใบหน้า ความตึงในปาก และอาการแสบที่หู รวมถึงความไม่สบายเล็กๆ น้อยๆ กับความเจ็บยังมีอยู่เหมือนเดิม หวังว่าจะยุบหมดเร็วๆ แล้วจะกลับมาเขียนรีวิวตอนครบ 2 เดือนนะคะ! ตอนจบที่เขียนตอนมึนๆ *ตอนนี้ยังบวมเป่งอยู่เลยเลยยังไม่แน่ใจเท่าไร แต่ก็เห็นแล้วว่าโหนกแก้มหายไปแล้ว ถึงจะลงมือทำไปแล้วก็ตาม...ฉันก็ยังตระหนักอยู่เรื่อยๆ ว่าตัวเองผ่านการผ่าตัดใหญ่จริงๆ อยู่คนเดียวแล้วก็ลำบาก แต่ก็ยังพยายามปลอบตัวเองว่า การไม่ให้พ่อแม่เห็นภาพที่ฉันบวมเป่งและเจ็บทรมานแบบนี้คงเป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้วใช่ไหม...? คิดถึงแม่มากๆ ถ้าท่านสังเกตได้ว่าฉันผ่าตัดมา จะสารภาพตรงๆ ทั้งหมดเลยดีไหม หรือจะแก้ตัวว่าไปทำหัตถการมาดี...สิ่งที่รู้สึกเสียใจหลังผ่าตัดครั้งนี้คือ ความรู้สึกผิดที่มีต่อพ่อแม่มันใหญ่มากจนทรมานทางใจ ฉันเขียนรีวิวละเอียดขนาดนี้เพราะถ้าใครที่โหนกแก้มปกติระดับทั่วไป หรือไม่เคยได้ยินคำพูดเหยียดโหนกแก้มแบบอะไรทำนองจิ๊กซอว์เลย ฉันอยากให้คุณไม่ต้องทำจะดีกว่า ฉันเดินดูโรงพยาบาลมาเกิน 12 ที่สำหรับทั้งจมูกและโหนกแก้มจริงๆ มันเจ็บปวดมาก และเป็นการผ่าตัดใหญ่เกินกว่าที่คิดไว้มาก โหนกแก้มแค่ชนิดเดียวก็เจ็บขนาดนี้แล้ว คนที่ทำตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปจะทนกันได้ยังไง...สุดยอดจริงๆ พอเห็นบางคนที่รูปหน้าออกมาค่อนข้างเรียบและธรรมดา ก็ยังทำคอนทัวร์กันตามที่แอปพวกนั้นบอกว่ามันแค่เรื่องง่ายๆ อยู่บ่อยๆ เลย
โพสต์อื่นในหมวดนี้
รีวิวศัลยกรรมโหนกแก้ม@cheekbone-review9 ธ.ค. รีวิว Item จากทุกคนในชุมชน
ไปปรึกษาหลังจากอ่านรีวิวมาแล้ว ค่าใช้จ่ายก็โอเค การปรึกษาก็โอเค เลยวางมัดจำแล้วผ่าตัดที่นี่ คุณหมอคือคุณหมอจองอูจิน และเพราะเป็นผู้ชาย ท่านเลยบอกตอนปรึกษาว่าควรทำให้ดูเป็นธรรมชาติ ก็ให้คำปรึกษาตามนั้น…
รีวิวศัลยกรรมโหนกแก้ม@cheekbone-review9 ธ.ค. รีวิว Gyarumhan จากทุกคนในชุมชน
คุณหมอพัคให้คำปรึกษาอย่างละเอียดมากกว่า 40 นาที อธิบายแบบว่า “ตรงนี้ตรงนั้นต้องทำแบบนี้เพราะเหตุผลนี้” และวิจารณ์หน้าฉันตรงมากเลย ซึ่งฉันกลับชอบมากกว่า ผู้จัดการห้องปรึกษาก็ใจดี ดูเหมือนจะทำออกมาได้เป็นธรรมชาติและดี
รีวิวศัลยกรรมโหนกแก้ม@cheekbone-review8 ธ.ค. [Clinic A] รีวิว
มีแค่การปรึกษากับหัวหน้าทีม ไม่มีปรึกษากับหมอเจ้าของคลินิก.. ถึงจะเป็นหัตถการ แต่ตอนแรกฉันไปเพราะกำลังหาฉีดปรับรูปหน้าแบบไม่มีสเตียรอยด์ แล้วดันสะดุดกับคำว่าโปรโมชันเลยไปมา ถึงอย่างนั้นฉีดปรับรูปหน้าก็เห็นผลแน่นอนนะ…
รีวิวศัลยกรรมโหนกแก้ม@cheekbone-review7 ธ.ค. รีวิว Alice
ฉีดโบท็อกซ์กรามมาแล้ว ผลลัพธ์ดีมากแน่นอน คนเยอะมากเลยต้องรอนาน และระบบที่เหมือนโรงงานนิดๆ ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไร แต่ก็เข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะของโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญเรื่องฉีดโบท็อกซ์ แต่ถ้าไม่ไปฉีดอีก มันก็จะกลับมา เลยคงต้องไปฉีดซ้ำ
รีวิวศัลยกรรมโหนกแก้ม@cheekbone-review7 ธ.ค. รีวิว Alice
ฉันฉีดโบท็อกซ์กรามมาแล้วได้ผลดีมากค่ะ แต่คนเยอะมากเลย เวลารอนานกับระบบที่ค่อนข้างเหมือนสายพานโรงงานนี่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่เพราะเป็นคลินิกที่เชี่ยวชาญเรื่องโบท็อกซ์ก็เลยพอเข้าใจได้ค่ะ แต่ถ้าไม่ฉีดซ้ำมันก็จะกลับมาเหมือนเดิมอีก…
รีวิวศัลยกรรมโหนกแก้ม@cheekbone-review6 ธ.ค. รีวิวหน้าเรียว
เพราะกังวลเรื่องกรามเหลี่ยมเลยลองค้นหาคลินิกดู แล้วเห็นรีวิวของผู้อำนวยการพัคนโนฮยอกดีมาก และรูปก่อนหลังดูเป็นงานที่ทำออกมาได้ธรรมชาติ เลยไปปรึกษาค่ะ ตอนคุณหมอให้คำปรึกษา ยังไม่ทันที่ฉันจะพูด…