รูปด้านบนคือก่อนผ่าตัด / ด้านล่างคือหลังผ่าตัดค่ะ ตอนนี้สันจมูกยังเจ็บอยู่ เลยยังเอาความมัน/สิวเสี้ยนออกไม่ได้ ช่วยมองแบบตาพร่าหน่อยนะคะ...^_T
0. การผ่าตัดครั้งแรก ตอนนั้นไปเพื่อแก้จมูกเบี้ยว แล้วได้ใส่ซิลิโคน 1.5 มม. + กระดูกอ่อนหู (เขาบอกแบบนั้น แต่ตอนถอดออกถึงเห็นว่าใช้กระดูกอ่อนผนังกั้นจมูกด้วย)
เหตุผลที่ตัดสินใจถอดออก หลังผ่าตัดยังไม่ถึง 6 เดือน กระดูกอ่อนหูก็เริ่มเห็นทะลุที่ปลายจมูก โรงพยาบาลแนะนำให้ผ่าตัดแก้ในราคาครึ่งหนึ่งของค่าผ่าตัดครั้งแรก ตอนนั้นกลัวเลยปล่อยไว้ค่ะ เขาบอกว่าภายใน 1 ปีจะสบายขึ้น แต่ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ผ่านไป 7-8 ปี แว่นกันแดดหรือหน้ากากอนามัยกดจมูกจนใส่ไม่ได้ พอเวลาผ่านไป แม้อยู่เฉยๆ ซิลิโคนก็กดจมูกลง และสุดท้ายความรู้สึกเหมือนมีเสาปักอยู่กลางหน้าก็ไม่หายไปเลย แม้อยู่เฉยๆ ตั้งแต่ประมาณ 4-5 ปีหลังผ่าตัด ก็มีอาการคันจนอยากเกาเยื่อบุด้านในรูจมูกซ้าย อันนี้ทรมานที่สุดและอยากร้องไห้มากค่ะ ข้างในจมูกกระดูกก็เบี้ยว มองจากด้านบนซิลิโคนก็เอียงด้วย แถมมีโรคจมูกอักเสบอีก ข้างหนึ่งของจมูกเลยตันอยู่ตลอด
จริงๆ เบื่อหน่ายมาก แต่รู้ช้าเกินไปว่าถอดออกได้ และเพราะทำงานบริษัทที่ไม่สามารถลาพักร้อนต่อกับวันหยุดได้เด็ดขาด เลยทนมานานจริงๆ ค่ะ
1. เดินปรึกษาหลายที่ ลิงก์โพสต์ในชุมชน
2. วันผ่าตัด ถอดออกทั้งหมด + ผ่าแบบเปิด หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องพักฟื้น ล้างหน้า / ฆ่าเชื้อในปาก / เซ็นใบยินยอม แล้วเข้าห้องผ่าตัด
ทำด้วยยานอนหลับ 15 นาที + ยาชาเฉพาะที่ค่ะ พอถามว่าทำไมไม่ใช้ยาสลบทั้งตัว เขาบอกว่ายังไงยาสลบทั้งตัวก็มีความเสี่ยงสูงกว่า และหลังเปิดดูแล้วถ้ามีปัญหา ก็อาจมีกรณีที่ต้องคุยกับเราก่อนแล้วค่อยดำเนินการต่อ ระหว่างให้น้ำเกลือพร้อมยาที่ช่วยให้น้ำมูกกับน้ำลายน้อยลง ตอนฆ่าเชื้อทั่วใบหน้า รู้สึกแสบๆ เหมือนหลังทำเลเซอร์ เลยแอบกังวลว่าผิวจะพังไหม แต่ก็แค่คิดมากไปเอง.. คงมีอะไรบนผิวที่ต้องฆ่าเชื้อเยอะมั้งคะ...ㅎ หลังจากกำจัดขนจมูกและฆ่าเชื้อในจมูกแล้ว เขาบอกว่าถ้าง่วงก็นอนได้ คิดว่าน่าจะเริ่มยานอนหลับตอนนั้น หลังจากนั้นก็สะลึมสะลือแล้วตื่นขึ้นมา ได้กลิ่นไหม้ด้วย มีความรู้สึกเหมือนกำลังดันกระดูกด้วย และที่สำคัญคือได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ว่าเกือบเกิดเรื่องใหญ่แล้ว อะไรนะ อะไรกัน ในใจอยากถามมาก แต่ขยับไม่ไหวและกลัวมาก แล้วพอผ่าตัดเสร็จก็ได้ฟังทันที ตอนผ่าตัดครั้งแรก โรงพยาบาลบอกว่าเป็นซิลิโคน+กระดูกอ่อนหู แต่จริงๆ ใช้กระดูกอ่อนผนังกั้นจมูกไว้ด้วย และถ้าถอดด้วยวิธีปิด ก็อาจมองไม่เห็นก็ได้ค่ะ ตอนนั้นลังเลนิดหน่อยระหว่างแบบเปิดกับแบบปิด แต่เขาบอกว่าถ้าเคยทำแบบเปิดมา ถอดด้วยแบบเปิดจะปลอดภัยกว่า เลยเลือกแบบนั้น โชคดีจริงๆ ค่ะ ในขณะเดียวกันก็เพิ่งมารู้สึกโกรธทีหลัง ต่อให้ตอนผ่าตัดเขาทำเพราะบอกว่าจำเป็นจริงๆ หลังจากนั้นก็ควรบอกกันไม่ใช่เหรอคะ แต่พอดูในชุมชนนี้ เคสที่ไม่บอกแล้วผ่าตัดตามใจแบบนี้มีเยอะมากจริงๆ ㅠㅠ
3. หลังผ่าตัด วันผ่าตัด~มาตรวจวันถัดไป ในวันผ่าตัดรู้สึกได้ว่าเลือดไหลอยู่ในจมูก และเช้าวันถัดมาเลือดไหลมาถึงแก้ม แต่หลังเอาสำลีออกตอนเช้าวันถัดไปก็สะอาดดี และได้ทำเลเซอร์ลดบวมค่ะ
มาตรวจครบหนึ่งสัปดาห์ ถอดเฝือก ถอดไหมด้านหน้าจมูก ตรงหว่างคิ้วดูนูนขึ้นเล็กน้อย เขาบอกว่าอาจมีเลือดคั่ง เลยดูดเลือดออกประมาณ 0.01cc แล้วติดพลาสเตอร์ จากนั้นก็ทำเลเซอร์ลดบวมอีก... แล้วในที่สุด ว้าว! ในที่สุดก็ก้มศีรษะสระผมเองได้แล้ว ลาก่อนหนึ่งสัปดาห์ที่สระผมครั้งละ 10,000 วอน! แต่ความดีใจที่ในที่สุดจะล้างหน้าด้วยน้ำได้ กลับมาแค่ครึ่งเดียวเพราะพลาสเตอร์ที่ห้ามโดนน้ำค่ะ ยกเว้นจมูกแล้ว อาการบวมลดลง แต่รอยช้ำยังอยู่
มาตรวจหนึ่งสัปดาห์ครึ่ง เอาไหมละลายออก ถอดพลาสเตอร์! ในที่สุดก็ล้าง! หน้า! ด้วยน้ำ!
ครบหนึ่งเดือน ตอนนี้แตะปลายจมูกยังเจ็บอยู่ แต่ถ้าแบ่งจมูกเป็นครึ่งบนกับครึ่งล่าง ส่วนล่างเบาขึ้นมากค่ะ! สันจมูกยังเจ็บอยู่ และความรู้สึกเหมือนมีเสาปักก็ยังเหลืออยู่ แต่คลายลงมากเมื่อเทียบกับหลังผ่าตัดทันที เพราะแบบนั้นเลยรู้สึกเหมือนจมูกได้รับอิสระแค่ครึ่งเดียว แต่เพิ่งครบหนึ่งเดือน คงต้องรอดูต่อไปนะคะ
แผลเป็นจากการผ่าเปิดจมูกตอนนี้ดูเหมือนเล็กกว่าก่อนผ่าตัดถอดออกค่ะ แผลผ่าเปิดจากการผ่าตัดเดิมใหญ่จนคนที่มองจากด้านหน้าถามว่าไปบาดเจ็บมาหรือเปล่า.. ความไม่เท่ากันของรูจมูกก็ดีขึ้น และรูปทรงจมูกที่ข้างขวากับข้างซ้ายต่างกันก็ดีขึ้นจนมองด้วยตาเปล่าไม่ค่อยเห็นชัด แน่นอนว่าความสูงของจมูกลดลง แต่ตอนนี้พอใจค่ะ อาการคันในจมูกตอนนี้ก็แทบไม่รู้สึกแล้ว
ถ้าจะให้สบายขึ้นคงต้องรอ 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ถึงอย่างนั้น พอคิดว่าถ้ารอแล้วจะดีขึ้น ใจก็เบาลงค่ะ ขอให้ทุกคนที่กำลังค้นหารีวิวได้ผลลัพธ์ที่ดีนะคะ!
ถูกใจ 6