<เหตุผลที่ตัดสินใจผ่าตัด> ตั้งแต่เด็กฉันเกลียดใบหน้าทรงเหลี่ยมที่กว้างออกด้านข้างมาก โหนกแก้มด้านข้างที่ยื่นออกมาแม้จะใช้ผมปิดหรือใส่หน้ากาก ฉันชอบใส่หมวก แต่พอใส่แล้วรูปหน้ายิ่งเด่นและดูหน้าใหญ่ ความเศร้าที่ทำทรงผมได้ไม่อิสระ เพราะพ่อแม่คัดค้านหนักมาก เลยยังไม่ได้ทำมาจนถึงตอนนี้ แต่ก่อนที่อายุจะมากกว่านี้ ฉันตัดสินใจอย่างหนักแน่น สุดท้ายก็ไปทำมาแล้ว ถึงจะโดนดุหนักมากก็ตาม สุดท้ายพวกท่านก็ยอมแพ้แล้วค่ะ
เมื่อก่อนเคยไปปรึกษาที่โรงพยาบาลอื่นอยู่หลายครั้ง แต่โดยรวมรู้สึกไม่ค่อยเป็นมิตร เลยไม่ค่อยถูกใจ ที่โรงพยาบาลปรับโครงหน้า ทุกคนใจดี และตอนปรึกษาก็ไม่ได้กดดันมาก ชี้ให้เห็นเฉพาะส่วนที่จำเป็นจริงๆ และฉันยกคนดังสองคนเป็นภาพอ้างอิง เขาก็วิเคราะห์ให้ดีหลายอย่าง และเหนือสิ่งอื่นใด ฉันชอบตรงที่เขาทำเฉพาะศัลยกรรมโครงหน้าอย่างเดียว ไม่ใช่อย่างอื่น แล้วรูปรีวิวของคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ดูรีทัชเกินจริง แต่ให้ความรู้สึกว่า ถ้ากรอกระดูกจริงๆ ก็คงออกมาประมาณนี้ เลยรู้สึกเชื่อถือได้ด้วย
-วันที่ 1 หลังผ่าตัด ตื่นขึ้นมาแล้วคลื่นไส้จนคิดว่าจะตาย... ถึงขั้นรู้สึกว่าคนที่บอกว่าเดินออกไปได้ปกตินี่เก่งมาก คลื่นไส้จนได้อาเจียนนิดหน่อย แล้วเปื้อนผ้าห่ม แต่เขาบอกว่าไม่เป็นไร หลังผ่าตัด ใบหน้าไม่ได้เจ็บมากเท่าไร เพราะสายรัดหน้าดึงไว้เลยรู้สึกผิวเจ็บนิดหน่อย ไม่ได้มีปัญหาอย่างชาหรือไม่มีความรู้สึกตรงไหน แล้วแปลกมากที่พอจับก็รู้สึกได้ว่าโหนกแก้มด้านข้างเข้าไปด้านในแล้ว หลังจากขย้อนอยู่ประมาณหนึ่งสองชั่วโมงจนท้องว่าง ก็รู้สึกดีขึ้น เลยออกจากโรงพยาบาล รับยาตามใบสั่งที่ร้านยา จองโรงแรมแล้วนอน ร่างกายไม่มีแรง และฉันเป็นคนต่างจังหวัด สภาพแบบนี้ขึ้นรถไฟกลับวันเดียวกันไม่ไหวจริงๆ คนที่ขึ้นมาจากต่างจังหวัด แนะนำให้จองห้องแล้วนอนค้างไปเลยก่อนกลับ
-วันที่ 2~3 มีความไม่สะดวกเพราะตอนนอนนอนตะแคงไม่ได้ แต่โชคดีที่หน้าไม่เจ็บ เขาบอกให้กินอาหารเหลว ฉันเลยซื้อ New Care มากิน ดื่มน้ำเยอะๆ กินซุป กินคาสเทลลาชิ้นเล็กกับเต้าหู้อ่อนด้วย เพราะอ้าปากไม่ค่อยได้ ตอนกินก็มีความไม่สะดวก เรื่องหน้าบวม ปกติฉันไม่ใช่คนที่บวมง่าย แต่เพราะมีแผลผ่าตัดในช่องปาก ยังไงก็บวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รอยช้ำมีแค่รอยช้ำเหลืองๆ นอกจากนั้นไม่มี ตอนอาบน้ำติดแผ่นกันน้ำที่เขาให้มาด้วย
-สัปดาห์ที่ 1 วันนั้นขึ้นไปตัดไหมโหนกแก้มแล้วกลับลงมา รอยช้ำสีเหลืองไหลลงมาตามแถวโหนกแก้มและคอ แต่เพราะประคบเย็นอย่างขยัน รอยช้ำที่คอก็หายหมดเร็วมาก เหลือแค่รอยช้ำที่โหนกแก้มซ้ายเล็กน้อย แล้วฉันอยากกินเนื้อมาก แต่พอกินเนื้อแผ่นเล็กๆ หนึ่งชิ้น ก็เริ่มลำบาก () เลยกินโจ๊กเนื้อผักกับก๋วยเตี๋ยว เริ่มแปรงฟันเบาๆ แล้วด้วย แต่เพราะอ้าปากไม่ได้ ทุกครั้งที่แปรงฟันจะปวดกรามนิดหน่อย
-สัปดาห์ที่ 2~3 สัปดาห์ที่ 2 ไปตัดไหมในช่องปากและถ่าย CT ตอนดึงไหมออกเจ็บนิดหน่อย แต่ทนได้ มีเลือดออกบ้าง แต่หยุดเร็ว จริงๆ แล้วแม้แต่วันผ่าตัด ฉันก็ไม่มีเลือดออกในช่องปาก เลยไม่ต้องกัดผ้าก๊อซ ถือว่าโชคดี และตั้งแต่ตอนนี้เริ่มกินอะไรหลายอย่างมากขึ้น กินพิซซ่า กินไก่โดยหั่นเป็นชิ้นเล็กมากๆ แม่ทำของที่เอาไปคลุกกับเนื้อบดให้กินด้วย ต้มซุปสาหร่ายให้นิ่มๆ แล้วกิน สรุปคือถ้ากินได้ ก็พยายามกินอย่างระวัง... เพราะยังไงการกินก็น่าจะสำคัญต่อการฟื้นตัว...
-หลังหนึ่งเดือน วันนี้ก็ขึ้นไปถ่ายภาพอีก ยืนยันว่ากระดูกติดดีแล้ว และกำลังกลับลงมา ตอนนี้ใช้ชีวิตได้อิสระขึ้นอีกหน่อย รู้สึกดีค่ะ อาการบวมที่หน้าแน่นอนว่าลดลงไปมากเมื่อเทียบกับตอนครบหนึ่งสัปดาห์ แต่ยังรู้สึกว่าอาการบวมในปากยังไม่ค่อยยุบเท่าไร เฉพาะบริเวณแก้มยังมีความรู้สึกตึงแน่น เพราะบวม ตอนแรกเลยสงสัยว่ากรามเหลี่ยมถูกกรอจริงหรือเปล่า แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เส้นกรอบหน้าเริ่มเห็นชัดขึ้น เลยยิ่งรอคอยหลังจากนี้อีกหลายเดือน เวลาถ่ายด้วยกล้อง เพราะมุมรับภาพของเลนส์เลยดูบวม แต่ตัวจริงหน้าเรียว เลยพอใจค่ะ โดยเฉพาะเวลาใส่หน้ากากกับหมวก โหนกแก้มไม่ยื่นออกมา ดีมาก คิดว่าต้องตั้งใจดูแลอาการบวมเล็กๆ ที่เหลือแล้วค่ะ เพราะประคบอุ่นแบบลวกๆ ไป T.T
ยังไงโดยรวมก็พอใจ แต่ถ้านึกถึงวันแรก คงทำสองครั้งไม่ไหวค่ะ แต่ถ้าต้องทำอีก ก็คงทำนะคะ
รีวิวนี้เป็นรีวิวการผ่าตัดที่มุ่งเน้นความงามแบบธรรมชาติ