สวัสดีค่ะ
ฉันเป็นคนโง่ที่เห็นเพื่อนโผล่มาพร้อมจมูกที่ไปทำศัลยกรรมมา แล้วด้วยความอิจฉาก็เลยไปทำตามด้วย
ตอนนั้นฉันเพิ่งอายุยี่สิบกว่า ๆ เอง สมัยนั้นคอมมูนิตี้เกี่ยวกับศัลยกรรมความงามก็ไม่ได้คึกคักมากนัก (ต่อให้คึกคักฉันก็คงไม่รู้) แล้วก็ยังอายุน้อยเลยไม่เห็นต้องกลัวเตียงผ่าตัดอะไรเลย
นั่นคือเมื่อประมาณ 12 ปีก่อน พอตอนนี้แต่งงาน มีสามี มีลูก กลายเป็นคุณแม่วัย 30 กว่าแล้ว ก็ถึงได้รู้ว่าตอนนั้นฉันโง่และไม่รู้อะไรเอาเสียเลย..
แน่นอนว่าแม้ตอนนี้จะเอาออกแล้ว ฉันก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกไหม หรือเลือกโรงพยาบาลถูกหรือเปล่า ตอนผ่าตัดครั้งแรกก็อยู่ได้ปกติดีตั้ง 10 ปี แล้วอยู่ ๆ ช่วงหลังเพิ่งมีปัญหาเกิดขึ้น ดังนั้นหลังเอาออกแล้วช่วงนี้ก็น่าจะยังใช้ชีวิตได้โดยไม่มีปัญหาใหญ่ ๆ
ถ้าโชคดี ฉันอาจจะอยู่แบบนี้ไปจนหมดอายุขัย แต่ถ้าไม่ใช่ ก็อาจจะมีปัญหาที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีกในราว 10 ปีข้างหน้าได้
จริง ๆ ฉันอยากจะเล่ารายละเอียดเรื่องผ่าตัดครั้งแรกอีกเยอะมาก แต่มีเรื่องจะพูดเยอะจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน เลยขอพักไว้เท่านี้ แล้วจะเริ่มเล่าเรื่องการเอาออกแบบจริงจังนะคะ
น่าจะเริ่มตั้งแต่หลังลูกคลอดค่ะ ลูกนอนไม่ค่อยหลับเลย จนถึงอายุ 6 เดือน ฉันก็ไม่เคยนอนเกินวันละ 3 ชั่วโมงเลย หลังจากนั้นก็ดีขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ยังไม่เคยได้นอนเต็มอิ่มตามใจตัวเองจริง ๆ สักเท่าไหร่ ช่วงนั้นเหมือนจะเริ่มปวดตรงหว่างคิ้วเป็นครั้งคราว ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าเป็นปฏิกิริยาการอักเสบจากซิลิโคน..
ประมาณ 1 ปีต่อมา อาการปวดตรงหว่างคิ้วก็หนักขึ้น และด้านซ้ายของสันจมูกก็เริ่มปวดไปด้วย ความปวดที่สันจมูกยิ่งแรงกว่าอีก จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังโง่เกินกว่าจะโยงสาเหตุเข้ากับการทำจมูกได้
หนึ่งเดือนก่อนเอาออก ฉันถึงขั้นมีไข้ต่ำด้วย อุณหภูมิขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่แถว 37.2-37.4 องศา หน้ารู้สึกร้อนวูบ ๆ มีอาการปวดหัว แล้วร่างกายก็อ่อนล้าไปหมด เพราะเลี้ยงลูกแล้วฉันเป็นลมเจ็บบ่อย เลยคิดว่าอาจจะเป็นแค่ไม่สบายอีกครั้งแล้วไปหาหมออายุรกรรม แต่กินยาแล้วไข้ก็ไม่ลง ไปตรวจโควิด ไป ENT ไปโรงพยาบาลใหญ่ ตรวจแทบทุกอย่าง เอายามาก็ไม่ช่วยอะไร สุดท้ายเป็นไข้ยาว 2 สัปดาห์ แล้วอยู่ ๆ ก็หายไป พอฉันค้นหาข้อมูลในช่วงนั้น ก็ไปเจอว่ามันอาจเป็นปฏิกิริยาการอักเสบจากซิลิโคนได้
เขาบอกว่าพอภูมิคุ้มกันอ่อนลง เซลล์ภูมิคุ้มกันจะต้านเซลล์กระตุ้นการอักเสบที่เกาะอยู่บนซิลิโคนไม่ได้ ก็จะเกิดการอักเสบขึ้น พอผ่านกระบวนการแบบนี้ซ้ำ ๆ การอักเสบก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นและเกิดการหดรัดตามมา สำหรับฉัน คิดว่าน่าจะเป็นเพราะนอนไม่พอเป็นเวลานานจนภูมิคุ้มกันตก พอได้ฟังทฤษฎีตอนปรึกษา ก็เลยเข้าใจว่าทำไมอาการปวดถึงค่อย ๆ หนักขึ้นและลามกว้างขึ้น
ฉันเลยตัดสินว่า พออายุมากขึ้น ต่อให้ดูแลยังไงภูมิคุ้มกันก็ต้องลดลงอยู่ดี คงไม่สามารถมีซิลิโคนนี้ไปตลอดชีวิตได้ แล้วก็เลยตัดสินใจผ่าตัดเอาออกทันที สามีฉันเป็นห่วงเรื่องการผ่าตัด เลยห้ามไม่ให้แตะมัน บอกให้ปล่อยไว้เฉย ๆ (ตอนผ่าคลอดเขายังร้องไห้เพราะกลัวว่าฉันจะตายออกมาเลย) แต่ฉันรู้สึกว่านี่เป็นการผ่าตัดที่ยังไงก็ต้องทำสักวัน เลยคิดว่าควรทำตอนที่ยังอายุน้อยกว่านี้สักหน่อย
นอกจากความเจ็บแล้ว ฉันยังกังวลว่าถ้าเกิดการหดรัดขึ้นมาจริง ๆ จะรับไม่ไหวด้วย และความรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมก็ค่อนข้างชัดมากด้วย (ตอนเล่นกับลูกแล้วโดนชนแรง ๆ ยังรู้สึกเจ็บเหมือนกระดูกจะหักเลย แล้วก็แข็งมากจนบีบจมูกแบบหมูยังไม่ได้อีก อันนี้ไม่ชอบสุด ๆ)
วันที่ผ่าตัด ฉันทั้งเกร็งทั้งกลัวมาก จนภาพความทรงจำตอนที่เคยผ่าตัดแบบสนุก(?) ในวัย 20 กว่ามาซ้อนทับกัน แล้วก็คิดว่า เฮ้ย ตอนนั้นฉันบ้าไปจริง ๆ
หลังผ่าตัดเขาเอาของที่อยู่ในจมูกให้ดู มันน่าขยะแขยงมาก... ซิลิโคนก็เป็นรูปตัว L ด้วย (ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นตัว L) กระดูกอ่อนก็ดูหนา ๆ และพังผืดก็น่าขนลุกมาก
แปลกที่แม้จะเอาออกแล้ว ฉันยังรู้สึกเจ็บที่ด้านซ้ายของสันจมูกอยู่ชัดเจน เลยกังวลว่าหรือจะเอาพังผืดออกไม่หมด แต่พอถอดเฝือกจมูกแล้ว สันจมูกทั้งซ้าย ขวา และตรงกลางก็ปวดจี๊ดแบบไม่ปรานี ตอนนี้ก็แทบจะยุบลงหมดแล้ว
เขาบอกว่าน่าจะเป็นเพราะตอนเอาพังผืดออกมีการรื้อบริเวณสันจมูกพอสมควร เลยเป็นแบบนั้น
อ้อ อาการปวดตรงหว่างคิ้วไม่มีเลยนะ!
ส่วนเรื่องการหดรัด... ตอนนี้เพิ่งสัปดาห์ที่ 2 เลยยังไม่เข้าสู่ระยะหดตัว คุณหมอบอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องการหดรัดมากนัก บอกว่ามีอาการปวดและรู้สึกว่าเหมือนอักเสบ แต่จริง ๆ ไม่ได้อยู่ในภาวะอักเสบรุนแรง และก็ไม่มีการหดรัด จึงเอาออกได้ไม่มีปัญหา ฉันจะคอยอัปเดตตามอาการต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ
พอถอดเฝือกกับตัดไหมแล้ว อาการบวมก็ค่อย ๆ ยุบทุกวัน แต่รอยช้ำกลับยังไม่ค่อยหาย ตอนนี้ครบ 2 สัปดาห์แล้ว ยังมีรอยช้ำสีแดงที่แก้มอยู่เลย รอยช้ำสีม่วง สีน้ำเงิน และสีแดง โดยสีแดงจะหายช้าที่สุด
สุดท้ายคือส่วนที่ฉันกังวลที่สุด เรื่องที่ตะไบฮัมพ์ไว้... ฉันไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ตรงนั้นถูกตะไบกว้างเกินไปจริง ๆ จนฉันอยากฆ่าหมอที่ผ่าตัดครั้งแรกเลย แต่ก็ยังดีขึ้นทีละวัน โรงพยาบาลที่ทำการเอาออกบอกว่าบริเวณที่เคยมีซิลิโคนจะค่อย ๆ มีเนื้อเติมขึ้นมา ทำให้ขอบเหลี่ยมไม่เห็นชัด แต่พอดูรีวิวจากคนอื่น ๆ ในคอมมูนิตี้ บอกว่าสันจมูกที่ถูกตะไบไว้ภายหลังก็ไม่ได้ดีขึ้น
ตอนนี้ก็ขอเชื่อหมอไปก่อน (ฉันยังโง่พอที่จะเชื่อหมออยู่เลย) แล้วจะรอดูไปก่อน ถ้ารอแล้วไม่ดีขึ้น ฉันก็จะไม่ไปยุ่งอะไรกับมันอีกแล้ว จะใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป ขอแค่อย่าให้มีปัญหาอื่นเกิดขึ้นอีกในช่วงที่เหลือของชีวิตก็พอ
ข้อความยาวมากใช่ไหมคะ? ถ้ามีอะไรสงสัยถามมาได้เลย เดี๋ยวฉันว่างเมื่อไหร่จะมาตอบให้ค่ะ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็คงมีเรื่องกังวลกันเยอะ อย่าให้พวกนายหน้ามาปั่น แล้วคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจนะคะ และใครที่ยังไม่ได้ทำศัลยกรรม ขอเถอะอย่าทำเลย หน้าตาที่พ่อแม่ให้มานั้นสวยที่สุดแล้ว...