ไม่มีรูปก่อนผ่าตัด เลยจะรีวิวเป็นตัวหนังสือล้วน ๆ นะคะ ㅠ
ก่อนหน้านี้ก็แค่คิดเลือนรางว่า ถ้าจะทำหน้าคงต้องไปแตะกระดูกแหละ แล้วก็ไม่รู้อะไรเลยจนแทบแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าการปรับโครงหน้า/ผ่าตัดขากรรไกรต่างกันยังไง พอไปดูคลิปใน YouTube คลิปหนึ่งก็เกิดปิ๊งขึ้นมาเฉยเลย แล้วก็พุ่งไปจัดเลย
ฮื่อ.. จริง ๆ แล้วไม่น่าดูคลิปนั้นเลย ถ้าพูดตรง ๆ คือความรู้สึกก็มีทั้งเสียดายครึ่งหนึ่งแล้วก็รู้สึกว่าทำถูกครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้ถึงขั้นพอใจสุด ๆ อะไรขนาดนั้น
เพราะจริง ๆ แล้วแต่แรกปัญหาไม่ได้อยู่ที่รูปหน้า เลยทำให้ผลก่อน-หลังผ่าตัดไม่ได้ต่างมาก และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครจำได้เลย ㅠ
ทุ่มเงินก้อนใหญ่ แถมเอาวันลาพักร้อนมารวมใช้ไปด้วย กว่าจะผ่านมาลำบากลำบน แต่ถ้าเทียบกับทั้งหมดนั้นแล้ว อืม... ผลลัพธ์ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน ㅠ
แน่นอนว่าหน้าเรียวขึ้นจริง แต่ว่า อืม พ่อแม่ก็จำไม่ได้เหมือนกัน ㅠㅠ
บ่นไว้แค่นี้ก่อน แล้วจะเขียนทั้งเรื่องที่อยากบอกคนที่กำลังคิดจะผ่าตัดปรับโครงหน้า และประสบการณ์ส่วนตัวหลังผ่าตัดต่อเลยนะคะ
=================== ถ้ายังไม่ทำ อยากบอก =========================
1. ผลลัพธ์แบบพลิกชีวิตไม่ได้ออกมาเด่นชัดอย่างที่คิด เวลาเห็นรีวิวที่ทำโครงหน้าออกมาดี ก็จะคิดว่า โอ้ เราจะเป็นแบบนั้นได้ไหม? ฉันเองก็เป็นแบบนั้นแล้วก็เลยตัดสินใจทำ แต่ความจริงมันไม่ได้เห็นผลมากอย่างที่คิด ㅠ
แน่นอนว่ารู้สึกว่ารูปหน้าถูกจัดระเบียบให้ดูเรียบร้อยขึ้น แต่สุดท้ายแล้วหน้าก็ยังเป็นหน้าเดิมนั่นแหละ ㅠ
อย่างแรกเลย ถ้ายังมีไขมันอยู่ ต่อให้削กระดูกก็ยังถูกเนื้อที่คลุมอยู่ด้านบนบังไว้ เลยเห็นผลได้ไม่มาก ดังนั้นการลดน้ำหนักสำคัญมาก และพอผอมลงแล้วถ้ายังรู้สึกว่ารูปกระดูกมีปัญหาอยู่ ค่อยพิจารณาทำจะดีกว่า
กรณีของฉัน โหนกแก้มก็มีแค่นิดเดียว กรามก็แค่รู้สึกว่าถ้ามีอีกนิดจะดีกว่า ไม่ได้ถึงกับไม่มีเลย
คิดว่าคนส่วนใหญ่ก็คงประมาณนั้นแหละ
คนที่โหนกแก้มชัดเจนว่าไม่มีเลย หรือคนที่คางถอยมาก ๆ แน่นอนว่าจะเห็นผลมาก แต่ส่วนใหญ่คือพอทำตา-จมูกแล้วก็ยังคิดว่า ยังมีอะไรให้สวยขึ้นอีกไหม? แล้วก็มาลงเอยที่โครงหน้ากันมากกว่า
แค่ดูคนรอบตัวฉันเอง หลังทำตา-จมูกแล้วมันก็ไม่ค่อยเปลี่ยนไปมาก เลยหันไปหาโครงหน้า พอมองดูแล้วก็มีเพื่อนหลายคนที่คล้ายฉัน คือดูแล้วเหมือนจะไม่ได้เห็นผลชัดมาก
2. ถ้าตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าอาจไม่ได้เห็นผลแบบพลิกชีวิต ต้องคิดให้ดีว่าจะยอมรับผลข้างเคียงได้ไหม แน่นอนว่าหลังทำโครงหน้า รูปหน้าจะถูกจัดระเบียบมากขึ้น ดังนั้นมันสวยขึ้นกว่าก่อนทำจริง ๆ
แต่เหตุผลที่พอแล้วก็ยังมีคนห้ามกัน จริง ๆ ก็คือเรื่องผลข้างเคียงนี่แหละ
แน่นอนว่าเงินก็เป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควรจนเสียดายได้ แต่จริง ๆ เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นหลักหรอกใช่ไหมล่ะ (อย่างน้อยสำหรับฉันคือแบบนั้น)
ผลข้างเคียงหลักของการทำโครงหน้าที่ทุกคนรู้กันก็คือ ผิวหย่อน
เรื่องนี้ทุกคนน่าจะรู้กันอยู่แล้ว เพราะมีการเลาะชั้นเนื้อเยื่อออก พอร่างกายฟื้นแล้วต่อกลับเข้าไปก็ไม่ได้แนบสนิทสมบูรณ์ และเมื่อพื้นที่ที่กระดูกเคยครอบครองหายไป ผิวก็ย่อมต้องหย่อนลงมาอยู่ดี แค่หาข้อมูลเรื่องโครงหน้าเล็กน้อยก็รู้แล้ว
คนที่ยังจะทำโครงหน้าอยู่ทั้งที่รู้อยู่แล้ว ก็เพราะถึงจะต้องรับเรื่องผิวหย่อนก็ยังอยากหน้าเล็กลงและสวยขึ้นนั่นเอง
แต่จริง ๆ แล้ว คนที่เคยทำตาจะรู้ดีว่าการเปิดหัวตาแล้วมันจะใหญ่ขึ้นได้สักแค่ไหน ㅠ
โครงหน้าก็เหมือนกัน ㅠ ทำแล้วก็ขยับแค่ไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้น ไม่ได้ทำให้หน้าเปลี่ยนเป็นรูปหน้าดาราแบบพลิกทันทีนะ ㅠ
พอทำจริงแล้วกลับพบว่าไม่ได้เห็นผลมาก แต่การผ่าตัดก็ทำไปแล้ว ทีนี้ความเครียดเรื่องผิวหย่อนก็เริ่มต้นจากตรงนี้
ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งแย่ลงแน่ ๆ แล้วก็เครียดแต่เรื่องนี้ วนไปมาว่าทำไปทำไม.. สุดท้ายในหัวก็เหลือแต่ความคิดแบบนั้น ㅠ
เพราะงั้นต้องตระหนักเรื่องนี้ให้ชัดก่อนจะตัดสินใจนะคะ
อีกอย่างคือความรู้สึกบริเวณกรามไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม เลยคอยรำคาญอยู่ตลอด
แน่นอนว่าใช้ชีวิตได้ไม่ได้ลำบากมาก แต่เวลากินก็มักจะหก ๆ และน้ำลายก็มีบางครั้งที่คุมไม่อยู่จนไหลออกมา
คนที่เคยทำมาก่อนจะเข้าใจค่ะ ผลข้างเคียงนี้คุณหมอก็บอกไว้อย่างชัดเจน แต่ตอนนั้นก็จะคิดว่า เอาน่า ถ้าสวยขึ้นก็ยอมรับได้แค่นั้นแหละ
สิ่งสำคัญคือ ถ้าหลังทำแล้วผลลัพธ์ไม่ได้ออกมาแบบพลิกชีวิต จากนั้นสิ่งที่เคยได้ยินว่าเป็นผลข้างเคียงก็จะเริ่มวนกลับมาอยู่ในหัว แล้วความเครียดก็จะเริ่มขึ้น
ดังนั้นถ้าจะทำโครงหน้า ควรเป็นคนที่คิดว่า ฉันยอมรับผลข้างเคียงพวกนี้เพื่อให้ได้รูปหน้าที่ดูดีขึ้นนิดหน่อย! หรือเป็นคนที่รู้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าจะได้ผลแบบชัดมากจริง ๆ (ข้อนี้ฉันคิดว่าพอประเมินตัวเองได้ คนแบบนี้น่าจะไม่เริ่มคิดทำโครงหน้าก่อนตา-จมูกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว) ถึงจะเหมาะกับการทำโครงหน้าค่ะ
3. ทรงที่ดูเป็นธรรมชาติ พอได้ปรึกษา คุณจะเข้าใจเลยว่าคนที่คิดจะทำโครงหน้ามักจะมีโหนกแก้ม หรือไม่ก็ไม่มีคาง หรือมากเกินไป จนบางครั้งจะมีกรณีที่ขอในทิศทางตรงกันข้ามแบบเกินพอดี
เช่น คนที่กังวลว่าโหนกแก้มตัวเองมีนิดหน่อย ทำให้หน้าดูกว้างและใหญ่ ก็จะพยายามลดโหนกแก้มให้มากที่สุด
แต่ก็ต้องคิดถึงกรณีที่โหนกแก้มหายไปจนเกลี้ยงด้วย
ถ้าโหนกแก้มแบนราบหายไปเลยแล้วหน้าเป็นเส้นตรงลงมา อาจทำให้หน้าดูแปลกได้
ลองคิดดูจะเข้าใจง่าย ๆ ว่าโครงหน้าไม่ได้ทำให้ความยาวใบหน้าสั้นลง แต่พอโหนกแก้มยุบลง ความกว้างด้านข้างจะลดลง เลยยิ่งทำให้ดูหน้าที่ยาวขึ้นใช่ไหมล่ะ?
ดังนั้นพอทำโครงหน้าแล้ว หน้าอาจดูยาวขึ้นได้
ถ้าคุณชอบรูปหน้าที่ยาวมากก็โอเค แต่โดยทั่วไปแล้ว คนเรามักจินตนาการว่าหน้าตัวเองจะดูเรียวและเล็กลงโดยรวม ไม่ได้อยากให้ดูยาวขึ้นกว่าเดิม
เพราะฉะนั้นอย่ารีบคิดแบบสุดโต่งว่า ยังไงก็ต้องเก็บโหนกแก้มออก แล้วตัดกรามออก ให้พิจารณาขอบเขตที่เหมาะสมและรูปหน้าที่ต้องการให้ดี แล้วคุยกับคุณหมอให้ละเอียดพอสมควรจะดีกว่าค่ะ
ฉันโชคดีที่คุณหมอออกแบบให้ได้ดีและมีเซนส์ เลยถือว่าโชคดีมาก (จริง ๆ ฉันก็ไม่ค่อยรู้อะไรอยู่แล้ว เลยบอกให้จัดการให้เลย) แต่พอทำเสร็จแล้วก็แอบเอ๊ะขึ้นมาเหมือนกัน
แน่นอนว่าคุณหมอคงออกแบบได้ดีอยู่แล้ว แต่ควรคิดให้รอบคอบและคุยกับคุณหมอเรื่องแบบหน้าที่ตัวเองต้องการให้ชัดเจนนะคะ
โดยเฉพาะคนที่เอารูปดาราไปแล้วบอกว่า เอาหน้าแบบนี้? แบบนี้ไหม? มีเยอะมากแน่ ๆ แนะนำว่าให้เริ่มจากจินตนาการก่อนว่า ถ้าอิงจากหน้าตัวเองแล้วจะออกมาเป็นฟีลประมาณไหน แล้วค่อยกำหนดรูปหน้าที่ต้องการให้ชัด จากนั้นใช้รูปดาราเป็นแค่ข้อมูลเสริมเพื่ออธิบายอารมณ์ของทรงหน้าก็พอ
แบบนั้นจะพอทำแล้วความพึงพอใจสูงขึ้นค่ะ! ถ้าทำเสร็จแล้วค่อยมาคิดว่า น่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ก็คือสายไปแล้ว ㅠ
=================== ประสบการณ์หลังทำ ========================= โดยทั่วไปก็พูดกันว่า 1 สัปดาห์ถึง 10 วันก็ใช้ชีวิตประจำวันได้
อย่าเชื่อเด็ดขาด... ทุกคนรู้อยู่แล้วแหละว่า ถ้าไม่ใช่คนที่แบบ หน้าจะเปลี่ยนเป็นเหมือนมนุษย์ต่างดาวก็ยังออกไปเดินข้างนอกได้สบาย ๆ ละก็ จะเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าเป็นคนแบบนั้นก็คงไม่ต้องมาทำศัลยกรรมอยู่แล้วใช่ไหม?
สรุปสั้น ๆ ก่อนเลยคือ ควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 4 เดือนแล้วค่อยผ่าตัด และมันมีผลลัพธ์แน่นอนค่ะ! เพียงแต่ผลข้างเคียงดูจะใหญ่กว่าผลลัพธ์ เลยทำให้รู้สึกเสียดายและเสียใจ ㅠ
อย่างน้อยต้องถึงขั้นเคี้ยวได้ก่อน ถึงจะออกไปกินข้าวนอกบ้านและเจอคนได้
หลังผ่าตัดถึง 6 สัปดาห์จะยังต้องกินอาหารอ่อน ๆ จากนั้นถึงจะเริ่มเคี้ยวได้ทีละนิด แต่กว่ากล้ามเนื้อกรามจะยกกลับขึ้นมาก็ต้องเผื่อเวลาเพิ่มอีกหลายสัปดาห์
ปัญหาคือ ต่อให้เรื่องการกินดีขึ้นแล้ว อาการบวมก็ยังไม่หาย
ถ้าแค่ทำโหนกแก้มอย่างเดียวอาจจะพอไหว แต่คนที่แตะถึงกรามด้วยน่าจะยังมีอาการบวมที่กรามอยู่บ้าง
ของฉันรู้สึกว่าแปลกและอึดอัดต่อเนื่องไปจนประมาณ 3 เดือน
จริง ๆ แล้วก่อนทำดูดีกว่าอีก และเพราะช่วงนั้นดูแย่กว่าเดิมมาก จึงพูดได้เลยว่าถึง 3-4 เดือนก็ยังไม่อยากเจอใคร ㅠ
ก่อนหน้านั้นจะดูแย่กว่าตอนก่อนทำเสียอีก เลยไม่อยากออกไปไหนและไม่อยากเจอคน
พอผ่านไปประมาณ 3-4 เดือน แล้วเข้าสู่เดือนที่ 5 มั้ง อาการบวมที่กรามก็เริ่มยุบลงเยอะ และเริ่มเห็นหน้าที่ดีกว่าเดิม
ตั้งแต่นั้นมาก็โอเคขึ้นค่ะ เพราะผลของโครงหน้าเริ่มเห็นชัดจริง ๆ ทำให้สามารถออกไปพร้อมกับใบหน้าที่ดูสวยกว่าเดิมได้
แน่นอนว่าตั้งแต่หลังผ่าตัดไปแล้ว คุณจะยังต้องแบกความกังวลเรื่องผิวหย่อนและเรื่องความรู้สึกไว้ในหัวตลอด ㅠ
และตอนนี้ก็ยังมีบวมเล็ก ๆ อยู่ พอถ่ายรูปก็จะยิ่งรู้สึกกังวล และเวลาส่องกระจกก็ยังคอยคิดมากอยู่เรื่อย ๆ
แต่พอถึงตอนนั้น ถ่ายรูปออกมาก็จะดูดีกว่าเดิม แถมในชีวิตจริงก็ดูสวยขึ้นจริง ๆ ทำให้เริ่มได้สัมผัสผลลัพธ์ของการผ่าตัดอย่างเต็มที่!
หลังผ่าน 5 เดือนไปแล้ว ต่อให้รออีกก็ไม่ได้บวมยุบลงมากอะไร และก็ไม่ได้ถึงขั้นน่ากังวลมาก เลยแทบไม่ต้องห่วงเรื่องบวมแล้ว
สิ่งที่รู้สึกชัดเจนหลังทำก็คือ พอรูปหน้าเรียบร้อยขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะทำผมทรงไหนก็ดูเข้ากันมากขึ้น แล้วก็ให้ความรู้สึกว่าสวยขึ้นด้วย และจริง ๆ ก็เหมือนจะได้รับคำชมเรื่องหน้าตามากกว่าเมื่อก่อนด้วยนะคะ ผลลัพธ์มีแน่นอน
ดังนั้นก็พอใจประมาณครึ่งหนึ่งค่ะ! แต่ปัญหาคือ พอคิดว่าแลกกับผลข้างเคียงพวกนี้แล้วดีขึ้นแค่นี้เองเหรอ... ความคิดแบบนี้มันยังวนอยู่เรื่อย ๆ
ดังนั้นอยากให้ทุกคนลองคิดให้ดีว่า จะยอมรับผลข้างเคียงเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ได้ไหม! แล้วค่อยตัดสินใจนะคะ!
เขียนยืดมาขนาดนี้ก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้แหละ.. พอเขียนความคิดส่วนตัวแบบไม่มีบทนำเลยทำให้ยาวเกินไป และก็เหมือนไม่ได้เรียบเรียงดีเท่าไร แถมคงมีหลายอย่างที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว และอาจไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครสักคน เลยขอจบแค่นี้นะคะ!
ขอบคุณที่อ่านค่ะ!
*** ทิปช่วยลดบวมช่วงแรกหลังผ่าตัด
อ้อ แล้วอันนี้คิดว่าน่าจะมีคนไม่ค่อยรู้กัน เลยอยากบอกไว้ ยาลดบวมช่วงแรกหลังผ่าตัดอย่าง Tripline, Benosin, Bruna แนะนำมาก ๆ เลยค่ะ
เป็นของที่ช่อง Star Don Pharmacy ใน YouTube แนะนำไว้ ถ้ากิน 3 ตัวนี้ร่วมกันตั้งแต่หลังผ่าตัดใหม่ ๆ มาก ๆ จะสัมผัสได้เลยว่าบวมยุบลงไวค่ะ ฉันเห็นผลเยอะมากเลย
แน่นอนว่าใช้ได้เฉพาะช่วงบวมระยะแรกเท่านั้นนะคะ (ถึง 2 สัปดาห์)
แทนที่จะไปดื่มน้ำฟักทองหรือซื้อ Elass A ราคาแพง ๆ ฉันรู้สึกว่าชุด 3 ตัวนี้ดีกว่า เลยอยากแนะนำค่ะ!
ถูกใจ 18