ฉันตระเวนไป 8 โรงพยาบาล
ไม่มีโรงพยาบาลไหนที่ถูกใจหรือเข้ากับเกณฑ์ที่ฉันคิดไว้พอดี เลยไปมาถึง 8 ที่โดยไม่รู้ตัว ตอนแรกตั้งใจจะเทียบสักประมาณ 3 ที่แล้วค่อยตัดสินใจผ่าตัด และตั้งใจไว้ว่าอย่างช้าสุดคงทำภายในเดือนมิถุนายน...แต่เพราะเลือกโรงพยาบาลไม่ได้ เลยไปทำเอาเดือนกรกฎาคม
พอชอบวิธีผ่าตัดโหนกแก้ม ก็จะกังวลว่าพวกเขาผ่าตัดกรามเก่งไหม; พอชอบวิธีผ่าตัดคางก็กลับไม่ถูกใจ อะไรทำนองนั้น และที่สำคัญที่สุดก็คือ การตลาดก็คือการตลาด!!! ถ้ามีใครรับประกันได้ว่าหมอคนนั้นผ่าตัดเก่งจริงก็คงดี แต่คนที่รู้เรื่องนั้นจริง ๆ คงมีแค่คนที่เคยเข้าไปในห้องผ่าตัดด้วยกันเท่านั้นแหละ....
เหตุผลที่ฉันเลือก Note คือโชคดีที่ทั้งวิธีผ่าตัด ระบบ และการปรึกษาล้วนถูกใจฉัน และที่สำคัญมากคือมีคนรับประกันว่าคุณหมอผ่าตัดเก่งจริง เชื่อใจแล้วทำได้เลย
ตอนทำโครงหน้า 3 อย่างและดูดไขมัน จริง ๆ แล้วฉันไม่ได้มีความต้องการใหญ่โตอะไร เพราะฉันไม่ใช่วัย 20 หรือ 30 แล้ว การขอให้ทำเป็นรูปหน้าแบบดารานั้นเป็นไปไม่ได้.... สภาพโครงหน้าฉันค่อนข้างซับซ้อน จึงไม่สามารถทำให้ทุกอย่างพอใจได้ทั้งหมด เลยต้องจัดลำดับความสำคัญแล้วเลือกตัดสินใจ
เงื่อนไขของฉันคือ 1. ต้องไม่มีผลข้างเคียง หน้าที่ต้องมาก่อนความสวยงามอย่างเด็ดขาด 2. ต้องปรับปรุงโหนกแก้มด้านข้างเป็นอันดับแรก 3. ถ้าทำให้ด้านข้างดรามาติกไม่ได้ อย่างน้อยใบหน้าที่ฉันมองเห็นเองในกระจกคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับฉัน ดังนั้นฉันเลือกด้านหน้า => จะทำการกรอกระดูกโดยไม่ดันไปข้างหน้า 4. แต่จะผ่าตัดกับหมอที่เก่งทั้งกรอกระดูกและ T-osteotomy เท่านั้น (ฉันอยากได้มุมมองที่สมดุล) 5. ถ้าทำแล้วดีกว่าเดิม ฉันก็จะผ่าตัด แต่จะไม่ตั้งความคาดหวังไว้สูงสุด
สุดท้ายแล้ว ถึงทุกคนจะเถียงกันว่าวิธีผ่าตัดไหนดีกว่า แต่ตามแต่ละสถานการณ์ก็จะมีการผ่าตัดที่เหมาะที่สุด และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหมอทำผ่าตัดได้ถูกต้องจริงไหม!!! ฉันก็เลยคิดแบบนั้น
จริง ๆ ตอนแรกฉันไม่รู้จักที่นี่เลย แม้จะเจอในรีวิวบ้างเป็นครั้งคราว แต่ขออภัยนะ ฉันมองว่าเป็นที่ที่ไม่มีชื่อเสียงและไม่คิดจะไปด้วยซ้ำ พอไปคุยในโอเพนแชต ทุกคนก็พูดถึงกัน ฉันเลยไปหาใน YouTube แล้วระดมคนรู้จักทั้งหมดเพื่อเช็กว่าคุณหมอท่านนี้ผ่าตัดเก่งจริงไหมก่อนตัดสินใจ สิ่งที่ดึงดูดฉันคือส่วนที่พยายามปรับความไม่สมมาตรให้มากที่สุด และการปรึกษาก็ตรงไปตรงมา ทำให้รู้สึกสบายใจมากที่เขาอธิบายความคาดหวังของการผ่าตัดและแนวทางการปรับปรุงได้ชัดเจน ฉันเกลียดการพูดอ้อมค้อมจริง ๆ...ㅋㅋ
หลังผ่าตัด.... จริง ๆ เพิ่งไม่กี่วันเอง เลยยังไม่รู้เรื่องความสวยงามเท่าไหร่ โหนกแก้มมุม 45 องศาหายไปแล้ว และโหนกแก้มด้านข้างก็หายไปบ้าง...แต่ด้านข้างยังมีบวมบริเวณขมับอยู่ เลยยังไม่รู้เส้นที่ชัดเจน...ㅎㅎㅎ บริเวณใต้คางมีเทปกดทับหลายชั้นติดอยู่ เลยไม่รู้ว่าผิวหย่อนหรือเปล่า เรื่องนี้น่าจะต้องอย่างน้อย 3 เดือนถึงจะรู้ คิดว่าพอครบ 5 เดือนก็น่าจะชัดเจนขึ้น
ตอนนี้น่าจะประเมินได้แค่ระบบของโรงพยาบาลกับผลข้างเคียงเท่านั้น
จุดที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าคุณหมอยูฮันแซมผ่าตัดเก่งจริง
1. ยกเว้นบริเวณคางสองชั้นที่ดูดไขมันแล้ว ไม่มีรอยช้ำหรือเส้นเลือดแตก -> เพราะดูดไขมันคางสองชั้น เลยจะมีรอยช้ำสีเหลืองบริเวณคอ
2. การได้กลิ่นและการรับรสยังปกติดี ไม่มีอาการเจ็บบริเวณไซนัส โดยเฉพาะที่นี่ใช้ยาชนิดออกฤทธิ์ยาวแบบ sustained-release เพื่อช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องกินยาปฏิชีวนะ แค่กินยาตอนเช้าและตอนเย็นก็พอ แต่ยาลดปวดออกฤทธิ์ไม่ถึง 8 ชั่วโมง ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่เคยกินยาแก้ปวดเพิ่มเลย เจ็บน้อยกว่าผ่าตัดจมูกอีก
3. ความรู้สึกของริมฝีปากและทุกส่วนบนใบหน้ายังปกติดี ทุกคนรู้ใช่ไหม ก่อนผ่าตัดทุกคนกังวลเรื่องการเสียความรู้สึก ฉันเป็นคนที่คิดว่าถ้าหน้าที่เสียไปจะเสียใจไปทั้งชีวิต... เพราะฉะนั้นผลข้างเคียงคือสิ่งที่ฉันกังวลที่สุด คิ้วหรืออะไรก็ปกติดี สิ่งที่รู้สึกไม่ค่อยสบายคือบริเวณโหนกแก้มเหมือนชานิด ๆ ..? โหนกแก้มข้างหนึ่งมีอาการชาเล็กน้อย แต่ไม่ได้ทำให้ไม่สบาย
อ่า.. แน่นอนว่าไม่ปวดฟัน..ㅎㅎ และการสบฟันก็ไม่เพี้ยนด้วย
4. คุณหมอวิสัญญีที่นี่ดูเหมือนจะวางยาสลบเก่งมากด้วย ต่างจากภาพลักษณ์ในรูป ท่านพูดสำเนียงคยองซัง เลยทำเอาฉันตกใจเหมือนกัน ㅎㅎ ได้ยินกันบ่อยใช่ไหมว่าคอจะเจ็บ น่าจะใส่ท่อได้ดีหรือเปล่า? พูดตรง ๆ ฉันไม่ได้รู้สึกเจ็บคอมาก ฉันมีโรคประจำตัวที่ทำให้ใช้ยาบางชนิดไม่ได้เลยแจ้งไว้ล่วงหน้า และเขาก็ดูแลเป็นพิเศษ พอระหว่างพักฟื้นใช้ยานั้นไม่ได้ คอและเยื่อบุจมูกก็เลยบวมขึ้น มันเป็นแค่ความอึดอัดกับความรู้สึกแปลกปลอมมากกว่าจะเจ็บ
5. ท่อระบายเลือด... ก่อนผ่าตัดส่วนนี้ชวนสนใจมากจริง ๆ ฉันแนะนำโรงพยาบาลที่ใส่ท่อระบายเลือด!!!! และแน่นอนว่าถ้าเป็น 3 อย่าง ฉันแนะนำโรงพยาบาลที่นอนพักหนึ่งคืน!!!!
มีท่อระบายเลือดก็จะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ยังไงการทำศัลยกรรมโครงหน้าก็เป็นการผ่าตัดที่ไม่สบายอยู่แล้ว ทุกคนก็รู้ สำหรับโรงพยาบาล ท่อระบายเลือดหรือระบบการนอนพักก็ล้วนเป็นต้นทุน แม้แต่การใส่ท่อระบายเลือดไว้ พยาบาลก็ต้องคอยเอาออกเป็นระยะ จึงต้องใช้คนงาน
แต่ข้อดีของท่อระบายเลือดนี้คือ...พอมีมันแล้วก็ไม่ค่อยต้องกังวลเรื่องเสมหะปนเลือด.... หลังผ่าตัดฉันไม่เคยมีเสมหะปนเลือดเลย ไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ และไม่เคยมีเลือดกำเดาไหลเลย
แล้วพอวางยาสลบแบบทั่วไป ร่างกายจะเหนื่อยมาก.... คลื่นไส้ อาเจียน แล้วก็เวียนหัว....ㅠㅠ มันทรมานมาก.... ต้องทนช่วงที่หมดแรงจนขนาดจะดื่มน้ำยังขี้เกียจเลย แต่บางที่กลับโฆษณาเหมือนตัวเองเป็นเทพแห่งการผ่าตัดจนไม่ต้องใส่ท่อระบายเลือด ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลก็ได้ ใช่ไหม? ตอนแรกฉันก็แบบ ว้าว! เหมือนกัน แต่พอเจอเองแล้วมันคือโกหกทั้งหมด..ㅎㅎㅎㅎㅎ เป็นการโกหกทางการตลาดชั้นสูงเพื่อประหยัดต้นทุน..ㅎㅎ
อะไรก็ตาม ทำแบบมาตรฐานดีที่สุด
ค่าเช่าในคังนัมแพงมาก แถมต้องมีห้องพักผู้ป่วยไว้หลายห้อง และต้องจัดเวรกะดึกของพยาบาลด้วย ทั้งหมดนั้นคือเงินทั้งนั้น แม้มันจะเป็นเรื่องจริง แต่ก็เป็นแบบนั้นแหละ บางครั้งฉันรู้สึกว่าก็เหมือนโรงพยาบาลที่ต้องใช้ยาสลบแบบทั่วไปแต่กลับโฆษณาเหมือนเป็นห่วงคนไข้โดยใช้ยานอนหลับแทน การใช้ยาสลบทั่วไปต้องมีแพทย์เฉพาะทางวิสัญญีอีก ก็เพิ่มต้นทุนเข้าไปอีก...ㅎㅎㅎ
ขอโทษนะ TMI อีกแล้ว..
6. ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่พอเข้าทำงานก่อนเลิกงาน คุณหมอยูฮันแซมจะเข้ามาดูคนไข้ก่อน ท่านรับรายงานจากพยาบาลด้วย ต่างจากเวลาตรวจของโรงพยาบาล เวลาทำงานของคุณหมอยาวมาก....
7. การติดต่อสื่อสารกับผู้จัดการคลินิก/หัวหน้าสาขาราบรื่นมาก ฉันเคยเจอเรื่องที่ไม่สะดวกสุด ๆ จากโรงพยาบาลใหญ่อีกที่ เลยเห็นความต่างชัดมาก ที่นี่ผู้จัดการคลินิกน่ารักมาก... เสียงสดใสตลอด ทำให้เวลาฉันโทรไปกวนหรือถามอะไรอีกก็ไม่รู้สึกเขิน.... เขามีความสามารถทำให้คนสบายใจ..ㅎㅎ
8. มีชุดของใช้ที่จำเป็นหลังผ่าตัดให้ ที่นี่ของที่ต้องเตรียมเองน่าจะมีแค่ลิปบาล์มกับพวกเครื่องดื่มกินง่ายอย่าง New Care อ่า... ถ้ามีสำลีแผ่นหรือสำลีตัดไว้ก็น่าจะดี เพราะล้างหน้าไม่ได้ เวลาเช็ดทำความสะอาดจะดีมากถ้ามี นอกจากนี้ก็มีที่ทำความสะอาดลิ้น น้ำเกลือ 20cc แปรงสีฟันขนนุ่มละเอียดมากจริง ๆ (ไม่เคยเห็นแปรงขนนุ่มแบบนี้ขายทั่วไปเลยㅋㅋ) ถุงประคบเย็น สายรัดหน้า (สายรัดหน้าก็สีดำสวยมีสไตล์..ㅋㅋㅋ) ก้านสำลี และเอกสารข้อควรระวังหลังผ่าตัดที่พิมพ์ออกมาอย่างสวยงามใส่ไว้ในกระเป๋า เป็นโรงพยาบาลที่ใส่ใจรายละเอียดดีมาก
ยังส่งวิดีโอการดูแลตามช่วงเวลาไปให้ในมือถือด้วย
ยังไงก็ตาม หลังผ่าตัดฉันก็ไม่ได้ลำบากอะไรมาก.... ฉันผ่าตัดวันพุธ แล้วพอช่วงบ่ายวันพฤหัสก็รู้สึกดีขึ้นจนขับรถออกไปจัดการเรื่องเอกสารแป๊บหนึ่งแล้วกลับมา วันเสาร์ก็ไปทำงานด้วย วันเสาร์อ้าปากกว้างลำบาก เลยพูดเสียงดังไม่ค่อยได้ แต่ก็ทำงานได้ไม่มีปัญหาอะไร คิดว่าสัปดาห์หน้าจะทำงานได้สบายขึ้น ตอนนี้อาการบวมยุบลงไปเยอะแล้ว ปัจจุบันปิดปากได้สนิท และอาการบวมในปากก็หายไปมากแล้ว...ㅎㅎ เพราะงานของฉันต้องพูดเยอะเลยกังวลเรื่องการพูด แล้ววันจันทร์ก็เป็นวันที่งานยุ่งที่สุด แต่ดูเหมือนคงไม่ต้องกังวลแล้ว
หลังจากนี้ถ้ามีอาการเป็นอย่างไรจะกลับมาเขียนรีวิวอีก