โพสต์

รีวิวศัลยกรรมกราม

รีวิวผ่าตัดขากรรไกรยื่น (ASO)

สวัสดีค่ะ อยากจะมาเขียนรีวิวหลังผ่าตัดขากรรไกรยื่นมาได้ประมาณสองสัปดาห์ค่ะ ไม่ได้มีโรงพยาบาลมาขอให้เขียนด้วย แล้วก็เคยทำศัลยกรรมมาค่อนข้างเยอะ...?ˀ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ลองเขียนอะไรแบบนี้.. ที่เขียนก็เพราะว่าเรายังอายุน้อยมาก(ต้น 20) แต่เป็นคนที่สนใจรูปลักษณ์ตัวเองมากเลยเครียดเยอะมากค่ะ คนที่เครียดเรื่องนี้มานานกว่าหรือแม้แต่เด็กกว่าเรา แต่ไม่มีข้อมูลเรื่องการผ่าตัดเลย พอมีน้อยมีนิดก็อาจโดนบรอกเกอร์หลอกให้ถอนฟัน 4 ซี่แล้วมานั่งเสียใจหลังผ่าตัดก็ได้ เลยเขียนไว้เผื่อคนที่กำลังหาข้อมูลรีวิวหลังผ่าตัดค่ะ ไม่อยากให้รูปเราถูกเผยแพร่ แต่ก็อยากให้ดูเหมือนกันว่าเปลี่ยนไปยังไง เลยขอรูปจากโรงพยาบาลมา แล้วเอารูปที่ได้ก่อนผ่าตัด, รูปสัปดาห์ที่ 2 หลังผ่าตัด กับรูปเซลฟี่ที่ถ่ายไว้ก่อนหน้านี้ แล้วก็รูปวันที่ 9 ที่ลองทาลิปสติกเบาๆ หลังผ่าตัดมาอัปค่ะ ตอนนี้ผ่านไป 16 วันแล้ว ถึงจะยังรีวิวเร็วไปหน่อย แต่ก็อยากให้ข้อมูลช่วง 2 สัปดาห์ไว้ก่อนค่ะ เดี๋ยวถ้าผ่านไปอีกหน่อย อาจจะลืมไปเลยว่าสมัยที่ปากยื่นนั้นเป็นยังไง แล้วความตั้งใจที่อยากมาแชร์ข้อมูลก็คงหายไปด้วย เลยจะลงแค่ที่นี่ที่เดียว เพราะรู้สึกว่าเว็บนี้คัดบรอกเกอร์ได้ดีกว่าที่อื่นๆ มาก จากนี้ขอเล่าก่อนเลยว่า ก่อนผ่าตัดเราปากยื่นมาก แต่ก็ไม่เคยโดนว่าไม่สวยนะคะ เพราะปากยื่นเลยชอบทำให้คนมองไปที่ปาก เราเลยไปผ่าตาให้ดูสวยขึ้น แล้วก็เสริมจมูกให้มาช่วยกลบปากที่ยื่น แล้วก็ฉีดฟิลเลอร์คาง ทุกอย่างทำไปเพื่อปากล้วนๆ เลยค่ะ แล้วพอแต่งหน้าอีกก็จะได้ยินคำชมว่าสวยทุกที่ที่ไป แต่คำพูดที่ตามมาด้วยตลอดก็คือ ถ้าทำจมูกจะสวยกว่านี้ หรือคนที่สังเกตเก่งๆ ก็จะบอกว่าปัญหาคือปากค่ะ เราเจอคนเยอะก็เลยได้ยินเรื่องลักษณะภายนอกเยอะมาก แล้วถึงจะทำจมูกมาแล้ว ก็ยังมีคนพูดว่า ถ้าทำจมูกจะสวยนะ ทำเอาเครียดมากเลย ทั้งที่ทั้งหมดมันดูต่ำเพราะปากแท้ๆ.. คนที่ไม่ปากยื่นก็ไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่าปากยื่นคืออะไร^^ ก็แค่คิดว่าคล้ายเป็ดเท่านั้นเอง เลยไปปรึกษาทำจมูกแก้ใหม่อีกครั้ง แต่ทุกคนบอกว่าเพราะผิวเราบาง ตอนนี้ดันให้สูงกว่านี้ไม่ได้แล้ว สุดท้ายเลยตัดสินใจจะจัดการที่ปากโดยตรงเสียที เพราะเราเป็นคนปากยื่นอยู่แล้ว และยังต้องเอาเครื่องมือจัดฟันไปทำให้มันยื่นขึ้นกว่าเดิมอีก 2-3 ปีไม่ไหวด้วย แถมฟันเราก็เรียงสวยอยู่แล้ว คิดว่าจัดฟันก็น่าจะยุบเข้าไปได้แค่นิดเดียว เราไม่ชอบจัดฟัน แล้วก็เคยคิดเรื่องจัดฟันแบบคิลบอนด้วยนะ มันเป็นแบบติดด้านในฟัน ราคาก็ใกล้เคียงกับการผ่าตัด แต่พอคิดว่าจะต้องใส่เครื่องมือเป็นปีๆ แล้วจ่ายเงินพอๆ กับค่าผ่าตัดก็เลยตัดใจค่ะ ส่วนผ่าตัดขากรรไกร?ˀ ก็ไม่มีเงินมากขนาดนั้น แล้วเราก็มีคอมเพล็กซ์แค่เรื่องปาก ไม่คิดจะไปยุ่งกับส่วนอื่นเลย แล้วก็มีคนรอบตัวที่เคยผ่าตัดขากรรไกรอยู่หลายคน เรารู้ว่าหลังผ่าตัดบวมหนักมาก แค่จะยุบก็ใช้เวลาประมาณสองเดือน เราไม่มีทั้งเวลาพักและเงินมากพอขนาดนั้นเหมือนกันค่ะ เพราะงั้นเราเลยโฟกัสแค่การผ่าตัดปากยื่นอย่างเดียว พอหาข้อมูลเยอะๆ ก็จะคัดกรองคาเฟ่ที่มีบรอกเกอร์เยอะได้เองเลย เพราะพอขอให้ส่งข้อความมา สิ่งที่ทุกคนพูดเหมือนกันหมด ตั้งแต่ตอนเลือกโรงพยาบาล เราเสิร์ชทั้ง Google ทั้ง Naver ดูรีวิวปรึกษาทุกคืนก่อนนอนเลย โรงพยาบาลมีเยอะมาก แต่ไม่มีที่ไหนที่อยากไปแบบสุดๆ เราตั้งใจแน่วแน่จะจัดการปากยื่นแล้ว เลยอยากทำในที่ที่ดีจริงๆ.. เราตัดที่โปรโมตเยอะเกินไป ที่ถูกเกินไปมากๆ ที่รูปรีวิวหลังผ่าตัดแล้วทรงปากไม่ใช่แบบที่เราต้องการ และที่ใช้บรอกเกอร์ออก เหลือที่นี่เป็นที่แรกที่ไปปรึกษา เนื้อหาการปรึกษาก็เหมือนที่คนรีวิวโรงพยาบาลนี้กันไว้เลย เราก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน เรื่องราคาสูง?ˀ ก็คิดไว้แล้วก่อนจะไป ส่วนความมีอารมณ์ขันของคุณหมอ ความมั่นใจ บางคนรู้สึกไว้ใจมาก บางคนรู้สึกว่าไว้ใจน้อยลง เราเองคิดว่าไม่ใช่การผ่าตัดเล็กๆ เลยไม่ได้เขียนเพื่อรีบแนะนำโรงพยาบาลนะคะ ทุกคนควรหาข้อมูลเยอะๆ รีวิวของเราดูไว้เป็นแค่ข้อมูลประกอบก็พอ เราหลังปรึกษาแล้วรู้สึกไว้ใจ คิดว่าจะทำ เลยทำค่ะ การปรึกษาไปลองคุยเองดีที่สุดจริงๆ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ไปที่อื่นต่อ แล้วเราก็ไม่ได้ทำโหนกแก้มหรือกรามเหลี่ยมนะคะ เพราะหมอบอกว่าไม่จำเป็นเท่าไร

•ก่อนผ่าตัด~วันผ่าตัด• พอนัดวันผ่าตัดแล้ว จากตรงนั้นก็เริ่มหาคอนเทนต์รีวิวที่ลึกขึ้นจริงจังมากขึ้นค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงก่อนผ่าตัดก็ยังมีแต่คนบอกว่าสวยอยู่แล้ว แค่ปากมีปัญหา พอได้ยินแบบนั้นเยอะๆ ก็ยิ่งกลัวว่าจะผ่าตัดไปแล้วคนจะพูดว่า ทำทำไม สู้ก่อนผ่าตัดยังดีกว่า ตอนคุยกับหมอจนถึงก่อนจะขึ้นเตียงผ่าตัดจริงๆ เราก็ยังคิดอยู่ว่า แบบนี้ถูกแล้วเหรอ.. จากนั้นก็ดมยาสลบค่ะ เรากลัวการดมยาสลบมาก ไม่ใช่ยานอนหลับธรรมดาด้วย แต่พอได้ยินว่าให้หายใจเข้า แล้วเราหายใจปุ๊บ ลืมตาอีกทีก็อยู่ห้องพักฟื้นแล้ว.. ในปากมีเลือดค้างเต็มไปหมด คุณหมอก็ยื่นกระจกให้ค่ะ หน้าเราบวมแบบน่ารักมาก แล้วมีแค่ปากที่ยุบเข้าไปอย่างเห็นได้ชัด ตอนแรกตื่นเต้นมากจริงๆ เพดานปากบวม รู้สึกเหมือนเพดานปากมีตุ่มพองๆ.. อึก แล้วก็มีอะไรคล้ายลวดโลหะที่รู้สึกด้วยลิ้น ปากอ้าไม่ได้ กินน้ำก็ลำบาก หมอบอกว่าอย่ากลืนเลือด ก็เลยคายออกเรื่อยๆ สิ่งที่เข้าไปคือปากที่ยุบลงมา มันน่าทึ่งมาก ไม่บวมมากเลยเพราะเป็นวันแรก บวมแบบน่ารักๆ + ต้องนอนโรงพยาบาลหนึ่งคืน ความหิวก็ลืมไปนิดหน่อย.. ลืมไปแป๊บเดียว แล้วพอกลับบ้านก็ซดแต่น้ำซุปมิโซะกิมจิ.. ดื่มอย่างเดียว กินตอนนอนมันลำบาก คัดจมูก เลือดก็ยังค้างเรื่อยๆ มันลำบากเหมือนตอนทำจมูกแค่วันสองวันนั้นเลยค่ะ วางน้ำอุ่นไว้ข้างเตียงนะคะ เวลาแห้งๆ ก็จิบเอา

•วันที่ 1~5 หลังผ่าตัด• วันถัดมาก็ได้ออกจากโรงพยาบาลค่ะ เราหิวสุดๆ ถึงขั้นแทบจะทนดูม็อกบังไม่ไหว แล้วเราก็เป็นคนที่ไม่ชอบให้หน้าตัวเองไม่มีเนื้อเลย คิดว่าแก้มตอบไม่สวยมากๆ เลยไม่อยากให้น้ำหนักลดด้วย เลยสั่งนิวแคร์จากคูปังทันทีแล้วดื่มเยอะมากเพื่อเติมสารอาหาร ซดแต่น้ำซุปมิโซะกิมจิด้วย ปากอ้าไม่ได้ เราไปโบนจุกแล้วขอให้เขาบดโจ๊กให้ละเอียดขึ้น แล้วก็ดื่มโจ๊กเข้าไปเลย.. ดื่มอย่างเดียวค่ะ คิดว่าการเดินเล่นน่าจะช่วยได้ แล้วก็โทรคุยกับเพื่อนเยอะมาก คิดว่าขยับปากบ่อยๆ น่าจะดี ถึงจะอู้ๆ อ้าๆ ก็ยังพูดไปเรื่อยๆ หัวเราะก็ปากอ้าไม่ได้ ก็หัวเราะเอาเลย พอทำแบบนั้นไป 3-4 วัน ปากก็เริ่มอ้าได้ขึ้นมานิดหน่อย เลยเอาเส้นอูดงมาหั่นยับด้วยกรรไกร แล้วใช้ช้อนชาเขี่ยใส่ปากที่อ้าไม่ได้ แล้วก็เคี้ยวด้วยฟันกราม แล้ววันที่ 5 ก็ถอดเทปที่คางออกแล้วกินคาเรอูดงค่ะ เอาอูดงล้วนๆ แล้วใส่แกงกะหรี่เพิ่มไป อร่อยมากเลย.. ดีงาม แต่ข้าวยังไม่ไหว.. มันติดตามไหมเยอะมากจนรู้สึกไม่สบายและเหมือนจะอักเสบ ช่วงนั้นที่กังวลคือกลัวคางจะดูเหมือนคิมกูรา ฉีดฟิลเลอร์คางออกแล้วดันคางไปข้างหน้า แต่เพราะบวมเลยทำให้คางยาวและใหญ่ขึ้นมาก..

•วันที่ 6~10• ทำซุปกะหล่ำปลีเต้าเจี้ยว แล้วเคี่ยวให้ซุปซึมเข้าไปในข้าวเยอะๆ ตอนนี้ใช้ตะเกียบได้ดีแล้ว เลยเอาสแปมที่หั่นเล็กๆ ใส่ที่ฟันกรามแล้วเคี้ยวกิน ก็กินข้าวอย่างขยันมาก ไม่ชอบให้ผอมลงเลย กินได้ทีละนิดพอใส่บ่อยๆ ก็ยังหิวง่ายอยู่ดี ต้องกินนิวแคร์+ชาช่วยบวม+น้ำฟักทองเป็นประจำ อาการบวมก็ค่อยๆ ลดลงทุกวัน แล้วหน้าก็ค่อยๆ ยาวขึ้นเรื่อยๆ(เพราะยุบลงมาข้างล่าง)

•วันที่ 10~13• ช่วงก่อนตัดไหม 2 สัปดาห์ รู้สึกเหมือนบวมค้างอยู่ 4 วันเลยค่ะ แรกๆ ยุบลงชัดมาก แล้วตอนนี้ก็ดูเหมือนจะยุบบ้างไม่ยุบบ้าง ขี้เกียจส่องกระจกด้วย แต่ตอนนี้กินข้าวได้ดีแล้ว เราก็กินไปตามปกติค่ะ บางคนบอกว่ากว่าจะถึง 2 สัปดาห์ยังต้องกินแต่โจ๊กอยู่ เราไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมถึงขนาดนั้น พาสต้าเราก็หั่นยับแล้วกิน ต๊อกโบกีก็หั่นยับแล้วกิน ไก่ทอดก็เลือกเอาส่วนเนื้อกิน แล้ววันถัดมาแป้งทอดก็จะนิ่มลง กินส่วนที่นิ่มแล้วได้ก็เลยกิน ข้าวก็กินได้ดี ติดตามไหมเต็มไปหมด แต่ก็กินไปทั้งอย่างนั้น พอกินเสร็จก็ทำความสะอาด? บ้วนปาก?ˀ ทันที ของทุกอย่างก็ไหลกราวออกมาจากในปาก เราบ้วนปากในห้องน้ำประมาณ 15 นาทีเลยค่ะ น้องชายเราก็ทำศัลยกรรมโครงหน้าเหมือนกัน เขาก็ใช้ชีวิตเหมือนเราเป๊ะ ต่างกันนิดหน่อยตรงที่เขาใช้ฟันหน้าได้ แต่เราใช้ไม่ได้.. เลยกัดไม่ได้ แล้วก็ยังมีอะไรอีกเยอะที่ยังกินไม่ได้ ของที่ต้องใช้ฟันหน้าอ่ะนะ แต่ถ้าแค่หั่นยับแล้วใช้ฟันกรามเคี้ยวก็โอเคนะ ของแข็งๆ ฟันกรามก็ยังลำบากเหมือนกัน เลยไม่กินค่ะ

•วันที่ 14 เป็นต้นไป• ตอนตัดไหม เจ็บนะคะ เพราะโดนขู่ไว้เยอะมากเลยกรี๊ดเสียงหลงไปเลย แต่ความรู้สึกที่กรรไกรไปโดนเนื้ออ่อนๆ ในปากเรานี่น่ากลัวมาก ถึงอย่างนั้นคุณหมอก็ไม่ได้ตัดเนื้อในปากเรา แค่เล็มไหมอย่างคล่องๆ เท่านั้น เสียงตัดกับความรู้สึกที่กรรไกรแตะโดนมีแต่ทำให้กลัวเพราะความหวาดเสียว ไม่ได้เจ็บจริงๆ ค่ะ 사실 เราขี้ตกใจเลยร้องเยอะแล้วก็เขินนิดๆ พอเอาไหมออกแล้วรู้สึกว่าบวมรอบปากเริ่มยุบลงชัดเจน จากนั้นก็กินเครื่องในย่าง+ไส้อ่อนกับน้องชายแบบหั่นยับ แล้วก็แกะหนังไก่ทอดของไก่ปรุงรสออกมากิน เขาบอกว่าดื่มแอลกอฮอล์ได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว ใกล้แล้วค่ะ เราออกไปข้างนอกทุกวัน เดินเยอะมาก แล้วก็ใช้ชาช่วยบวม, น้ำฟักทอง, ยาฟักทอง?ˀ อะไรที่เกี่ยวกับการลดบวมเรามีประสบการณ์จากการผ่าตัดครั้งก่อนๆ เลยจัดการลดบวมอย่างเต็มที่ และประคบเย็นหนักมากจนถึงวันที่ 4 หลังจากนั้นก็ประคบร้อนเมื่อคิดขึ้นได้ ใช้ครีมลดรอยช้ำ+ฟกช้ำช่วยให้ทั้งบวมทั้งช้ำยุบไปด้วย เลยทำให้รีวิวนี้ออกมาเน้นเรื่องกินมากกว่า เพราะเราไม่อยากให้หน้าเหี่ยวตอบเกินไปจริงๆ

ยังเร็วไปหน่อย แต่สิ่งที่รู้สึกจนถึงตอนนี้หลังผ่าตัดก็คือ ตอนนี้เป็นแค่สัปดาห์ที่ 2 แต่พอครบเดือน สองเดือนก็น่าจะรู้สึกต่างไปอีก ตอนนี้อย่างแรกเลยคือความรู้สึกของใบหน้าเปลี่ยนไปมากค่ะ แล้วถึงตอนผ่าตัดเราจะไม่ได้คิดว่าจะจัดฟันต่อ แต่บริเวณด้านบนตรงที่ถอนฟัน ช่องถอนฟันปิดเกือบหมดจนแทบไม่เห็น แต่ฟันล่างยังเห็นอยู่เพราะดึงเข้ามาแค่นิดเดียว เลยกำลังคิดอยู่ค่ะ ว่ามันจะเข้าไปได้มากกว่านี้อีกไหม ตอนนี้ก็รู้สึกว่าดีแล้วนะ แต่อาจารย์บอกว่าจะดึงบริเวณฟันกรามให้ไปข้างหน้าอีก ร่องแก้มเห็นชัดเลยค่ะ แต่จริงๆ ก็เหมือนเดิมกับก่อนหน้านี้แหละ แค่ตอนนั้นโดนปากยื่นแย่งสายตาไปเลยดูเหมือนไม่เด่น ตอนนี้ร่องฟิลตรัมเรากลับรู้สึกว่าไม่ได้ยุบลงเลยด้วยซ้ำ แต่พอปากเข้าไปแล้วกลับมีเส้นชัดขึ้น เลยชอบมากขึ้นอีก คิดว่าน่าจะเป็นความรู้สึกไปเองว่ามันยาวขึ้น เราออกจะชอบเพราะเส้นมันชัดขึ้นด้วยซ้ำค่ะ ปากอาจจะดูห่อขึ้นนิดหน่อย แต่เขาว่ามันจะค่อยๆ คลายตัว เราก็คิดว่าจะฉีดฟิลเลอร์ปากต่อค่ะ เรื่องจมูก ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้เรายังคิดว่าไม่ได้สูงมาก แต่พอปากเข้าไปจริงๆ ปลายจมูกก็ดูสูงขึ้นแม้แต่มองจากด้านหน้า?ˀ ให้ความรู้สึกแบบนั้น?ˀ ฮี่ๆๆ.. ตอนกินข้าวก็ดี ตอนกินเส้นด้วยปากพุ่งออกไปก่อน ตอนดูดเครื่องดื่มผ่านหลอดก็ยังชอบยื่นปากออกไปก่อน ทำให้เวลาออกเดทหรืออะไรแบบนั้นค่อนข้างต้องระวัง แล้วเวลากินข้าวต่อหน้าคนอื่นก็ลำบาก.. แต่ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้วเลยดีมากค่ะ.. ต่อให้เอ่าปากจากด้านข้าง ปลายจมูกก็มุดข้ามขอบไปในอดีต แต่ตอนนี้ไม่ข้ามแน่นอนแล้ว แต่ก็อย่าเพิ่งทำศัลยกรรมแบบง่ายๆ นะคะ ต้องหาข้อมูลจากหลายที่ แล้วทำในที่ที่เหมาะกับตัวเองจริงๆ อย่าเพราะสภาพการเงินไม่ไหวแล้วจะรีบทำแบบเอาเท่าที่ทำได้ในตอนนั้นเลยนะคะ สู้เก็บเงินเพิ่ม ศึกษาให้มากขึ้น แล้วค่อยทำตอนที่พร้อมจะดีกว่า.. มันไม่ใช่การผ่าตัดที่ควรรีบตัดสินใจ และการถอนฟันด้วย.. พออะไรที่เคยมีอยู่ตามปกติหายไป มันก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราคงเป็นคนที่ต้องถอนฟันอยู่แล้วแหละค่ะ ถ้ามีอะไรสงสัยถามได้เลยนะคะ ด้วยนิสัยเรา ถ้าผ่านไปอีกไม่กี่เดือนคงจะชินกับหน้าแบบนี้จนลืมไปเลยว่าตัวเองเคยผ่าตัด แล้วก็คงลืมเว็บพวกนี้ไปสนิทและไม่เข้ามาอีกแล้วค่ะ

ดูบน sungyesa

ยังไม่มีความคิดเห็น

โพสต์อื่นในหมวดนี้