ผ่าตัดมาได้ 25 วันแล้วค่ะ ด้วยลักษณะงานของฉัน งานค่อนข้างน้อย เลยเลือกผ่าตอนที่สามารถพักได้นานๆ ได้ ฉันลังเลกับการผ่าตัดนี้มาถึง 10 ปี.. ถึงจะเป็นส่วนที่คิดว่าน่ารักในแบบของตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็เคยได้ยินคนพูดว่า “ทำไมไม่ผ่าตัดกรามล่ะ” อยู่บ้าง และก็แอบเครียดอยู่เงียบๆ แถมหน้าร้อนยังรวบผมขึ้นไม่ได้อีกด้วยนะคะ (จริงๆ ตอนปรึกษาที่โรงพยาบาล 2 แห่ง คุณหมอบอกว่า “น่าจะเครียดมากเลยสินะคะ”..ฉันก็เจ็บใจซ้ำอีกค่ะ큐)
ฉันผ่าตัดวันที่ 21 ธันวาคม และพอวันที่ 31 ซึ่งอาการบวมใหญ่ยุบลงแล้วก็ออกไปทำงานด้วยค่ะ (เป็นคนที่เจอบ่อยอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครเลยที่ถามว่า “ทำไมบวมจัง” หรือ “ปวดตรงไหนหรือเปล่า” และการทำงาน การพูดคุย หรือการกินข้าวด้วยกันก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย)
ฉันเจอเพื่อนตั้งแต่วันที่ 7 ค่ะ (วันที่ 7 ยังบวมอยู่บ้าง ก็เลยบอกว่าไปถอนฟันคุด แล้วก็กินกาแฟนิดหน่อย ใส่หน้ากาก ก็ไม่มีใครสงสัยอะไรเลย..) เป็นช่วงสิ้นปีเลยอดใจไม่ไหว แอบคลานออกไปข้างนอกเองนี่ก็ตลกดีเหมือนกันค่ะ..
เพราะเป็นแบบ 1 ประเภท อาจจะเจ็บน้อยกว่าหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ตอนวันผ่าตัดตื่นจากยาสลบค่อนข้างลำบากนิดหน่อย (อาจเพราะปกติความดันต่ำ พอง่วงนิดเดียวชีพจรก็จะตกลงเรื่อยๆ พยาบาลที่ห้องพักฟื้นเลยมาดูหน้าห้องฉันบ่อยมาก.. พอฉันเผลอหลับ หัวใจที่เครื่องวัดก็โกลาหลเลยค่ะ..)
แต่พอตื่นจากยาสลบแล้วไปเข้าห้องน้ำที่อยากไปสุดๆ กลับไม่รู้สึกไม่สบายตรงไหนเลยนอกจากหน้าบวมทำให้ลำบากนิดหน่อย..? (เพราะกำลังให้น้ำเกลือยาแก้ปวดอยู่ด้วยน่ะค่ะ? แต่มีคนอยู่ห้องฝั่งตรงข้ามฉันอีกคนหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าทำแบบกี่ประเภท แต่ถึงจะให้น้ำเกลืออยู่ก็ยังเจ็บมาก ขอฉีดยาระงับปวดตลอด และเรียกพยาบาลหลายครั้งด้วย)
ส่วนตัวฉันรู้สึกว่า ฉันทนเจ็บเก่งหรือเปล่านะ? แผลหายค่อนข้างช้า แต่ฟันคุดที่ฝังเอียงนอนอยู่เกือบ 90 องศา ฉันถอนออกไปสองซี่ก็ยังคิดว่าไม่ค่อยเจ็บค่ะ.. อย่างอื่นเช่นสัก เจาะ บ็อกซ์ บูสเตอร์ ฟิลเลอร์ ก็ไม่เคยรู้สึกว่าเจ็บมากอะไร (พอทนได้)
ตั้งแต่ตื่นจากยาสลบ ฉันก็วนอยู่กับการกินน้ำด้วยไซริงค์ แล้วก็เข้าห้องน้ำซ้ำไปซ้ำมาค่ะ.. ตั้งแต่เที่ยงคืนถึง 10 โมงเช้า ฉันน่าจะไปกลับห้องน้ำราว 7 รอบเลย.. เรื่องคอ พอดื่มน้ำก็โอเคขึ้นแล้ว และไม่มีอาการปวดคอแบบหนักๆ เลย มีเสมหะปนเลือดออกมานิดเดียวจริงๆ พอถ่มออกแล้วหลังจากนั้นก็ไม่ออกมาอีกเลยค่ะ..!
วันกลับบ้านหลังออกจากโรงพยาบาล ฉันกลับไปกินโจ๊กฟักทองที่เป็นแบบหลอดบีบกินได้ แล้วก็เหมือนตอนวันนอนโรงพยาบาล คือดูยูทูบแล้วก็นอน วนไปมา พอตกเย็นก็ดีขึ้นอีกเลยออกไปเดินเล่น 45 นาที แล้วก็กลับมาดูยูทูบ ดูเน็ตฟลิกซ์ กินโจ๊กฟักทอง แปรงฟัน แล้วก็นอน วนซ้ำแบบนั้นอีก..
ริมฝีปากบวมมากเลยค่ะ โดยเฉพาะวันที่ 3-4.. ฉันเองก็ปากค่อนข้างเล็กอยู่แล้ว.. ตอนผ่าตัดเหมือนมีแผลถลอกหรือถากนิดหน่อย เลยทาวาสลีนอย่างขยันหลายวันค่ะ..
จากนั้นประมาณ 7 วัน อาการบวมก็เหลือประมาณบวมแบบถอนฟันคุดแล้ว.. (ตอนเช้าจะบวมกว่านี้มาก) และฉันมีงานที่ต้องปิดเดดไลน์วันที่ 31 เลยทำงานจากบ้านบ้าง (คุยกับบริษัทต่างๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย) แล้วก็ไปดูแลต่อ กลับมานอนกลิ้งเล่นที่โรงพยาบาล แล้วก็ไปเจอเพื่อน กินกาแฟหนึ่งแก้ว.. ประมาณนั้นค่ะ
สิ่งที่อยากแนะนำคนที่ทำโครงหน้าไว้ก็คือ.. Listerine / แปรงสีฟันเด็ก / หน้ากากไซซ์ XL (มีขายใน Coupang คิดว่าเป็นของที่ดีมากเลยค่ะ..!) ควรเตรียมไว้ล่วงหน้าค่ะ..! ตอนนั้นฉันค่อยๆ สั่งทีละอย่างทีหลัง แต่คิดว่า ถ้ารู้ก่อนก็คงดีนะ!
หลังจากนั้น กล้ามเนื้อคางหน้าฝั่งขวาขยับได้ดีแค่ข้างเดียว และความรู้สึกก็ฝั่งซ้ายหายมากกว่า ริมฝีปากก็ดูเบี้ยว เลยไปคุยกับคุณหมอ ท่านบอกว่าอาจเป็นได้ชั่วคราว และถ้าผ่านไปสองเดือนแล้วยังเป็นอยู่ให้มาพบที่โรงพยาบาลอีกครั้ง แล้วพอถ่ายรูปดู ริมฝีปากก็ไม่ได้เบี้ยวเลยสักนิดจนฉันเขิน.. (คนไข้ที่ค่อนข้างกังวล ถ้ายิ่งคิดมากเกี่ยวกับตัวเองก็อาจจะรู้สึกเหมือนเป็นแบบนั้นได้ ท่านเลยบอกให้ลองรอสักหน่อยด้วยใจเย็นๆ..) ฉันก็ตรวจ CT ด้วยค่ะ แต่เพราะการโกนทำให้ภาพ CT ยังไม่ค่อยชัดเท่าไร (ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าค่อยๆ กลับมาแล้ว เลยไม่ได้กังวลมาก) ตอนแรกฉันกังวลเองว่ากระดูกจะถูกตัดไม่สมมาตร แต่จริงๆ ก็ตัดได้ดีอยู่เลยทำให้เขินอีก.. ตอนนั้นพอพูดว่า “เพิ่งผ่านมาได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์เอง..” ก็เข้าใจเลยว่าทำไมคุณหมอถึงพูดแบบนั้นค่ะ..
ตัดไหมในปาก ส่วนตรงกึ่งกลางนี่เจ็บนิดหน่อยค่ะ (ทนได้) พอถอดไหมแล้ว ก็กินอะไรได้อิสระขึ้นเลยรู้สึกเสียดายนิดหน่อย (กำลังจะกลายเป็นไดเอตอัตโนมัติอยู่แล้วเชียว..) แผลเป็นในปาก ฉันก็เคยคิดว่า มันจะหายจริงเหรอ?? แต่ตอนนี้ค่อยๆ นิ่มลงและเล็กลงนะคะ โดยทั่วไปอย่างที่เขาพูดกันว่า 3-6 เดือนก็น่าจะเล็กลงมากหรือหายไปเลย
ฉันเป็นคนที่แค่ยุงกัดยังใช้เวลาหลายเดือนกว่าแผลจะหาย เลยคิดว่าเออ คงเป็นแบบนี้ล่ะมั้ง.. เคยทำแค่ผ่าตัดเปิดหัวตา ไม่ได้ทำตาสองชั้น ตอนนั้นพอครบหกเดือน รอยที่ดูเหมือนแผลเป็นก็หายไปเหมือนกันค่ะ.. รอยรูจากเข็มน้ำเกลือที่ฉีดตอนผ่าตัดก็ยังไม่หายเลย.. (พอจะเห็นไหมคะว่าช้ามากแค่ไหน?) อาการบวมใหญ่หายไปเกือบหมดในราวสิบวัน แล้วตอนนี้ก็เป็นบวมแบบลูกอมแล้วใช่ไหมคะ? ฉันก็ใช้ชีวิตอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ไป เดินเล่นเพื่อดูแลบวมบ้าง ทำงานพิเศษบ้าง ประมาณนั้นค่ะ..
เรื่องที่ทั้งขำทั้งเศร้ามากคือ…? ที่บ้านจำไม่ได้เลยว่าฉันไปผ่าตัดกรามเหลี่ยมมา (ฉันกลับบ้านไปตอนใช้ชีวิตแยกอยู่คนเดียว) ถึงฉันจะตั้งใจไม่มัดผม ปล่อยผมอยู่ก็ตาม..
แต่ถ้าถามว่าเหมือนไม่ได้ผ่าตัดกรามเลยไหม ก็ไม่ใช่นะคะ.. เพราะเดิมมันหนักมากอยู่แล้ว.. คุณหมอบอกว่าจะต้องตัดส่วนค่อนข้างเยอะ ฉันก็ถามว่าถ้าอย่างนั้นจะหย่อนลงไหม ท่านบอกว่าฉันไม่ได้มีเนื้อแก้มเยอะมาก และสภาพแนวกรามก่อนผ่าตัดก็ค่อนข้างชัดอยู่แล้ว อีกทั้งแทบไม่มีเหนียง เลยคิดว่าโครงผิวคงไม่หย่อนลงมากนัก.. เพราะเป็นการผ่าตัดที่คิดอยู่นาน ฉันเลยบอกว่า เอาแบบใช้ชีวิตวัยหนุ่มสาวที่เหลือให้สวยๆ แล้วกัน.. และกันเงินออมไว้เผื่อเรื่องความหย่อนคล้อยด้วยนะ.. ขอให้เหลือมุมกรามใต้หูไว้บ้างไม่ดูแข็งเกินไป และช่วยผ่าให้เข้ากับหน้าปัจจุบันของฉันด้วยค่ะ.. จริงๆ แล้วรู้สึกว่าถูกเหลาให้เรียวกว่าที่คิดไว้อีกนิด เลยเสียดายนิดหน่อยค่ะ (ฉันชอบใบหน้าแบบมีมุมใต้หูหน่อยๆ เหมือนคุณคิมแทรีค่ะ)
+ไม่มีการรักษาเกินความจำเป็นค่ะ ก่อนปรึกษากับคุณหมอ ผู้จัดการเคยพูดเรื่องทำโหนกแก้มด้วย แต่ฉันไม่เคยเครียดเรื่องโหนกแก้มเลย.. ตอนที่ไปปรึกษาก่อนหน้านั้นอีกที่หนึ่งก็พูดแค่ว่าให้ลองคิดดูก่อน แต่คุณหมอท่านนี้บอกชัดเลยว่าแค่ผ่ากรามเหลี่ยมก็พอค่ะ (ถ้ามองทั้งหน้าโดยรวมแล้ว โหนกแก้มไม่จำเป็นต้องแตะ และปลายคางก็แหลมอยู่แล้ว + ฉันเองก็อยากลดการกรีดผ่าตัดให้เหลือน้อยที่สุดด้วย)
ช่วงนี้ฉันก็แอบดูข้อมูลเรื่องหนังตาตกของคุณแม่และการทำตาสองชั้นไปด้วย.. แล้วก็มองหาที่อื่นไปด้วยเพราะอยากลองแตะส่วนนั้นบ้างเอง.. แต่ต้องตั้งสติแล้ว มุ่งดูแค่เรื่องผ่าตัดของคุณแม่พอค่ะ.. (พอทำเรื่องหนึ่งแล้วก็อยากทำอีกเรื่องไปเรื่อยๆ นี่คงช่วยไม่ได้จริงๆ เนอะ ทั้งที่แก้แค่คอมเพล็กซ์ก็น่าจะพอแล้ว..)
ฉันจะไม่แชร์ชื่อโรงพยาบาลนะคะ ในโพสต์ถามเรื่องโครงหน้าก็เคยตอบคอมเมนต์ไปหลายอันแล้ว แต่เพราะสไตล์ของคนผ่าตัด และของแต่ละโรงพยาบาล ก็มีทั้งความถนัดและสิ่งที่ต้องการไม่เหมือนกัน.. เลยบอกว่าให้ลองเดินหาข้อมูลหลายๆ ที่ดูนะคะ และโรงพยาบาลที่ฉันไปมา ถ้าจะว่าเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ก็ออกจะเล็กไปนิด ถ้าจะว่าเป็นขนาดกลางก็ออกจะใหญ่ไปหน่อย เป็นฟีลแบบกลางๆ (?) พอไปทีไรก็ต้องรอ เลยค่อนข้างไม่ค่อยพอใจค่ะ.. ทั้งปรึกษา ผ่าตัด และติดตามอาการ ล้วนต้องรอทั้งนั้นเลย ถึงวันผ่าตัดก็ยังรออีกนะ..
แล้วช่วงปลายปีฉันยังไม่ได้ตอบแชตของคุณผู้จัดการด้วย.. (ก่อนผ่าตัดตอบดีมากค่ะ..) เลยต้องใช้เบอร์อื่นถามคำตอบเรื่องที่สงสัย.. ตรงนี้ก็ไม่ค่อยพอใจเหมือนกันค่ะ.. ส่วนคุณหมอเองไม่ได้มีอะไรให้ไม่พอใจเป็นพิเศษ.. เพราะเป็นแบบ 1 ประเภทหรือเปล่า เลยรู้สึกว่าการปรึกษาไม่ได้ละเอียดมาก(?) อยู่เหมือนกันค่ะ อย่างแรกเลยคือคุณหมอยุ่งมากจริงๆ.. วันหนึ่งผ่าตัดประมาณสองเคส แล้วก็มาปรึกษา.. บางวันก็มีแค่ตรวจติดตามกับคุยปรึกษาโดยไม่ผ่าตัดด้วย แต่ถึงคุณหมอจะยุ่ง โรงพยาบาลก็มี CCTV และเป็นที่ที่สามารถเปิดดูทั้งหมดได้ ฉันเลยตัดสินใจผ่าตัดที่นั่นค่ะ..
งั้นขอลงรูปก่อน-หลังนะคะ.. รูปทั้งสองเป็นรูปที่ไม่ได้ใช้แอปแต่งเลย! (ที่เศร้านิดหน่อยคือ.. ฉันถ่ายรูปด้วยแอปตลอด.. พอจะหารูปไม่มีฟิลเตอร์เลยต้องย้อนกลับไปถึงรูปที่แฟนเก่าถ่ายให้เมื่อ 2 ปีก่อนถึงจะเจอ ทำให้แอบเศร้านิดหน่อยค่ะ..)
หวังว่าข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ หรือรีวิวเกี่ยวกับการผ่าตัดกรามเหลี่ยมหรือโครงหน้าจะเป็นประโยชน์กับคนที่อยากได้ข้อมูลนะคะ.. ขอจบโพสต์ไว้เท่านี้ค่ะ
ถ้าถามว่าจะแนะนำให้ผ่าตัดไหม ตอนนี้ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนเลย อาการบวมก็ยังไม่ยุบหมด และยังไม่เคยผ่านเรื่องหย่อนคล้อยว่าจะเกิดหรือไม่เกิด แต่ถ้าคิดเหมือนที่ฉันคิดว่า การศัลยกรรมทุกอย่างควรเป็นแบบนั้น ถ้าไม่ใช่ความผิดปกติด้านการทำงาน/คอมเพล็กซ์ที่รุนแรง และเป็นไปเพื่อความสวยงามอย่างเดียว ก็อยากให้ลองคิดให้มากกว่านี้ค่ะ
เพราะยังไม่รู้ว่าจะเกิดอาการหย่อนคล้อยหรืออะไรพวกนี้ไหม.. (ฉันเองก็รู้สึกว่าต่อจากนี้คงต้องคอยกังวลเรื่องนี้ไปอีก) +สิ่งที่ฉันทำแล้วรู้สึกก็คือ การผ่าตัดนี่พอทำหนึ่งอย่างแล้วก็อยากทำอะไรอีกจริงๆ.. คิดว่าเป็นปัญหาเลยค่ะ.. (แต่ก็แล้วแต่แต่ละคนนะคะ)
ฉันก็นั่งนอนกลิ้งเล่นอยู่ดีๆ เลยจดสิ่งที่นึกขึ้นมาและความรู้สึกที่มีไว้ค่ะ..! ขอบคุณที่อ่านบทความยาวๆ นี้นะคะ
+ถ้ามีคนรู้จักฉันคนไหนที่บังเอิญจำฉันได้ รบกวนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ให้ด้วยนะคะ 큐
*** +ขอแนะนำโรงพยาบาลสำหรับคุณแม่วัย 50 กว่าที่มีภาวะหนังตาตกหน่อยได้ไหมคะ กำลังหาข้อมูลด้วยตัวเองอยู่ค่ะ.. เคสของผู้สูงอายุมีน้อยจริงๆ จนร้องไห้แล้ว.. ลิสต์ไว้ได้หลายที่อยู่ แต่ก็ยังมีไม่มากเลยค่ะ..