วันแรก: คางบวมหนักมาก ตั้งแต่ตอนนั้นก็คิดว่า อ่า อันนี้ไม่ใช่แล้ว มีนัดกับเพื่อนแต่ยกเลิกไม่ได้ เลยออกไปทั้งสภาพคางบานๆ ปีที่แล้วไม่ได้เป็นขนาดนี้ เลยพยายามคิดบวกว่า คราวนี้คงได้ผลเต็มที่แน่ๆ คางรู้สึกร้อนอุ่นๆ เหมือนโดนแผลไหม้จากความร้อนเล็กน้อย
วันที่สอง-วันที่สาม: แนวคางบวมจนเลยแนวโหนกแก้ม กลายเป็นโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ที่โดนผึ้งต่อย ถ้าทำหน้านิ่งก็เหมือนอันปังแมน พอยิ้มรูปหน้าก็เหมือนโชคุปังแมนที่ถูกแขวนกลับหัว ตลกเฉยๆ ไม่สิ จริงๆ ไม่ตลกเลย หดหู่ ตอนล้างหน้าแค่เฉียดก็เจ็บ ฉันทำ Sculptra ที่โหนกแก้มด้านหน้า เลยนวดอยู่เรื่อยๆ แต่คางชาๆ เจ็บๆ เลยต้องนวดอย่างระวังมากจริงๆ
วันที่สาม-วันที่ห้า: ขนาดหน้าจากที่บวม 2.5 เท่า ลดลงมาเหลือประมาณ 2 เท่า กังวลเลยค้นบทความเรื่องบวม แต่ไม่มีข้อมูลเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วก็ไม่อยากส่องกระจก มีรอยช้ำสีเหลืองขึ้น กดแล้วเจ็บ ช่วงนี้เริ่มใช้ครีมลดรอยช้ำ แต่ไม่ช่วยเลยสักนิด.. รู้อยู่แล้วแต่ก็ทำเหมือนคว้าฟางเส้นสุดท้าย
วันที่ 6-วันที่ 7: ยังเหลี่ยมๆ อยู่ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าน่าเกลียดน่ากลัวแล้ว ไม่รู้ว่าตาฉันชินแล้ว หรือสมองกำลังคิดบวกเป็นกลไกป้องกันตัวเองกันแน่ ถ่ายรูปแล้วหดหู่สุดๆ อย่างน้อยกระจกยังดีกว่า.. ไม่สิ กระจกก็ไม่อยากดู.. อาการบวมมันอยู่นานขนาดนี้เลยเหรอ? ค้นรีวิวก็ไม่เจอ เลยปล่อยวาง จิตใจเริ่มรวนเล็กน้อย ค้นหาศัลยกรรมกรามเหลี่ยมอยู่หลายรอบแล้วก็ล้มเลิก วนไปวนมา
วันที่ 8-9: บวมประมาณตอนเช้าหลังจากกินรามยอนแล้วนอน ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าพอจะใช้ชีวิตได้แล้ว แต่พอดูรูปก่อนทำ Ulthermage ก็ยังรู้สึกว่าบวมอยู่ อาจเพราะทำ Sculptra ตรงบริเวณใต้โหนกแก้มที่เว้าเหมือนกะโหลก เลยรู้สึกว่าหน้ายิ่งป่องขึ้น..
วันที่สิบ: ในที่สุดก็เขียนด้วยใจที่สงบลงแล้ว เมื่อเทียบกับหนึ่งสัปดาห์ก่อน ดูมีสติมากขึ้นพอสมควร แต่ถ้าเทียบกับรูปเก่า ก็ยังรู้สึกว่ายังบวมอยู่นิดหน่อย
ในแง่ผลลัพธ์ ฉันไม่ได้คาดหวังมาก และทำเพื่อป้องกันไว้ก่อน เลยไม่ได้หวังให้กระชับติดแน่นแบบชัดเจน
นี่เป็นโพสต์ที่มอบให้คนที่เหมือนฉัน ที่จิตใจรวนเบาๆ เพราะอาการบวม พอถึงวันที่สิบ อาการบวมส่วนใหญ่จะยุบ และแทบจะกลับไปเป็นสภาพเดิม ได้เรียนรู้ศิลปะแห่งการรอคอยอย่างแท้จริง.. อย่านัดใครเป็นเวลา 10 วันนะ
อีกสองเดือนจะกลับมาอีก
รีวิวนี้เป็นรีวิวการผ่าตัดที่มุ่งเน้นความงามแบบธรรมชาติ