ก่อน<ก่อน>ก่อน<ก่อน>หลัง<หลัง>หลัง<หลัง>หลัง<เปรียบเทียบ CT>รีวิวจริงศัลยกรรมโครงหน้าในวัย 40 สัปดาห์ที่ 2 ฉันได้ข้อมูลจากที่นี่มากกว่าคาเฟ่อื่น ๆ เลยจะพยายามเขียนให้ละเอียดที่สุดนะ
1. เหตุผลที่ผ่าตัด: ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา โหนกแก้มด้านข้างและกรามเหลี่ยมที่พัฒนาเด่น (แถมหัวก็ยังใหญ่) เป็นปมด้อยของฉันมาตลอด เคยโดนล้อบ่อยมากว่า หน้ากว้าง หน้าใหญ่ หัวใหญ่ และเจ็บปวดกับเรื่องนี้มาก ฉันเคยใฝ่ฝันถึงรูปหน้าที่เล็กและเรียวอยู่เสมอ แต่ตอนเด็กไม่ได้ทำ เลยยอมแพ้และใช้ชีวิตมาแบบนั้น พออายุมากขึ้น ข้อด้อยยิ่งดูเด่นขึ้น จึงเริ่มหาหัตถการหรือการผ่าตัดที่ช่วยแก้ไขได้ และตัดสินใจว่าศัลยกรรมโครงหน้าเท่านั้นคือคำตอบ
2. การเลือกโรงพยาบาล: ที่ปูซานมีที่ที่เชี่ยวชาญด้านโครงหน้าเพียงแห่งเดียว แต่เป็นการผ่าตัดใหญ่ ฉันคิดว่าไม่มีเหตุผลที่จะตัดสินใจหลังจากดูแค่ที่เดียว เพราะตัดสินใจช้า เลยหาข้อมูลออนไลน์เยอะมากและตั้งใจศึกษาวิธีผ่าตัด คัดรายชื่อโรงพยาบาลประมาณ 6 แห่ง และไปโซล 2 ครั้ง (ตัดที่แต่งรูปเกินจริง / โรงพยาบาลใหญ่ / แบบโรงงานออกหมด) จริง ๆ แล้ว Note เป็นโรงพยาบาลที่ 4 ที่ไป แต่หลังปรึกษากับคุณหมอแล้วพอใจมาก จึงวางเงินจองและจองวันผ่าตัดทันที
1) รายละเอียดของการปรึกษา: ความเห็นร่วมกันของโรงพยาบาลที่ไปปรึกษาคือ ฉันเป็นเคสที่กระดูกใหญ่ โหนกแก้ม 45 องศาพัฒนาเด่น และแนวเส้นประสาทก็ไม่ได้ต่ำ จึงบอกว่าเป็นเคสที่จะเห็นผลถ้าทำโครงหน้า สำหรับแนวปลายคาง โรงพยาบาลอื่นเน้นว่าฉันมีช่วงกลางหน้ายาวและปากยื่น จึงจะใช้วิธีตัดกระดูกแบบ T หรือแบบ ㅅ เพื่อลดปลายคางและเลื่อนไปด้านหน้า เพื่อแก้ปากยื่นและทำให้หน้าดูเล็กลง แต่คุณหมอยูที่ Note อธิบายข้อเสียว่าหากทำแบบนั้นอาจทำให้ดูเหมือนคางยื่นล่าง และบอกว่าจะทำ V-line แบบไม่มีพิน โดยไม่เลื่อนคางไปด้านหน้า แต่จะผ่าตัดแนวปลายคางให้เข้ากับกระดูกคิ้วและสมดุลส่วนอื่น ๆ ของใบหน้าฉัน ส่วนกระดูกโหนกแก้ม คุณหมอก็ระบุปัญหาของทั้งสองข้างได้แม่นยำ และอธิบายวิธีผ่าตัด + วิธีการยึดตรึงให้ฟัง รู้สึกว่าไม่ได้แค่ทำให้เล็กลงอย่างเดียว แต่ประเมินสมดุลและความกลมกลืนของใบหน้าโดยรวมแล้วแนะนำวิธีผ่าตัดให้ อีกอย่าง เมื่อดูรูปรีวิว ไม่ใช่ว่าแนวทุกคนเหมือนกันหมด ที่ Note แนวกรามของแต่ละคนต่างกัน เลยยิ่งเชื่อใจมากขึ้น
2) สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงพยาบาล: CCTV หรือวิสัญญีแพทย์ประจำเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดอยู่แล้ว โรงพยาบาลส่วนใหญ่คงมีครบ และฉันชอบที่สถานที่ของโรงพยาบาลดูหรู + สะอาดมาก ๆ จริง ๆ แล้วผ่าตัดด้วยระบบปลอดเชื้อแรงดันบวก
3) วิธีผ่าตัดแบบไม่มีพิน: แม้จะบอกว่าไม่ต้องถอดพินก็ได้ แต่ฉันไม่อยากมีความกังวลว่าอาจเกิดปัญหาภายหลัง ดังนั้นเพราะฉันวางแผนจะถอดพินอยู่แล้ว การที่ปลายคางไม่มีพินจึงเป็นข้อดีใหญ่มากสำหรับฉัน
3. วันผ่าตัด~สัปดาห์ที่ 2: วันผ่าตัด เดินทางจากปูซาน -> ถึงโซล ผ่าตัดช่วงบ่าย และเสร็จตอนเย็น (คิดว่าใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง) หลังผ่าตัดทันที เพราะเป็นครั้งแรกที่ดมยาสลบ เลยคลื่นไส้ ปวดหัว และเจ็บคอ ทรมานมาก ส่วนบริเวณผ่าตัดรู้สึกหน่วง ๆ ประมาณถอนฟันคุดเท่านั้น จนถึงวันที่ 3 หลังผ่าตัด ริมฝีปากและหน้าบวมเหมือนจะแตก แต่ตั้งแต่วันที่ 4 เริ่มยุบลง ตอนนี้สัปดาห์ที่ 2 อาการบวมบริเวณโหนกแก้มลดไปมากแล้ว แต่บริเวณแก้ม + แนวรอบปากยังบวมมาก ทำให้ออกเสียงไม่ชัด / สัปดาห์แรกแทบประทังชีวิตด้วยของเหลวอย่างเครื่องดื่มโปรตีนเท่านั้น หลังจากนั้นกินอาหารเหลวอ่อน ๆ อยู่ เดินวันละ 1 ชั่วโมงเป๊ะ และตั้งใจใส่สายรัด + ประคบด้วย เพราะอยู่ต่างจังหวัด จึงมีกำหนดตัดไหมช่วงสุดสัปดาห์ (วันที่ 17) ได้ยินว่าหลังตัดไหมอาการบวมจะยุบดีขึ้นอีก เลยคาดหวังอยู่
4. ความพึงพอใจ: แม้ยังแค่สัปดาห์ที่ 2 แต่เห็นความต่างมหาศาลจากภาพ CT และพอลองจับด้วยมือ กระดูกที่เคยใหญ่และเป็นเหลี่ยมก็หายไปแล้ว เมื่อก่อนหมวกไม่เข้ากับฉันจริง ๆ แต่พอความกว้างของโหนกแก้มลดลง แม้จะยังบวมเยอะ เวลาใส่หมวกก็ดูไม่แปลก พอพื้นที่ว่างบนหน้าลดลง ตาและจมูกดูชัดขึ้นนิดหน่อย เลยพอใจมาก ตั้งใจจะดูแลอย่างขยันจนกว่าอาการบวมใหญ่จะยุบหมด และเพราะอายุค่อนข้างมาก คุณหมอบอกว่าต่อไปอาจต้องยกกระชับ เลยมีแผนจะทำยกกระชับหลังอาการบวมยุบ
รีวิวนี้เป็นรีวิวการผ่าตัดที่มุ่งเน้นความงามแบบธรรมชาติ