โพสต์

รีวิวศัลยกรรมโหนกแก้ม@cheekbone-review

วัยกลาง 30 ทำความปรารถนาเรื่องโหนกแก้มตลอด 15 ปีที่คลินิกศัลยกรรม ㅇㅇㅊ

<เพราะมีคอมเมนต์บอกว่าฉันเป็นนายหน้า เลยลองค้นดูแล้วเจอหลักฐานการโอนเงินมัดจำ จึงแนบไว้ค่ะ ^^>ตอนที่พี่สาวที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกำลังสนใจศัลยกรรมมากๆ ฉันยังเป็นนักเรียนมัธยมปลายอยู่ เลยรู้ข้อด้อยบนใบหน้าของตัวเองหมดแล้วตั้งแต่ช่วงปลายวัยสิบกว่าๆ ตอนม.5 ฉันผ่าตัดกรีดทำตาสองชั้น+เปิดหัวตา และก่อนผ่าตัด ตอนก่อนจะเข้ายาสลบพอดี คุณหมอพูดว่า “ถ้าเธอผ่าตัดนะ จะปังมาก ^^^^ จะสวยมากกก” คำพูดนั้นถึงจะผ่านมา 17 ปีแล้วก็ยังจำได้ค่ะ ฉันเป็นเคสที่เรียกกันทั่วไปว่าทำตาแล้วปังมาก หลังทำตา ไม่ว่าจะไปอยู่กลุ่มไหน สังคมไหน ก็สามารถถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เด็กสวยๆ ใน~~ของเรา” ได้ค่ะ

ดังนั้นพอเข้ามหาวิทยาลัย ความสนใจของฉันก็มีแต่เรื่องหน้าตา และช่วงต้นวัย 20 ฉันทำศัลยกรรมคางถอยกับหน้าผากด้วยวัสดุเสริม เพื่อนๆ และพี่ๆ รอบตัวทุกคนทำศัลยกรรมกันเยอะมาก และในจำนวนนั้น คนที่ทำโครงหน้าก็คือเคสที่จำเป็นต้องทำโครงหน้าจริงๆ พี่ๆ ที่ทำศัลยกรรมมาเยอะต่างก็ยึดหลักว่า ต่อให้ทำทุกอย่าง ก็อย่าแตะกระดูก ดังนั้นพอฉันพูดว่า “อยากทำโหนกแก้มㅠㅠ” ทุกคนก็ถามว่าบ้าไปแล้วเหรอ โหนกแก้มนั้นมันรุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอ คงเพราะตอนนั้นประมาณปี 2007~2012 โดยเฉพาะศัลยกรรมโครงหน้า ลดโหนกแก้มแบบเร็ว ผ่าตัดสองขากรรไกร และศัลยกรรมโครงหน้า มีเคสผลข้างเคียงเยอะมาก บรรยากาศรอบตัวฉันเลยคิดว่า ถ้าเด็กที่หน้าตาน่ารักอยู่แล้วจะทำเพื่อให้สวยขึ้นอีก มันเป็นการผ่าตัดที่มีสิ่งให้เสียเยอะค่ะ

ฉันเลยตัดใจเรื่องทำให้ใบหน้าดูเรียบร้อยขึ้นไปโดยสิ้นเชิง และหลังอายุ 25 ก็ยุ่งกับงานจนไม่มีเวลา มานั่งพิจารณาหน้าตัวเองแล้วคิดว่า “จะทำยังไงให้สวยขึ้นได้อีก” เลยค่ะ ㅋㅋㅋㅋㅋ ด้วยลักษณะงาน บางครั้งต้องถ่ายรูปหรือวิดีโอ และทุกครั้งความอยากทำโหนกแก้มก็จะเริ่มคุกรุ่นขึ้นมาเสมอ แต่ยังไงการผ่าตัดกระดูก = ห้ามทำ อยู่แล้ว เลยคิดว่า “เฮ้อ ไม่ชอบสักอย่าง แต่ก็ช่วยไม่ได้แหละ” แล้วปล่อยผ่านไป จนมีช่วงประมาณ 2 ปี ที่ต้องถ่ายวิดีโอบ่อยๆ พอถ่ายแล้วฉันเห็นแต่โหนกแก้มตัวเองเท่านั้น เข้าใจใช่ไหมคะㅋㅋㅋㅋㅋㅋ แล้วตอนดู YouTube ช่องศัลยกรรมก็เด้งขึ้นมาตามอัลกอริทึม บังเอิญได้ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าสนุกดีค่ะ ก็เลยคิดว่า “อืม... ว้าว เดี๋ยวนี้คนทำโครงหน้ากันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ...?” และฉันใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดมาตลอดชีวิต พอดีย้ายมาโซลได้ประมาณ 4 เดือนแล้วดันได้เห็นพอดี... เลยคิดว่า “อ่า สมัยก่อนตอนผ่าตัดที่โซล ต้องนั่งรถไฟขนาดนั้น... ค่าที่พัก ค่า KTX... ตอนปรึกษา ตอนผ่าตัด ตอนตัดไหม ตอนดูอาการ โอ๊ย~~~ตัวฉันตอนนั้นมีแพสชันสุดๆ ㅜㅜ” แล้วก็คิดขึ้นมาตามธรรมชาติว่า “ถ้าผ่าตัดตอนนี้คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย...” แล้วไม่รู้ยังไงก็ได้ดู YouTube ของอาจารย์แพคจองฮวานค่ะ พอดูไปหลายครั้งก็คิดว่า “อืม...? ผ่าตัดโหนกแก้มก็น่าลองนะ?” เพราะงานยุ่งมาก เลยค้นดูบ้างเป็นครั้งคราวตอนนึกขึ้นได้ช่วงสุดสัปดาห์ ผ่านไป 3~4 เดือน “อืม...? แค่อยากถามคนนี้ดู ว่าฉันเป็นเคสที่ควรผ่าตัดไหม อืม...ฉันจะถามคนนี้ ถ้าคนนี้บอกว่าเป็นเคสที่ควรผ่าตัด ฉันจะทำแน่นอน ถ้าบอกว่าอย่าทำ ก็จะไม่มีความค้างคาแม้แต่นิดเดียว” ฉันคิดแบบนั้นค่ะ

ฉันเข้ารับคำปรึกษาแบบพบหน้า และภายในเวลาสั้นมาก คุณหมอเข้าใจใบหน้าของฉันได้อย่างแม่นยำ จริงๆ แล้วใบหน้าฉันยังไม่เคยแตะช่วงกลางใบหน้า แต่เป็นหน้าที่ถ้าแตะจุดหนึ่งแล้วก็เหมือนต้องแตะทั้งหมดนิดๆ แต่ก็สงสัยว่าจำเป็นต้องแตะทั้งหมดจริงๆ ไหม แต่ถ้าแตะทั้งหมดแล้ว แน่นอนว่าจะสวยขึ้นจริง แต่เป็นงานใหญ่สุดๆ

คุณหมอบอกว่าโหนกแก้มลองผ่าตัดได้ และฉันก็จองทันที แม้คุณหมอจะพูดจาเย็นชากว่า ที่เห็นใน YouTube มาก แต่ฉันคิดว่า ถ้าเป็นผู้ใหญ่ทั่วไปที่ใช้ชีวิตในสังคมเป็น และรู้เพียงแค่ว่าการพูดแบบนี้จะเป็น บวกหรือเป็นลบกับใคร ก็จะเข้าใจเจตนาของคนคนนี้ได้ทันทีค่ะ

ตอนเด็กๆ เวลาผ่าตัด ฉันฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว แต่ตอนนี้ก็มีอายุแล้ว เลยคิดว่าเรื่องบวมอะไรแบบนั้นคงไม่ฟื้นเหมือนตอนเด็กใช่ไหม? ฉันหยุดงานหนึ่งสัปดาห์เพราะผ่าตัด และเพราะไม่ได้หยุดงานนานมาก หลังผ่าตัดฉันจึงไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว ที่ว่าดีต่อการลดบวม ไม่ว่าจะประคบ เดินเล่น หรือน้ำฟักทอง จริงๆ แล้ว เอาแต่นอนอย่างเดียว ไม่ใช่นั่งหลับนะคะ แต่เพราะต้องกินยา ก็เลยกินโจ๊กแล้วนอน กินโจ๊กแล้วนอน กินโจ๊กแล้วนอน วันที่ 3~4 บวมมาก ในใจคิดว่า “อ่า ถ้าจะให้บวมยุบ ตอนนี้ควรนั่งอยู่บ้างแล้ว...ㅠㅠ” แต่ก็ง่วงมาก แค่อยากนอน เลยคิดว่า “ไม่รู้แล้ว” แล้วก็นอนต่อไปเรื่อยๆㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋ แต่ฉันผ่าตัดวันเสาร์ แล้ววันศุกร์สัปดาห์ถัดไปตัดไหมที่หน้า ตั้งแต่เช้าวันตัดไหมก็คิดว่า “โอ้ บวมยุบไปเยอะแล้วนะ” และตั้งแต่วินาทีที่ตัดไหมที่โรงพยาบาล มันยุบเร็วขึ้นอีกจริงๆ เหมือนความเร็วแสง วันที่ 7 ตอนใส่หน้ากากไปเจอคน พูดคุยสนทนา อีกฝ่ายบอกว่าไม่มีความรู้สึกว่าแปลกหรือไม่เป็นธรรมชาติเลยแม้แต่นิดเดียวㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋ วันที่ 9~10 คนที่รู้ว่าฉันทำศัลยกรรมแต่ไม่รู้ว่าทำอะไรมา นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า ฉันทำศัลยกรรมโครงหน้า สิ่งที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ “ดูเด็กลงจริงๆ” เพราะอาการบวมรอบปาก คนเลยคิดว่าฉันฉีดฟิลเลอร์หรือเติมไขมันที่แก้มหรือแถวนั้นค่ะ

หลังผ่าตัดเสร็จ ตอนยาสลบยังไม่หมดฤทธิ์และตาจะปิดอยู่เรื่อยๆ ฉันมองกระจกก่อนเลย เพื่อดูเส้นก่อนที่จะบวม ตอนนั้นฉันก็รู้สึกว่าไนซ์แล้วค่ะ ฉันทันทีหลังผ่าตัด ก่อนบวม เห็นเส้นโหนกแก้ม 45 องศาเลย ว่าเข้าไปอย่างสวยงาม ㅋㅋㅋㅋพอออกจากโรงพยาบาลก็ FaceTime กับพี่สาวแท้ๆ ทันที พี่สาวก็ทึ่งมากㅋㅋㅋ บอกว่า “ว้าว โหนกแก้มเรียบเนียนเลย” ㅋㅋㅋ หลังจากนั้นก็จะบวมพองขึ้นมาไม่สิ้นสุดค่ะ เรื่องความรู้สึกก็ไม่มีอาการจี๊ดๆ หรืออะไรแบบนั้น และฉันทำงานที่ต้องพูดเยอะมาก แต่ไม่มีอะไรไม่สะดวก กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วมาก ฉันคิดว่านี่ก็ เพราะผ่าตัดได้ดีเช่นกันค่ะ

ต่อไปฉันวางแผนจะทำจมูกที่นี่ด้วย แต่ตอนนี้ยากที่จะลางานหนึ่งสัปดาห์ ㅜㅜ คงต้องถึงช่วงวันหยุดฤดูร้อนถึงจะทำจมูกได้ค่ะ

ฉันไม่ได้คิดว่า “ยังไงก็ต้องทำอยู่ดี น่าจะทำให้หมดตั้งแต่เด็กๆ” ฉันคิดว่าดีแล้วที่ตอนนั้นไม่ได้ทำ และดีแล้วที่ตอนนี้ได้ผ่าตัดกับคุณหมอ ด้วยทักษะที่พัฒนาขึ้นมากกว่าเดิม และฉันขอบคุณแม่มาก ที่ตอนฉันยังเด็ก แม่ห้ามอย่างสุดแรงกับการผ่าตัดหรือหัตถการ ที่คิดง่ายๆ ได้อย่างการเติมไขมัน ฟิลเลอร์ ฯลฯ ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ แต่ถึงจะรู้จักศัลยกรรมตั้งแต่ยังเด็ก ฉันก็ไม่เคยฉีดแม้แต่ฟิลเลอร์ที่พบได้ทั่วไปสักครั้ง เพราะแม่มีแนวคิดว่า “ถ้าอย่างนั้นไปผ่าตัดเลยดีกว่า” ㅋㅋㅋㅋㅋ

ถ้ามีคนวัย 20 กำลังอ่านบทความนี้อยู่ ฉันอยากบอกว่า ไม่จำเป็นต้องทำหน้าให้เป็นรูปแบบสมบูรณ์ตั้งแต่วัย 20 ก็ได้ไหม การเหลือบางอย่างไว้เพื่อความสนุกของการค่อยๆ สวยขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่เลวค่ะ

ถ้ามีคนวัย 30 อยู่ ตอนนี้ก็ยังเป็นวัย 30 ที่กำลังสวยเต็มที่ ถ้าคิดว่า “มาถึงตอนนี้แล้วจะ...” แต่ความอยากทำโครงหน้า ยังคุกรุ่นขึ้นมาเป็นพักๆ อยู่เรื่อยๆ ฉันแนะนำให้ตัดสินใจทำตอนนี้เลย ภายใต้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญค่ะ ^^

+ ทุกครั้งที่ไปที่นี่ มีพยาบาลผู้ชายอยู่คนหนึ่งพอดีที่ดูแลแล้วทำให้รู้สึกดีที่สุดค่ะ วันแรกที่ผ่าตัด หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าและได้รับการนำทาง ตอนเข้าห้องผ่าตัดก็เป็นพยาบาลผู้ชายพาเข้าไป พอเข้าไปก็มีคุณหมอวิสัญญีอยู่ด้วย เลยไม่รู้ว่าเพราะอย่างนั้นหรือเปล่า แต่ทันทีที่เข้าไปก็รู้สึกว่า “ทำไมที่นี่รู้สึกว่ามีสตาฟผู้ชายเยอะจัง...” หลังผ่าตัด ตอนทำแผล ตอนตัดไหมที่หน้า ตอนตัดไหมในปาก ก็เป็นคนนี้ที่ดูแลเสมอ และเขายิ้มแย้มตลอด เป็นคนเดียวในโรงพยาบาลนี้ที่ทุกครั้งที่ไปทำให้ฉันรู้สึกสบายมากๆ! ดังนั้นถ้าใครคิดเหมือนฉันว่า “อืม ทำไมรู้สึกว่ามีสตาฟผู้ชายเยอะจัง?” ไม่ต้องกังวลเด็ดขาด ㄴㄴ ฉันชอบมากกกกกกกกว่าค่ะ!!

ถูกใจ 35

ยังไม่มีความคิดเห็น