จริง ๆ แล้วเคยได้ยินมาว่าถ้าหลังทำศัลยกรรมแล้วผลออกมาค่อนข้างพอใจ ก็จะไม่มีแรงจูงใจมากนักที่จะมาเขียนรีวิว และมันก็จริงอย่างนั้นเลยค่ะ ฉันผ่าตัดจมูกมาได้ประมาณ 3 สัปดาห์แล้ว และพอเข้าสัปดาห์ที่ 2 ก็เหมือนจะไม่ได้แวะเข้ามาในชุมชนนี้อีกเลย แต่ก่อนผ่าตัด ฉันตั้งใจไว้ว่า เพราะก่อนทำจมูกและแม้แต่ช่วงหลังทำใหม่ ๆ ฉันได้ข้อมูลจากที่นี่เยอะมาก แถมยังช่วยประคองความกังวลในใจได้ดี เลยคิดว่ายังไงก็ต้องมาเขียนรีวิวไว้ ฉันคิดว่าถ้ารักษาคำพูดก็คงไม่โดนลงโทษ ก่อนหน้านี้ฉันใช้เวลาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลที่จะไปผ่าตัดอย่างหนักมาก เพราะบนเว็บไซต์โรงพยาบาลมีรีวิวเยอะจริง แต่ในคอมมูนิตี้แบบนี้กลับมีไม่มาก เลยต้องตามหากันแทบเป็นแทบตายก่อนผ่าตัด รีวิวจากโรงพยาบาลเองก็มักจะดูความน่าเชื่อถือน้อยกว่านิดหน่อยใช่ไหมคะ? ยังไงก็เลยมาเขียนไว้ ถ้าไม่เขียนตอนนี้ เดี๋ยวจะยิ่งขี้เกียจขึ้นเรื่อย ๆ เลยจะเขียนเหมือนจดไดอารี่ ย้อนดู 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาไปพร้อม ๆ กัน
*ปรึกษา ก่อนอื่น คุณหมอเจ้าของเคสเป็นคนเด็ดขาดและชัดเจนมาก คุณหมอบอกว่าตัวเองมักจะได้ยินคนพูดว่าเป็นคนไม่ค่อยเป็นมิตร แต่ฉันมองมาตลอดว่าไม่ว่าด้านไหนก็ตาม ในบรรดาหมอทั้งหลาย คนที่อ่อนโยนมาก ๆ จริง ๆ แล้วมีน้อยอยู่แล้ว เพราะกระบวนการฝึกให้เป็นหมอมันเข้มมาก และเวลาก็ไม่เคยพอ จนทำให้ต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเป็นหลัก ฉันเลยคิดว่านั่นอาจเป็นกลไกการป้องกันตัวแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นเวลาต้องรับคำถามสารพัดจากคนไข้ที่ไม่ค่อยรู้อะไรนัก แต่กับคุณหมอที่นี่ ฉันไม่ได้รู้สึกเลยว่าเป็นคนไม่เป็นมิตร อาจจะเหมาะกว่าถ้าจะบอกว่าเป็นคนที่เด็ดขาดมาก ๆ มากกว่า และคุณแม่ของฉันก็บอกว่าเป็นคนที่พูดอะไรชัดเจน เข้าใจง่าย ฉันอาศัยอยู่ต่างประเทศ และแม้ครั้งนี้จะกลับมาอยู่เกาหลีได้นานในช่วงลาพัก แต่ก็จำเป็นต้องลดเวลาที่อยู่ในเกาหลีให้มากที่สุด ฉันเลยหาข้อมูลในชุมชนนี้เยอะมากก่อนกลับมาเพื่อเลือกโรงพยาบาล เป้าหมายของฉันคือการทำให้เป็นธรรมชาติมากจนคนอื่นไม่รู้ว่าเคยทำมา และถึงแม้การแก้ไขจะไม่สมบูรณ์แบบ ก็ต้องเป็นการผ่าตัดที่ลดความกังวลเรื่องผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด โดยหลังผ่าตัดจมูกก็ยังไม่ควรมีข้อจำกัดในการขยับจมูก พอถึงเกาหลีและกักตัวเสร็จ ฉันก็ไปที่โรงพยาบาลที่ฉันผ่าตัด คือ ㄹㅂㅅ ก่อนเลย จากนั้นก็ไปอีก 2 โรงพยาบาลที่ชุมชนนี้แนะนำแนวผ่าตัดแบบธรรมชาติ และยังไปอีกหนึ่งโรงพยาบาลแนวโรงงาน? ขนาดใหญ่? ด้วย แต่เพราะที่แรกที่ปรึกษาคือ ㄹㅂㅅ ให้คำปรึกษาละเอียดและออกแนวมีหลักการที่สุด โรงพยาบาลที่ไปทีหลังเลยไม่ค่อยน่าดึงดูดสำหรับฉัน และสุดท้ายก็ตัดสินใจผ่าตัดที่นี่ คุณหมออธิบายจมูกในมุมกายวิภาคทำให้ฉันเข้าใจและรู้สึกจริงขึ้น อีกทั้งยังเป็นโรงพยาบาลที่แทบไม่มีกลิ่นการขายเลย เหตุผลที่ตอนแรกฉันใส่โรงพยาบาลนี้ไว้ในลิสต์ ทั้งที่ในชุมชนนี้หรือชุมชนอื่นก็ไม่ได้โปรโมตมากนัก ก็คือ อย่างแรกเพราะทำแบบผ่าตัดปิด อย่างที่สองเพราะฉันรู้สึกถึงความจริงใจจากเว็บไซต์ของโรงพยาบาล การปรึกษาจะคุยกับคุณหมอเท่านั้น ครั้งแรกจะปรึกษาจากรูปจมูกที่ถ่ายด้วยมือถือ แต่พอตัดสินใจจะผ่าตัดจริง คุณหมอจะถ่ายรูปจมูกใหม่อย่างเป็นทางการ รูปจมูกก็ไม่เคยปล่อยให้พนักงานถ่าย แต่คุณหมอจะถ่ายเองด้วยวิธีที่พัฒนาขึ้นมาเองอย่างละเอียดมาก แน่นอนว่ามีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังผ่าตัด แต่คุณหมอบอกว่าจะใช้รูปเหล่านี้เพื่อศึกษาว่าควรผ่าตัดให้ฉันอย่างไรต่อไป และเพื่อการนี้คนไข้ทุกคนที่ถ่ายรูปต้องใช้เงื่อนไขการถ่ายที่เหมือนกัน เพื่อไม่ให้แสง มุมกล้อง และปัจจัยอื่น ๆ บิดเบือนภาพ และจะได้สังเกตจมูกอย่างเป็นกลาง ฟังแล้วฉันซาบซึ้งมาก พยาบาลและหัวหน้าพยาบาลที่โรงพยาบาลก็น่ารักมาก และอาจเพราะเป็นโรงพยาบาลหูคอจมูก เวลาปรึกษากับที่อื่นแล้วรู้สึกแตกต่างจากคนที่เห็นในคลินิกศัลยกรรมความงามตรงที่ไม่รู้สึกถึงความเป็นเชิงพาณิชย์ แต่ให้ความรู้สึกตั้งใจช่วยเหลือเรื่องการผ่าตัดและการฟื้นตัวมากกว่า จริง ๆ แล้วจมูกของฉันมีปัญหาหลายอย่าง คุณหมอเลยลังเลอยู่นานมากว่าจะควรผ่าตัดให้ฉันดีหรือไม่ อีกอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็นโรงพยาบาลที่คำนึงถึงความปลอดภัยมาก คือ ต่างจากโรงพยาบาลอื่น เกณฑ์เรื่องยาที่ห้ามกินก่อนผ่าตัดเข้มงวดมาก และวันหนึ่งผ่าตัดแค่ 1 เคสเท่านั้น การรักษาหลังผ่าตัดก็ถี่และเป็นระบบมาก โรงพยาบาลอื่นโดยทั่วไปมักมีประมาณ 3 ครั้ง? เช่น เอาสำลีออก ตัดไหม และตรวจครั้งสุดท้ายประมาณ 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด แต่ที่นี่ 1 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัดต้องไปทุกวัน และแม้ตอนนี้จมูกของฉันจะกลับมาเกือบปกติในเชิงการใช้งานแล้ว คุณหมอก็ยังดูอาการให้ทุก ๆ 3-5 วัน
การผ่าตัด ฉันทำการตัดกระดูกฮัมพ์, จัดเรียงกระดูกอ่อนปลายจมูกใหม่ และมัดกระดูกอ่อน ตอนนี้เพิ่งผ่านมาแค่ 3 สัปดาห์ จึงยังมีการเปลี่ยนแปลงต่อไปจนกว่าจะเข้าที่ แต่ตอนนี้ฉันพอใจมาก แน่นอนว่าหลังผ่าตัดจมูกของฉันยังไม่ใช่จมูกดาราที่สวยสุด ๆ แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อเสียเดิมของจมูกฉันและการยืนยันจะทำศัลยกรรมให้เป็นธรรมชาติ ผลที่ออกมาถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ และออกมาใกล้เคียงกับที่ฉันคาดไว้มาก ฉันเลยพอใจจริง ๆ ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า จุดพิเศษของโรงพยาบาลนี้ ในความคิดของฉัน คือเชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดแบบปิดไม่ใส่วัสดุ (โดยใช้กระดูกอ่อนผนังกั้นจมูกเป็นหลัก) และนอกจากช่วงต้นของการผ่าตัดแล้ว ขั้นตอนจะทำภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่เท่านั้น สภาพจมูกก่อนผ่าตัดของฉันคือ จมูกเบี้ยว รูจมูกไม่เท่ากัน รูจมูกใหญ่ จมูกฮัมพ์ (จริง ๆ ตอนเห็นของจริงฮัมพ์หนักกว่าตอนในรูปก่อนผ่าตัดที่ฉันลงไว้อีก), ปลายจมูกบาน, จมูกเชิด/จมูกลูกศร ประมาณนี้ ตอนปรึกษาครั้งแรก คุณหมอเห็นจมูกฉันแล้วบอกว่าจมูกของฉันเป็นจมูกที่กระดูกอ่อนปลายจมูกพัฒนาไม่เต็มที่ เลยทำให้ปีกจมูกบาน และจมูกแบบนี้ต่อให้ผ่าตัดก็จะไม่ออกมาเป็นจมูกที่สวยมากนัก คุณหมอยังบอกอีกว่าไม่ใช่แค่จมูกเบี้ยว แต่ทั้งใบหน้าก็เบี้ยวอยู่เลยทำให้รูจมูกไม่เท่ากันและจมูกเบี้ยวก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิม (มีโรงพยาบาลปรึกษาอีก 2 แห่งที่บอกว่าจะช่วยแก้ตรงนี้ แต่ฉันตัดออกเพราะวิธีผ่าตัดที่เสนอมาเห็นชัดว่าจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของจมูกแน่นอน) อีกอย่าง ฉันมีฐานจมูกค่อนข้างกว้าง คุณหมอเลยบอกว่าลองตัดกระดูกฮัมพ์ก่อน แล้วถ้าสันจมูกกว้างขึ้นไปอีกก็จะดูสถานการณ์แล้วอาจต้องทำ osteotomy ด้านในและด้านนอกเพิ่ม และถึงเราจะอยากไม่ใส่วัสดุทั้งหมด แต่ถ้าหลังตัดกระดูกฮัมพ์แล้วจมูกดูเตี้ยและแบนมากเกินไป คุณหมอก็บอกว่าหากจำเป็นจริง ๆ ก็ต้องพิจารณาใส่ซิลิโคนที่สันจมูกไว้ด้วย คนที่มีโครงสร้างจมูกชัดเจนก่อนผ่าตัดอาจจะคาดเดาผลลัพธ์ได้หมดแล้ว แต่ในกรณีของฉัน ฉันรู้สึกว่าระหว่างผ่าตัดจะมีบางส่วนที่ต้องอาศัยความเห็นและการอนุญาต(?) จากฉัน และเพราะเหตุนี้ฉันเลยชอบการทำแบบฉีดยาชาเฉพาะที่มากกว่า ความกังวลว่าระหว่างผ่าตัดจะเห็นขั้นตอนเป็นช่วง ๆ แล้วต้องตัดสินใจทันทีในโรงพยาบาลที่ทำภายใต้ยาสลบ ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจเท่าไร แต่ฉันคิดว่าคนที่ไม่ชอบการตื่นอยู่ระหว่างผ่าตัดคงจะไม่คุ้นแน่ อย่างไรก็ดีสำหรับฉัน ความกลัวระหว่างผ่าตัดยังทนได้มากกว่าความกังวลต่อผลลัพธ์ และตอนดูรีวิวของโรงพยาบาลนี้ก็ส่วนใหญ่บอกว่าด้วยการฉีดยาชาแทบไม่รู้สึกอะไรเลยและทำได้สบายมาก ฉันเลยไม่ค่อยกังวล ฉันยังต้องเอากระดูกอ่อนผนังกั้นจมูกออกมาด้วยพร้อมกับผ่าตัดโรคจมูกอักเสบ แต่จริง ๆ ระหว่างผ่าตัด การผ่าตัดโรคจมูกอักเสบกลับทำให้ฉันรู้สึกขัด ๆ นิดหน่อย ส่วนการผ่าตัดเสริมจมูกกลับสบายกว่า อย่างไรก็ตาม ตามเกณฑ์ของคุณหมอแล้ว ฉันคงไม่ได้จมูกที่สวยมาก แต่เป้าหมายของฉันคือแค่ให้ปีกจมูกที่บานอยู่ดีขึ้นสักระดับหนึ่ง และจัดให้เส้นฮัมพ์เรียบลงเท่านั้น กลับกันฉันเลยรู้สึกเอนเอียงไปทางวิธีผ่าตัดที่คุณหมอเสนอมากกว่า อีกอย่าง โรงพยาบาลอื่นบอกประมาณว่า ถ้าทำแบบปิดจะไม่แม่นยำ และที่โรงพยาบาลนั้นอาจจะเป็นจริงตามที่เขาพูด แต่คุณหมอที่ ㄹㅂㅅ ทำแต่การผ่าตัดแบบปิดมานานมาก และดูมั่นใจในความแม่นยำของการผ่าตัดมาก พอดูขั้นตอนการปรึกษาก่อนผ่าตัดแล้ว ฉันก็รู้ว่าคุณหมอไม่ใช่คนที่จะมั่นใจแบบไร้เหตุผลตั้งแต่แรกจนจบ ทำให้ฉันเชื่อใจและรู้สึกสบายใจค่อนข้างมาก ทุกคนที่กำลังคิดจะผ่าตัดคงเข้าใจดี การตัดสินใจทำศัลยกรรมเป็นเรื่องใหญ่มากในชีวิตของฉัน ดังนั้นก่อนผ่าตัดคนทั่วไปก็จะกังวล รีวิวเรื่องผลข้างเคียงก็จะติดอยู่ในใจ และหลังผ่าตัดจนกว่าจะเอาเฝือกออก ยุบบวมลง อารมณ์ก็จะขึ้น ๆ ลง ๆ โดยเฉพาะพอได้ลองเองแล้ว ฉันรู้สึกว่าหลังผ่าตัดไปประมาณ 1 สัปดาห์ ร่างกายจะล้ามาก แล้วก็มีเลือดกำเดาออกด้วย ซึ่งสิ่งนี้ก็น่าจะส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย ยกตัวอย่างของฉันเอง ตอนผ่าตัดคุณหมอจะจัดรูปทรงจมูก แล้วก่อนเย็บจะให้ฉันดูจมูกที่ผ่าตัดเสร็จชั่วคราว พออยู่ในสภาพมึน ๆ งง ๆ แบบนั้นแล้วจู่ ๆ เห็นจมูกที่เปลี่ยนไป มันก็มีส่วนที่ชอบ แต่ก็มีส่วนที่รู้สึกแปลกเหมือนกัน และเพราะดูแค่แวบเดียวในสภาพงงมาก ๆ ก็เลยจำรายละเอียดไม่ค่อยได้.. ตอนพักในห้องพักฟื้น ฉันยังคิดเลยว่า จมูกของฉันจะเชิดเกินไปไหม.. เพราะงั้นพอออกจากห้องพักฟื้น ฉันเลยถามว่า ‘รูจมูกของฉันดูโผล่มากไปหน่อยไหมคะ ’ แล้วคุณหมอก็ตอบว่า ‘ในรูปรีวิวของโรงพยาบาล เคยเห็นใครจมูกเชิดบ้างไหม? ไม่มีใช่ไหม? เชื่อผมนะ~!’ ตั้งแต่ตอนนั้นใจฉันก็เบาลงมาก เพราะจริง ๆ แล้วฉันเชื่อคุณหมอมากกว่าตัวเองเสียอีก;; และตอนนี้ผลลัพธ์จริงก็พอใจมากด้วย พ่อแม่ฉันเองก็เป็นห่วงเรื่องผ่าตัดมาก แต่ตอนนี้พอเห็นว่าฉันสวยขึ้นก็ชอบกันมาก เลยรู้สึกเหมือนได้ตอบแทนท่านไปในระดับหนึ่ง แค่จมูกเปลี่ยนไปนิดเดียว ภาพรวมของใบหน้าก็เปลี่ยนไปเยอะเลย ทั้งที่สันจมูกยังเหมือนเดิม และจริง ๆ เพราะตัดกระดูกฮัมพ์ไปก็อาจจะต่ำลงนิดหน่อย แต่พอปลายจมูกถูกยกขึ้นก็ทำให้ดูเหมือนว่าสันจมูกก็ถูกยกขึ้นไปด้วย เรื่องนี้คงมีแต่คนที่ผ่าตัดมาแล้วถึงจะเข้าใจนะคะ สภาพหลังผ่าตัดจมูกมันแบ่งเป็นก่อนเอาสำลีออกกับหลังเอาสำลีออกใช่ไหม.. หลังผ่าตัดจมูกของฉัน พอมีวันหยุดสุดสัปดาห์คั่นอยู่ ก็เลยเอาสำลีออกในวันที่ 2 หลังผ่าตัด ส่วนคนอื่น ๆ ที่ผ่าตัดที่โรงพยาบาลนี้ดูเหมือนจะเอาสำลีออกวันถัดไปเลย เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้มาก่อนจนถึงก่อนผ่าตัด แต่เดาว่าเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลศัลยกรรมอื่น ๆ เขาถอดสำลีเร็วมาก และน่าจะเป็นเพราะเป็นการผ่าตัดแบบปิดที่ฟื้นตัวไวเลยทำแบบนี้ได้ ระหว่างผ่าตัด คุณหมอยังให้กำลังใจเป็นระยะ ๆ ว่า ‘ตัดฮัมพ์ได้ดีมาก~’ แล้วในวันเอาสำลีออกก็ปลอบฉันว่า ‘โอ๊ย ลำบากหน่อยนะ ตอนนี้เรื่องใหญ่ที่สุดผ่านไปแล้ว’ อีกด้วย เรื่องบวมกับช้ำ คุณหมอบอกว่าขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน แต่คงเพราะเป็นแบบปิด ด้วยเหตุนี้ฉันแทบไม่มีรอยช้ำหรืออาการบวมเลย ถึงอย่างนั้นคุณหมอก็บอกว่ายังบวมอยู่เยอะนะ พอจ้องดูแต่จมูกอย่างละเอียดก็จะรู้สึกตึง ๆ นิดหน่อย เลยเริ่มสงสัยเหมือนกันว่าถ้าผ่านไปหนึ่งปีหลังผ่าตัด รูปร่างจมูกจะออกมาแบบไหน วันนี้ฉันเจอญาติหลายคน แล้วพวกเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันไปผ่าตัดมา
พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เหมือนจะยาวเกินไป มันไม่ใช่การผ่าตัดที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง แต่ระหว่างเตรียมผ่าตัด ฉันก็ยังใจหนักและหันกลับมาคิดเรื่องชีวิตแบบนั้นอยู่ดี ว่าจริง ๆ แล้วรูปลักษณ์ภายนอกมีความหมายกับฉันแค่ไหน เราควรพอใจและหยุดตรงไหน เรื่องแบบนี้ไง ฉันเคยเห็นบทความเชิงลบเกี่ยวกับการผ่าตัดจมูกเยอะมาก แต่ถ้าทำในขอบเขตที่ปลอดภัย ไม่โลภเกินไป หลังผ่าตัดอาจจะลำบากอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ได้ความมั่นใจกลับมา ซึ่งในแง่นั้นมันก็ได้ประโยชน์เยอะเหมือนกัน แน่นอนว่าฉันเพิ่งอยู่สัปดาห์ที่ 3 เอง อาจยังไม่ใช่เวลาที่ฉันจะตัดสินอะไรได้ทั้งหมด ก่อนทำจมูกฉันก็ผ่านความทุกข์ทางใจมาไม่น้อย และแน่นอนว่าตอนนี้ก็น่าจะยังมีหลายคนที่กำลังกังวลอยู่แบบเดียวกัน เพราะฉันเคยอยู่ในจุดเดียวกันมาก่อน ก็หวังว่าทุกคนจะหาโรงพยาบาลที่เหมาะกับตัวเองเจอและผ่าตัดออกมาได้ดีนะคะ รูปที่ฉันลงเป็นรูปที่ถ่ายแบบมั่ว ๆ ถ้าต่อไปได้รับรูปที่คุณหมอถ่ายให้จากโรงพยาบาลเมื่อไร ก็น่าจะมาอัปเดตหรือโพสต์อีกที