สวัสดีทุกคน..! เราเองคือคนที่เขียนโพสต์ด้านบน!!
หลังจากคิดอยู่นานมาก สุดท้ายก็ไปผ่าตัดหน้าอกมา และตอนนี้ก็ครบ 6 เดือนแล้ว!!
เราเลยเขียนรีวิวนี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังลังเลเรื่องผ่าตัดหน้าอก หรือคนที่เพิ่งผ่าตัดช่วงแรกๆ
ก่อนอื่นขอบอกไว้ก่อนว่า เราจะเขียนอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลาง ทั้งข้อดีข้อเสียทั้งหมด และนี่ไม่ใช่โพสต์ที่เชิญชวนให้ทำศัลยกรรมแน่นอน
รีวิวรูปภาพจะลงทีหลัง ส่วนตอนนี้เป็นรีวิวแบบข้อความก่อน
โดยปกติทุกคนน่าจะคิดถึงและรู้ข้อดีกันอยู่แล้ว เราเลยอยากเขียนข้อเสียให้ละเอียดและเป็นกลางมากกว่า!
1. ข้อมูลพื้นฐาน ส่วนสูงช่วงปลาย 160 ซม. / ตอนผ่าตัด 48-49 กก. หลังผ่าตัด 48 กก. ซิลิโคน Mentor Extra ซ้าย/ขวา 275/290 = น้ำหนักรวมประมาณ 600 กรัม วิธีผ่าตัด: กรีดใต้ราวนม แบบซับเพลน 2 ชั้น
โพรงหน้าอก: แล้วแต่โรงพยาบาล แต่เขาบอกว่าประมาณ 11-13 (จริงๆ แต่ละโรงพยาบาลวัดโพรงหน้าอกไม่เหมือนกัน)
ขนาดที่แนะนำ: เราไปมาทั้งหมด 10 โรงพยาบาล ยกเว้นที่หนึ่งที่แนะนำ 245 ที่เหลือแนะนำ 275-300 และสูงสุดถึง 310 กันหมด (โรงพยาบาลที่แนะนำ 245 เป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญการลดขนาดเลยค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่พอเช็กกับโรงพยาบาลอื่นแล้วก็ยืนยันได้ตามตำราว่า 245 เป็นขนาดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับโพรงหน้าอกของเรา)
ตอนแรกคุณหมอที่เราผ่าตัดด้วยบอกว่า ต่ำกว่า 300 เล็กเกินไปสำหรับส่วนสูงของเรา แต่เราเป็นห่วงเรื่อง rippling และอยากใส่ในขนาดที่ไม่ฝืนกับโพรงหน้าอกตัวเองมากเกินไป เลยยืนยันจะเอาต่ำกว่า 300 ผลลัพธ์คือคิดว่าตัดสินใจถูกแล้ว (เขาว่ากันว่าขนาดใหญ่ไว้ก่อนดีกว่า แต่เราคิดตรงข้าม เพราะผลข้างเคียงอย่าง rippling, animation, bottoming out, ล้นด้านข้าง ฯลฯ)
2. ข้อดี
a. ทรงเสื้อผ้า: เป็นข้อดีที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว แต่พอใส่เสื้อผ้าแล้วทรงต่างไปจริงๆ แค่ใส่บราปกติก็มีร่องอกแล้ว ทำให้มั่นใจขึ้นมาก
b. ปรับสัดส่วน: เราเป็นคนเอวสั้นและช่วงอกกว้าง ซึ่งเป็นปมด้อย พอใส่เสื้อรัดๆ แล้วไม่ชอบเลยตรงหน้าอกผู้ชายที่กว้างเกินไป หลังผ่าตัดแล้วเส้นสัดส่วนดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น และช่วงอกก็ดูเล็กลงเมื่อเทียบกัน ทำให้พอใจกับส่วนนี้
ขอเสริมไว้ด้วยว่า ตอนที่ไม่ใส่บราร่องอกอาจจะไม่ชิดกัน แต่พอใส่บราก็จะมี สำหรับหน้าอกธรรมชาติ ถ้าไม่ได้ใส่บราจะไม่มีร่องอก โดยปกติเพราะผอม หรือระยะห่างระหว่างหัวนมไกลเกินไป ฯลฯ ทำให้สร้างร่องอกบนหน้าอกธรรมชาติได้ยาก แต่พอใส่บราธรรมดาก็มีร่องอก เราเลยพอใจ
เอวก็ดูค่อนข้างบางลง แต่เอวไม่ได้เปลี่ยนแบบว้าวมาก เอวถ้าจะให้ดีแนะนำออกกำลังกายหน้าท้อง...
c. ทุกครั้งที่มองกระจกก็รู้สึกว่าสวยเลยอารมณ์ดี เราว่าด้านจิตใจสำคัญที่สุด ซื้อบราแล้วเลือกบราสวยๆ ได้ก็รู้สึกดี?
3. ข้อเสีย
a. ความเจ็บและความไม่สบายหลังผ่าตัด: หลังยาสลบหมด วันที่ 2-3 จะเจ็บที่สุด แต่การใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ลำบากมาก เราว่ามันเจ็บประมาณ 20 เท่าของอาการเจ็บหน้าอกตอนมีประจำเดือน ถึงจะใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่ช่วงแรกๆ ไม่ควรใช้แขนเยอะ (ถูพื้น บิดผ้า ล้างจาน ฯลฯ) และที่สำคัญคือห้ามยกแขนเกิน 90 องศาประมาณ 3 เดือน
b. รูปร่างที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ: ถึงเราจะผอม แต่ผลที่ได้ก็ค่อนข้างเป็นธรรมชาติแล้ว บางครั้งตามแสงหรือมุมมองก็ยังเห็นขอบโค้งกลมๆ ที่ส่วนหน้าอกบนอยู่ดี เราคิดว่าคนผอมต้องยอมรับส่วนนี้โดยเลี่ยงไม่ได้ เรามีไขมันในร่างกาย 16-17% เลยคิดว่าคนที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันสูงกว่าเราน่าจะดูเป็นธรรมชาติกว่า
c. สัมผัสที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ: (ตอนเลือกซิลิโคน สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือความปลอดภัยกับความเป็นธรรมชาติของสัมผัส เลยรู้สึกว่า Mentor Extra ทั้งปลอดภัยที่สุดและสัมผัสดี และเหมือนคุณหมอหลายคนก็แนะนำรองจาก Motiva มากที่สุด เดี๋ยวเรื่องซิลิโคนเราจะพูดละเอียดด้านล่างอีกที)
เรื่องสัมผัส ถ้ายืนหรือนั่งมันจะค่อนข้างธรรมชาติ นุ่มๆ ฟีลประมาณที่ทุกคนมักเห็นในรีวิววิดีโอ
***สิ่งสำคัญคือเวลานอน*** ตอนนอน ถ้าไม่ใช่คนที่มีเนื้อพื้นฐานเยอะพอ จะรู้สึกว่ามันค่อนข้างแน่น! อันนี้เวลาเลยไปก็ไม่เปลี่ยนด้วย เป็นเรื่องปกติ เพราะพอนอน ซิลิโคนจะถูกแรงกดเลยแข็งขึ้น ลองนึกถึงตอนเอาฝ่ามือกดลูกโป่งใส่น้ำดู คนที่ให้ความสำคัญกับสัมผัสควรจำจุดนี้ไว้
แต่ตอนนอน สำหรับ Mentor Extra (ตัวอื่นเราไม่แน่ใจ) ทรงตอนแผ่ก็ดูเป็นธรรมชาติ ช่วงแรกยังไม่แผ่แบบนี้ แต่ตั้งแต่ประมาณเดือนที่ 4-5 เป็นต้นไป ทรงที่ค่อยๆ แผ่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
d. ****ผลข้างเคียง: rippling, ปรากฏการณ์ animation
ตอนลังเลระหว่าง Mentor Classic กับ Mentor Extra สิ่งที่เราได้รู้คือ Mentor Classic มี rippling หนักจริง
แต่ Mentor Extra ก็ไม่ได้ไม่มี rippling เลยนะ (เวลายืนผิวด้านนอกจะย่นๆ) เพราะจริงๆ แล้วเพื่อให้ได้ทรงธรรมชาติ เขาไม่ได้เติมเต็ม 100%
โชคดีที่เรามีเนื้อพื้นฐานประมาณ 180 กรัม แล้วบวกกับฝีมือคุณหมอเลยไม่มี rippling
***สำคัญ***! แต่ปัญหาคือปรากฏการณ์ animation กล้ามเนื้อหน้าอกถูกใช้งานบ่อยมากในชีวิตประจำวัน อย่างที่อธิบายไว้ในโพสต์ก่อน วิธีซับเพลน 2 ชั้นคือการผ่ากล้ามเนื้อหน้าอกใหญ่แล้วใส่ซิลิโคนไว้ใต้กล้ามเนื้อ ดังนั้นพอมีกล้ามเนื้อเหลืออยู่ ทุกครั้งที่ขยับกล้ามเนื้อหน้าอกก็จะเห็นซิลิโคนถูกกดและขยับ ภาพฟีลหน้าอกนักเพาะกายตอนเกร็งน่ะ รู้กันใช่ไหม?
สิ่งนั้นเรียกว่าปรากฏการณ์ animation พอผ่าตัดหน้าอกแล้วในระดับหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ และยังไม่ถึงขั้นเรียกว่าผลข้างเคียงด้วยซ้ำ (บางโรงพยาบาลบอกว่าความเป็นไปได้ของ animation คือ 100% บางที่บอก 20-30% ความเห็นจึงต่างกัน)
แต่ถ้ามันรุนแรงมาก จนทุกครั้งที่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าอก ซิลิโคนแยกขึ้นไปด้านบนหรือออกด้านข้างอย่างเห็นได้ชัดและยุบเบี้ยวดูน่าเกลียด แบบนั้นถือว่าเป็นผลข้างเคียง ถ้าถึงขนาดนั้นเขาว่ากันว่าเป็นเพราะผ่ากล้ามเนื้อไม่ดีพอ (เรื่องนี้อาจต่างกันไปตามคุณหมอ เป็นความเห็น)
กรณีของเรา มี animation อยู่ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นผลข้างเคียง
พูดง่ายๆ คือในชีวิตประจำวัน ตอนกดปั๊มแชมพู หรือเอามือวางที่เอวแล้วเกร็งหน้าอก ก็จะรู้สึกและเห็นว่ามันกระตุก/เด้งขึ้น แต่เพราะไม่ได้ถึงขั้นน่าขนลุกเลยไม่ถือว่าเป็นผลข้างเคียง และอีกอย่างเราค่อนข้างผอม แล้วกล้ามเนื้อหน้าอกก็มีอยู่เดิมจากการออกกำลังกาย ดังนั้นก่อนผ่าตัดก็เห็นกล้ามเนื้อหน้าอกขยับอยู่แล้วด้วย (คนที่ยังไม่ได้ผ่าก็ลองเอามือทั้งสองข้างวางที่เอวแล้วเกร็งแรงๆ ดู บางคนก็จะรู้สึกและเห็นว่ามันขยับได้ นั่นปกติ)
สรุปคือ เรารู้สึกว่า animation มันค่อนข้างไม่สะดวก แต่ยังไม่ถึงกับน่าเกลียด และเพราะก่อนหน้านี้ก็เห็นการขยับอยู่แล้ว เลยไม่ได้เครียดมากกับ animation
(สำคัญ) แต่ช่วงหลังเวลาเห็น animation (ของเราคือทรงหน้าอกแยกออกสองข้าง) ตรงกลางหน้าอกมีลักษณะย่นเล็กน้อยให้เห็นด้วย คิดว่าน่าจะเพราะหลังผ่าตัดเราน้ำหนักลดลงนิดหน่อย
เรื่อง rippling อย่างที่ทุกคนคงรู้อยู่แล้ว Rippling คืออาการที่ผิวหรือเนื้อบางจนเห็นผิวซิลิโคนด้านนอก โดยปกติวิธีซับเพลน 2 ชั้นจะมีกล้ามเนื้อคลุมส่วนบนอยู่ ทำให้ rippling บริเวณหน้าอกบนแทบไม่มี แต่ปัญหาอยู่ตรงด้านข้างซี่โครงหรือกลางหน้าอกที่ไม่มีเนื้อ เราเองตอนแรกคุณหมอก็บอกว่าเพราะกระดูกหน้าอกตรงกลางเด่นออกมา เลยกังวลเรื่อง rippling อยู่แล้ว
แต่สรุปคือ นอกจากตอนเกร็งหน้าอกแล้วเห็นขึ้นมานิดหน่อยเพราะน้ำหนักลดลง ก็ไม่ได้ลอ้มหรือเห็นชัดมาก เราเลยไม่เครียด (อาจต่างกันตามแต่ละคน)
e. แผลเป็น เราครบ 6 เดือนแล้ว แต่แผลยังดูแดงอยู่ มีแผลใต้ราวนมยาวประมาณ 3-4 ซม. เลยค่อนข้างกังวลเวลาจะเลือกบิกินี่หรือเสื้อผ้าบางแบบ และก็ไม่มีหลักประกันว่ามันจะหายไปหมด แต่เรายังคิดว่ากรีดใต้ราวนมปลอดภัยกว่ากรีดรักแร้ เหตุผลเราเคยเขียนไว้ในโพสต์ก่อน ถ้ามีคนสนใจเยอะ เราจะสรุปแล้วลงโพสต์ใหม่อีกที
f. การลดลงของการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าอก
หลังผ่าตัดไม่ควรเล่นหน้าอกหนักๆ บางคุณหมอถึงกับบอกว่าไม่ต้องเล่นเลย ยังไงก็ตามกล้ามเนื้อถ้าถูกตัดไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาติดหรือฟื้นตัวเหมือนเดิม คนที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะการเคลื่อนไหวควรอ้างอิงไว้
g. ตึงกล้ามเนื้อสะบักคอและปวดไหล่ พอหน้าอกใหญ่ขึ้น น้ำหนักก็เพิ่มขึ้น พอเผลอหลังค่อม กล้ามเนื้อสะบักคอหรือไหล่ก็อาจตึงได้ เราเป็นคนออกกำลังกายอยู่แล้ว แถมซิลิโคนไม่ได้ใหญ่มากเลยยังโอเค แต่ถ้ารู้ว่าการผ่าตัดหน้าอกก็มีปัญหาพวกนี้ด้วยก็น่าจะดี ถ้าจะผ่าตัดหน้าอก เราคิดว่าควรนวดหน้าอกเป็นประจำเพื่อคลายกล้ามเนื้อ และออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลังเพื่อให้ร่างกายบาลานซ์กัน
4. สรุปและความเห็นของเรา
เดิมทีเราไม่ได้ไม่พอใจทรงหน้าอกเก่ามากนัก และก็ใช้ชีวิตแบบพอใจมาตลอด การมีหน้าอกที่ใหญ่และสวยขึ้นก็ถือว่าดี แต่เพราะหน้าอกเดิมไม่ได้เป็นปมด้อยมากขนาดนั้น เราเลยไม่ได้รู้สึกดีทางจิตใจแบบสุดๆ หรือไปแนะนำใครต่อใครขนาดนั้น ถ้าย้อนเวลากลับไป อาจจะเพราะขี้เกียจเลยอาจไม่ทำก็ได้
ถ้าใครมีปมด้อยทางจิตใจมาก เราคิดว่าความพึงพอใจหลังผ่าตัดหน้าอกน่าจะสูงมาก (ขึ้นอยู่กับรูปทรงหน้าอกของแต่ละคน)
เราคิดว่ากรณีของเราถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะเดิมทีเนื้อหน้าอกพื้นฐานก็ไม่ได้ไม่มีเลย และก็ไม่ใช่หน้าอกที่ยากอย่างหน้าอกอกไก่หรือหน้าอกบุ๋ม คุณหมอก็บอกว่าการผ่าตัดไม่ได้ยากมาก
5. จะลองเขียนจากประสบการณ์และความคิดของเราเกี่ยวกับลักษณะคนที่น่าจะไม่พอใจหลังผ่าตัดได้ง่าย
- คนช่วงบนผอมมาก โดยเฉพาะคนที่ช่วงอกกว้าง และคนที่ซี่โครงโผล่มาก
- คนที่เดิมทีมีรูปทรงหน้าอกสวย และมีเนื้อพื้นฐานอยู่พอสมควร
- คนที่ให้ความสำคัญกับสัมผัสมากๆ (ต่อให้ธรรมชาติแค่ไหนก็ไม่สามารถเหมือนหน้าอกธรรมชาติได้ 100%)
- คนที่มีโครงสร้างร่างกายยาก เช่น หน้าอกบุ๋ม หน้าอกอกไก่ ฯลฯ เราคิดว่ายิ่งเป็นคนแบบนี้ฝีมือและประสบการณ์ของคุณหมอยิ่งสำคัญ ถึงเราจะไม่ใช่หน้าอกบุ๋มหรือหน้าอกอกไก่เลยเขียนรายละเอียดไม่ได้ แต่โดยทั่วไปก็รู้ว่าเป็นสรีระที่ค่อนข้างยาก
- คนที่ไม่อยากให้คู่ของตัวเองรู้เด็ดขาดว่าเคยผ่าตัดหน้าอก (ถ้าไขมันในร่างกายสูงและผ่ารักแร้อาจไม่ค่อยเห็น แต่กรณีอื่นๆ เราคิดว่ามีโอกาสเห็นค่อนข้างมาก อย่างแรกเลยคือตอนนอนสัมผัสต่างกัน และถ้ากรีดใต้ราวนมก็จะมีแผลเป็น - แผลเป็นก็แล้วแต่แต่ละคน)
- คนที่ค่อนข้างอ่อนไหว: อย่างที่บอกว่ามี animation อยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งสัมผัสได้ค่อนข้างชัด ถ้าอ่อนไหวก็อาจจะรู้สึกกังวลและไม่สบายใจทุกครั้งที่หน้าอกกระตุก
- คนที่ออกกำลังกายเป็นอาชีพ หรือสำคัญมาก
- คนที่อ่อนไหวกับแผลเป็น
- คนที่เป็นกังวลหรือไม่สบายใจอยู่แล้วบ่อยๆ: ความเสี่ยงของผลข้างเคียงมีได้เสมอ และพออายุมากขึ้นก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร ดังนั้นต้องระวังไว้ตลอด แต่ถ้าโดยปกติแล้วกังวลและไม่สบายใจจนรบกวนชีวิตประจำวัน อาจจะกลายเป็นว่าทางจิตใจไม่ทำจะดีกว่าก็ได้
เท่านี้แหละ
เป็นโพสต์ยาวและเราเขียนด้วยมือถือ เลยคงมีพิมพ์ผิดเยอะ ขอบคุณที่อ่านจนจบ
ถ้าทุกคนอยากรู้เรื่องรีวิวรูปภาพ ข้อมูลโรงพยาบาล สิ่งที่เราให้ความสำคัญตอนเลือกโรงพยาบาล ฯลฯ ต่อไปเราก็คิดว่าจะลงรีวิวเพิ่ม แต่อาจจะช้านิดหน่อย
หวังว่าจะช่วยได้บ้าง และขอให้ทุกคนคิดอย่างรอบคอบมากๆ ก่อนตัดสินใจผ่าตัด