ผ่านไป 12 ปีแล้วตั้งแต่ผ่าตัดโหนกแก้มครับ/ค่ะ เดือนสิงหาคม 2011 หลังสอบติดข้าราชการ เพื่อจะใช้ชีวิตที่ดูดีกว่านี้ ผม/ฉันได้ผ่าตัดโหนกแก้มแบบกรีดในช่องปาก แต่ไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งนั้นจะเปลี่ยนชีวิตผม/ฉันให้เป็นนรก
ช่วง 2 ปีหลังผ่าตัด เป็นวันที่ดีมากจริงๆ จนคิดว่าชีวิตเราก็มีวันที่เป็นแบบนี้ได้ด้วย ไปที่ไหนก็ได้รับความสนใจ รู้สึกดีครับ/ค่ะ เริ่มเห็นจุดเริ่มต้นของการดิ่งลงเหวอย่างชัดเจนตั้งแต่ปีที่ 3 สัญญาณแรกคือแก้มหย่อนคล้อย เมื่อเนื้อบริเวณกรามล่างทั้งสองข้างเริ่มตกลงมา ก็เริ่มดูแก่กว่าคนวัยเดียวกัน แต่จนถึงตอนนั้นก็ยังพอทนได้ เพราะยังไม่รุนแรง แต่สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือมันยิ่งนานยิ่งหนักขึ้น ตอนคนอื่นแก่ขึ้น 1 ปี ผม/ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองแก่ขึ้น 2 ปี แต่พอเลยวัย 30 ไปแล้ว มันไม่ใช่แค่ 2 ปี เหมือนแก่เพิ่มทีละ 3-4 ปีเลย แล้วตอนแรกเริ่มจากแก้มหย่อน จากนั้นเพราะไม่มีโหนกแก้ม ใต้ตาก็เริ่มตอบ และเพราะใต้ตาตอบ รอยคล้ำใต้ตาก็เข้มขึ้นมากอย่างบ้าคลั่ง จากตรงนี้เริ่มรับมือไม่ไหวแล้ว น่าจะตั้งแต่ช่วงนั้นที่เริ่มมีอาการทางจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้ารุนแรงจริงๆ ความคิดอยากฆ่าตัวตาย การหลีกเลี่ยงผู้คน ความไวต่อสิ่งต่างๆ ฯลฯ ผม/ฉันคิดว่าลองทำทุกอย่างที่ทำได้ยกเว้นผ่าตัดแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผล และตั้งแต่นั้นมาก็เหมือนยอมแพ้กับใบหน้าตัวเอง ไม่มองหน้าตัวเอง แล้วใช้ชีวิตไปแบบนั้น เพราะต้องไปทำงานและต้องมีชีวิตอยู่ต่อ จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปอีก ริ้วรอยใต้ตาแบบ Indian line กับร่องแก้มก็รุนแรงมากจนน่าตกใจ พูดตรงๆ อาการนี้มีมาตั้งแต่ปีที่ 3 แล้ว แต่เรียกว่ายิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนบริเวณใดบริเวณหนึ่งของใบหน้าถูกกดทับอย่างแรง ดังนั้นเพื่อชดเชยตรงนี้ ผม/ฉันคิดว่าตัวเองเพิ่มน้ำหนักประมาณ 5 กก. เพื่อปิดบังริ้วรอย และยิ่งเวลาผ่านไป สีหน้าก็ยิ่งหมองคล้ำลง ไม่ใช่ดีซ่านเหมือนคนตับไม่ดี แต่เหมือนดำคล้ำขึ้น และเพราะมีการกรีดข้างหู จึงไปกระทบเส้นประสาทข้างหู ทำให้เกิดหูชั้นกลางอักเสบหรือปวดหูเป็นครั้งคราว แต่ของผม/ฉันหลังผ่าตัดทันทีไม่ค่อยมีอาการ แล้วอาการมาเกิดขึ้นหลังเวลาผ่านไป พอค้นในอินเทอร์เน็ต เห็นว่าเป็นอาการที่เกิดได้หลังทำโหนกแก้มแบบกรีดในช่องปาก และผม/ฉันคิดว่ามันค่อยๆ แสดงออกมาในกรณีของผม/ฉัน แล้วถ้าพูดถึงอาการอื่นๆ ก็มีปัญหาการออกเสียง ซึ่งช่วงนี้เครียดที่สุด หูอื้อ รอยบุ๋ม การจับตัวแข็ง/เป็นก้อนที่แก้มด้านหน้า ผม/ฉันรู้สึกเหมือนเป็นโรงพยาบาลรวมผลข้างเคียงจริงๆ ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา มีแค่ 2 ปีที่ดี และอีก 10 ปีเป็นความเจ็บปวดต่อเนื่อง สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือเมื่อปรับตัวกับผลข้างเคียงหนึ่งได้แล้ว ผลข้างเคียงใหม่ก็รอเราอยู่อีก ผม/ฉันรู้สึกว่าตอนนี้แทบจะทนผ่านมาหมดแล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าตอนนี้คือ ผม/ฉันกำลังมองไปที่วัย 40 แล้ว จึงคิดว่าจะต้องมีผลข้างเคียงอื่นๆ ที่มาจากการทำงานร่วมกันของความชราและผลข้างเคียงจากการผ่าตัดโหนกแก้มอย่างแน่นอน รีวิวที่ลงกันที่นี่ส่วนใหญ่เป็นหลัง 1-2 ปี หรือถ้าความยืดหยุ่นผิวดี ก็เป็นรีวิวที่สภาพยังดีจนถึงปีที่ 3-4 แต่โดยทั่วไปผลข้างเคียงจะเริ่มภายใน 2 ปี แล้วไปสู่การยกกระชับ Ulthera และการรักษาด้วยเลเซอร์ต่างๆ และท้ายสุดก็จบที่เส้นทางการดึงหน้า แต่การดึงหน้าก็มีผลข้างเคียงเยอะมากอย่างไม่น่าเชื่อ และถ้าเข้าสู่เส้นทางเลเซอร์กับดึงหน้าที่พูดถึงข้างต้น เงินก็หายไปหลายสิบล้านวอน อีกทั้งไม่ใช่การผ่าตัดที่แก้ต้นเหตุด้วย ดังนั้นผม/ฉันจึงไม่ไปเส้นทางนั้น และรอมา 10 ปี โดยคิดว่าถ้าเทคโนโลยีทางการแพทย์ดีขึ้น ตอนนั้นค่อยลองผ่าตัดที่แก้ต้นเหตุ ตอนนี้ก็ยังชัดเจนว่าผม/ฉันจะไม่ผ่าตัดดึงหน้า เพียงแต่ช่วงนี้กำลังคิดว่าอาจลองผ่าตัดบูรณะดู เพราะผม/ฉันคิดว่าการฟื้นฟูกระดูกตรงตำแหน่งที่ควรมีกระดูกคอยพยุงโหนกแก้มเท่านั้น คือการแก้สาเหตุที่แท้จริง ไม่เคยคิดเลยว่าการผ่าตัดที่ทำไปตอนยังเด็กและไม่รู้อะไร จะทำให้ชีวิตลำบากขนาดนี้ ได้โปรดอย่าแตะต้องกระดูกจริงๆ ครับ/ค่ะ以上 นี่คือรีวิว 10 ปีครับ/ค่ะ แล้วถ้าใครรู้จักโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและอาจารย์แพทย์ที่เก่งด้านผ่าตัดบูรณะโครงหน้า ช่วยบอกผม/ฉันด้วยนะครับ/คะ โค้งคำนับ และถ้ามีคนที่เคยผ่าตัดบูรณะแล้ว ช่วยส่งข้อความส่วนตัวมาหน่อยนะครับ/คะ