เผลอแป๊บเดียวก็ครบ 10 เดือนแล้วตั้งแต่ผ่าตัดขากรรไกรสองข้าง ตอนที่ตัดสินใจผ่าตัดใหม่ ๆ แค่ 10 เดือนยังรู้สึกไกลมาก แต่พอเวลาผ่านไปจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันผ่านไปเร็วกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ช่วงหลังผ่าตัดใหม่ ๆ แต่ละวันรู้สึกยาวนานมาก คอยกังวลตลอดว่าสักเมื่อไหร่บวมจะยุบ จะกินอาหารได้ปกติเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้แม้แต่ความกังวลพวกนั้นก็เริ่มเลือนหายไปทีละน้อยแล้ว
ถ้าสรุปสภาพตอนนี้ ความไม่สะดวกที่เกิดจากการผ่าตัดแทบไม่มีแล้ว อาหารก็ทานได้สบาย ๆ ไม่ได้เลือกมากเป็นพิเศษ เนื้อสัตว์หรือของที่ค่อนข้างแข็งก็ทานได้ตามธรรมชาติแบบไม่ต้องนึกถึงขากรรไกร ตอนกินข้าวก็แทบไม่คิดแล้วว่า “ของแค่นี้กินได้ไหม” หรือ “จะไปเพิ่มภาระให้ขากรรไกรหรือเปล่า”
เรื่องออกกำลังกายก็เหมือนกันเลย ไม่ได้มีความไม่สะดวกอะไรเป็นพิเศษทั้งตอนเล่นเวทหรือคาร์ดิโอ และตอนออกกำลังกายก็ไม่ได้รู้สึกกังวลเรื่องขากรรไกรด้วย ช่วงหลังผ่าตัดแรก ๆ ก็เคยกังวลเรื่องน้ำหนักกับกล้ามเนื้อที่ลดไปเยอะเหมือนกัน แต่ตอนนี้พอออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายก็ดูเหมือนจะกลับมาดีขึ้นมากแล้ว
อาการบวมตอนนี้อยู่ในระดับที่แทบไม่ต้องใส่ใจแล้ว ช่วงแรก ๆ ฉันจะส่องกระจกทุกวันแล้วคอยเช็กตลอดว่า “วันนี้บวมหายไปเท่าไหร่แล้วนะ” แต่ตอนนี้ใบหน้าเหมือนลงตัวเป็นธรรมชาติแล้วจนไม่จำเป็นต้องนึกถึงอาการบวมเลย ยิ่งช่วงนี้พอเปิดรูปเก่า ๆ ดู สิ่งที่รู้สึกได้ชัดกว่ารูปทรงหน้า คือสีหน้าและภาพลักษณ์โดยรวมที่เปลี่ยนไปมากกว่า
เมื่อก่อนเพราะปากกับคางยื่นออกมา แม้เวลาหน้านิ่งก็ยังรู้สึกเหมือนดูหงุดหงิดนิด ๆ และตอนถ่ายรูปก็มักจะพยายามหามุมที่ออกมาดูดีหน่อย แต่ตอนนี้พอถ่ายรูปก็ไม่ต้องกังวลเรื่องมุมหน้ามากแล้ว รู้สึกว่าถ่ายแบบธรรมชาติก็โอเค และแม้เป็นรูปที่ถูกถ่ายแบบไม่ทันตั้งตัวก็ยังมักจะพอใจมากกว่าเมื่อก่อน
ด้านการใช้งานก็พึงพอใจมากเหมือนกัน การสบฟันก็ลงตัวและมั่นคงแล้ว การเคี้ยวอาหารทั้งสองข้างก็ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ช่วงแรกหลังผ่าตัดยังจำได้ว่าอ้าปากได้ไม่ค่อยดี ต้องคอยบริหารขากรรไกรอยู่ตลอด แต่ตอนนี้แม้ไม่ต้องทำท่าออกกำลังกายแยกก็แทบไม่มีปัญหาเรื่องอ้าปากหรือกินข้าวแล้ว
มองย้อนกลับไป สิ่งที่ยากที่สุดหลังผ่าตัดขากรรไกรสองข้างก็คือช่วงพักฟื้นจริง ๆ ช่วงหลังผ่าตัดทันที การหายใจก็ไม่สบาย การกินก็ไม่อิสระ การพูดก็ไม่ง่าย เลยมีช่วงที่คิดว่า “จะผ่านเวลาทั้งหมดนี้ไปยังไงดีนะ” แต่พอผ่านมาได้จนถึงตอนนี้ที่ครบ 10 เดือนแล้ว มันกลับรู้สึกเหมือนผ่านไปเร็วมากจริง ๆ
และตอนนี้ แทนที่จะนึกถึงแค่ข้อเท็จจริงว่าตัวเองเคยผ่าตัดขากรรไกรสองข้าง ฉันกลับคุ้นกับชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไปหลังจากนั้นมากกว่า ตอนแรกที่ไปปรึกษากับคุณหมอคิมจงยุนที่ Lee Oral and Maxillofacial Surgery ฉันกังวลเรื่องการผ่าตัดเยอะมาก เพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่เลยคิดวนอยู่ตลอดว่าผลจะออกมาดีไหม จะฟื้นตัวได้ดีไหม แต่พอผ่านกระบวนการพักฟื้นมาจนถึงตอนนี้ ก็รู้สึกจริง ๆ ว่าวันนั้นเลือก Lee Oral and Maxillofacial Surgery และให้คุณหมอคิมจงยุนผ่าตัดให้ เป็นการตัดสินใจที่ดีมาก
ตอนนี้สิ่งที่รอคอยมากกว่าตัวการผ่าตัดคือเมื่อไหร่จะจัดฟันเสร็จ ถ้าการผ่าตัดทำให้โครงหน้ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว ตอนนี้ก็เหมือนยังเหลือขั้นตอนที่ต้องทำให้การเรียงฟันสมบูรณ์ พอเห็นแนวฟันค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละเดือนก็สนุก และก็ตั้งตารอผลลัพธ์สุดท้ายหลังถอดอุปกรณ์จัดฟันออกทั้งหมดด้วย
ตอนแรกฉันกังวลมากว่า “ถ้าผ่าตัดขากรรไกรสองข้างแล้วจะพอใจจริงไหม” หรือ “ช่วงพักฟื้นเราจะทนไหวหรือเปล่า” แต่พอมาถึงตอนนี้ที่ครบ 10 เดือน ก็แอบคิดเหมือนกันว่าทำไมตอนนั้นต้องกังวลอยู่นานขนาดนั้น แน่นอนว่าตัวการผ่าตัดไม่ได้ง่าย และช่วงพักฟื้นแรก ๆ ก็หนักจริง ๆ แต่ถ้ามองชีวิตตอนนี้แล้ว ฉันคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่ากับการอดทนผ่านช่วงนั้นมา
ที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงภายนอก แต่คือการได้กินข้าวอย่างสบาย ถ่ายรูปได้แบบเป็นธรรมชาติ และใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องคิดมาก นั่นคือสิ่งที่พึงพอใจที่สุด พอผ่านไป 10 เดือน ฉันรู้สึกว่าการผ่าตัดขากรรไกรสองข้างไม่ใช่แค่การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนรูปหน้า แต่เป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ เอาความไม่สบายเล็ก ๆ และความเครียดที่เคยกังวลออกไปทีละอย่าง ถ้าย้อนกลับไปก่อนผ่าตัดอีกครั้ง ตอนนี้ก็คงยังลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็น่าจะเลือกเหมือนเดิมอยู่ดี ระดับความพึงพอใจตอนนี้สูงมาก และฉันก็พอใจกับการที่ได้ผ่าตัดกับคุณหมอคิมจงยุนที่ Lee Oral and Maxillofacial Surgery ด้วย
ตอนนี้อยากจัดฟันให้จบอย่างดี แล้วค่อยรอดูว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นยังไง ในรีวิวครั้งหน้า ฉันตั้งใจจะเล่ารายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับความคืบหน้าของการจัดฟันและการเปลี่ยนแปลงในช่วง 11 เดือนให้มากขึ้นอีกหน่อย