ก่อนผ่าตัด <กรุณาดูแนวโหนกแก้มด้านขวา> หลังผ่าตัด <กรุณาดูแนวโหนกแก้มด้านขวา>* เหตุผลที่เลือกซัมซองกา-โร
ระหว่างที่เดินไปปรึกษาผ่าตัดลดโหนกแก้มอยู่หลายที่ ตอนที่คุยกับผู้จัดการฝ่ายปรึกษาของคลินิกศัลยกรรมตกแต่งอีกแห่งที่ไม่ใช่ S.S.Y อีกฝ่ายแนะนำว่าถ้าไม่ได้เลือกโรงพยาบาลนั้น ก็ลองไปปรึกษาที่ S.S.Y น่าจะดีกว่าไปที่คลินิกอื่น ๆ ฉันคิดว่าที่ผู้จัดการฝ่ายปรึกษาของคลินิกศัลยกรรมตกแต่งอีกที่แนะนำแบบนั้น คงมีเหตุผล จึงนัดปรึกษาที่ S.S.Y ไว้ และจากคำอธิบายที่ละเอียดของคุณหมอเจ้าของคลินิก พร้อมทั้งการค่อย ๆ ไล่ตอบทุกข้อสงสัยของฉัน ทำให้การผ่าตัดลดโหนกแก้มที่เคยดูเลือนราง เริ่มจับต้องได้มากขึ้น นอกจากนี้ผู้จัดการฝ่ายปรึกษายังเปิดภาพก่อน-หลังของอีกคนที่สภาพใกล้เคียงกับฉันมากที่สุด ให้ดู ทำให้ฉันพอจะนึกภาพคร่าว ๆ ออกในหัว และจองวันผ่าตัดทันทีโดยไม่ลังเล
* บริเวณที่ผ่าตัดและเหตุผล ฉันได้รับการผ่าตัดลดโหนกแก้มด้านข้างและลดโหนกแก้ม 45 องศา ตั้งแต่เด็กเพราะโครงร่างกายเอียงนิดหน่อย ทำให้โหนกแก้มทั้งสองข้างค่อย ๆ ไม่สมมาตรกัน โดยเฉพาะโหนกแก้มขวาที่พัฒนา เด่นกว่าข้างซ้ายมาก ดังนั้นฉันจึงมักจะใช้ผมบังหน้าด้านขวาเสมอ และเวลาถ่ายรูปก็มักจะ ฝืนยิ้ม หรือเกร็งแก้มเพื่อซ่อนแก้มตอบของตัวเองอยู่ตลอด พอดูรูปฉันทีไรก็เห็น สีหน้าไม่เป็นธรรมชาติโดดเด่นเสมอ ยิ่งพออายุมากขึ้นและความยืดหยุ่นของผิวลดลง ก็ยิ่งเห็นบริเวณโหนกแก้ม เด่นชัดขึ้น ฉันจึงตัดสินใจผ่าตัด
* สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังผ่าตัด, ปฏิกิริยาคนรอบตัว เพราะคุณหมอผ่าตัดได้ดีมาก ฉันจึงบวมไม่มากตั้งแต่แรก ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 3 หลังผ่าตัดฉันก็ใส่หน้ากากไปทำงาน และไม่มีใครสังเกตเห็น พอครบ 4 สัปดาห์ ฉันเริ่มออกไปโดยไม่ใส่หน้ากากแล้ว แต่คนก็แค่ถามว่าฉันอวบขึ้นนิดหน่อยหรือเปล่า ไปทำหัตถการผิวมาหรือไม่ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสังเกตเลย มีแค่คนในครอบครัวที่รู้ว่าฉันผ่าตัดแล้วเท่านั้นที่บอกว่า เส้นกรอบหน้าสวยขึ้นแบบไม่ทิ้งร่องรอย และดูเป็นธรรมชาติดีมาก ฉันเองก็ชอบรูปหน้าตอนนี้มาก จนตั้งใจไปยืนหน้ากระจกแต่งหน้าที่มีไฟซึ่งช่วยให้เกิดเงาบนใบหน้าได้ดี แล้วจ้องกระจกอยู่นาน
* ระดับความพึงพอใจตอนนี้ จนถึงก่อนผ่าตัดฉันยังลุ้นหนักมาก ว่าหน้าจะเปลี่ยนไปมากเกินไป หรือไม่ทำยังจะดีกว่าหรือเปล่า แต่พอทำแล้วก็คิดว่าตัวเองไปกังวลเรื่องนั้นทำไมกันนะ ถ้าได้ทำตั้งแต่อายุน้อยกว่านี้สักปีเดียวก็คงดี ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่คิดจะทำลดโหนกแก้มตั้งแต่เนิ่น ๆ
* กระบวนการฟื้นตัวในชีวิตประจำวัน ฯลฯ (ตั้งแต่หลังผ่าตัดจนถึงตอนนี้) พอผ่าตัดเสร็จและฟื้นจากยาสลบ ฉันรู้สึกปวดแวบหนึ่งเหมือนฟันจะหลุดออกมา จึงขอให้พยาบาลให้ยาแก้ปวด ทางสายน้ำเกลือ พอไม่นานอาการปวดก็หายไป ฉันเลยค่อย ๆ เดินออกจากห้องพักฟื้น ตอนอ่านรีวิวผ่าตัดลดโหนกแก้มจะเห็นว่ามีคนใช้ตาข่ายยึดหน้าคล้ายกระดาษห่อของ ฉันเลยเตรียมหมวกบักเก็ตปีกกว้างใบใหญ่กับ หน้ากากไซส์ใหญ่ไปด้วย ซึ่งมีประโยชน์มากตอนต้องไปที่ร้านขายยาหลังผ่าตัด ถึงจะไม่รู้สึกเจ็บเพราะยาแก้ปวด แต่แค่การที่ตัวเองไปผ่าตัดกระดูกมานั้นก็ทำให้กลัวอยู่ดี ดังนั้นหลังผ่าตัดฉันแวะร้านขายยาเองคนเดียว แล้วขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน ตลอดทางก็รู้สึก ไม่ค่อยสบายใจเท่าไร แต่ก็ถึงบ้านอย่างปลอดภัยไม่มีปัญหาใด ๆ ฉันเอาหมอนใบใหญ่สองใบพิงผนังไว้ แล้วใช้หมอนสำหรับเดินทางช่วยล็อกหัวไม่ให้ขยับ จากนั้นก็นั่งพยายามหลับ บางครั้งก็สะดุ้งตื่นเพราะมีอาการปวดเล็กน้อยกับเลือดกำเดาที่ไหลพรวดออกมา แต่ก็ไม่ได้ลำบากมาก
ตั้งแต่วันที่ 1 หลังผ่าตัดเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ฉันกินแค่อาหารเหลว/เครื่องดื่มบำรุง/ไข่ตุ๋นเท่านั้น และนอนในท่านั่งเหมือนวันแรก ความเจ็บแทบไม่มีจริง ๆ แค่เพราะกินอาหารปกติไม่ได้ เลยรู้สึกไม่มีแรง ฉันจึงย่นช่วงห่างของมื้ออาหารให้สั้นลง ดื่มอาหารเหลวหรือเครื่องดื่มทุก 2,3 ชั่วโมง และกินวิตามินกับอาหารเสริมแทบจะกลืนลงไปทีเดียว ซึ่งช่วยได้มาก แต่เพราะไม่สามารถหยุดงานได้ จึงเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 3 หลังผ่าตัด และลักษณะงานต้องพูดเยอะมาก ทำให้ต้องพูดโดยไม่อ้าปากมาก ราวกับกำลังพูดแบบนักพากย์เสียงคนเดียว เพื่อไม่ให้กระดูกรับภาระ จึงลำบากมาก การผ่าตัดลดโหนกแก้มไม่ใช่การผ่าตัดที่เจ็บมากก็จริง แต่เพราะการกินและการพูดอาจถูกจำกัดอย่างมากแบบนี้ ฉันจึงคิดว่าการเว้นเวลาพักไว้สัก 1 สัปดาห์ก่อนค่อยผ่าตัดน่าจะดีที่สุด อีกอย่างฉันมีนิสัยนอนกัดฟัน พออยู่ ๆ ช่วงประมาณวันที่ 5 ตอนหลับก็รู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังกัดฟันแน่น จนตกใจตื่น พอถึงวันที่ครบ 1 สัปดาห์ ฉันไปโรงพยาบาลแล้วบอกคุณหมอเจ้าของคลินิก (จริง ๆ นัดปรึกษาคุณหมอไว้ช่วงสัปดาห์ที่ 2 แต่ท่านตั้งใจให้ปรึกษาในสัปดาห์ที่ 1) คุณหมอบอกว่าน่าจะฉีดโบท็อกซ์จะดีกว่า ฉันเลยฉีดโบท็อกซ์กราม ถ้าใครมีนิสัยนอนกัดฟัน ก่อนไปผ่าตัดลองบอกคุณหมอไว้ก่อน น่าจะไม่ต้องตื่นตระหนกแบบฉัน
ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 เลือดกำเดาที่ออกเป็นพัก ๆ ก็หยุดลง และอาการบวมเริ่มยุบลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอาการบวมบริเวณด้านบนของใบหน้า ค่อย ๆ ไหลลงด้านล่าง ทำให้รูปปากดูไม่สวยเอามาก ๆ จนฉันเริ่มตั้งใจประคบเย็นที่เคยขี้เกียจไม่ค่อยทำ ซึ่งช่วยได้มาก อาหารก็ยังคงเป็นอาหารเหลว เครื่องดื่มบำรุง และอาหารเสริมเหมือนเดิม แต่ช่วงนั้นร่างกายอ่อนเพลียมาก จึงมีอาการเวียนหัวและง่วงหนักแบบฉับพลันบ่อย ๆ พอมีเวลาเมื่อไหร่ก็จะ ขอนอนสักพักแล้วตื่นขึ้นมาเติมแรง
พอเข้าสัปดาห์ที่ 3 อาการบวมก้อนใหญ่ยุบลงไปมาก ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ฉันกินหลัก ๆ เป็นโจ๊กที่มีเนื้ออาหาร ตั้งแต่ช่วงนี้เริ่มรู้สึกชาบวม ๆ และปวดตุบ ๆ คล้ายปวดกล้ามเนื้อบ่อยขึ้น โดยเฉพาะอาการปวดบริเวณขมับบางครั้งจะแล่นแปลบ ผ่านมาแบบแสบจี๊ด แต่ทั้งหมดเป็นอาการปวดชั่วคราว และโดยมากก็หายไว จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก ฉันลองหาข้อมูลตามอินเทอร์เน็ตหลายที่ ทุกคนบอกว่าเป็นอาการที่พบได้ปกติในช่วงฟื้นตัว นอกจากนี้ S.S.Y ยังมีการดูแลอาการบวมให้ด้วย หลังรับการดูแลแล้วอาการบวมก็ยุบลงชัดเจนมาก โดยเฉพาะบริเวณที่กรีดผ่าตัดซึ่งเคยบวมเป็นก้อนกลม ๆ รู้สึกว่าตรงนั้นคลายตัวลงเยอะเลย
พอเข้าสัปดาห์ที่ 4 จากการที่กินข้าวเป็นโจ๊กที่มีเนื้อเล็กน้อย หรือสปาเก็ตตี้ที่ต้มจนเปื่อยมาก ๆ ทำให้ร่างกายฟื้นตัวขึ้นมาก บริเวณที่ผ่าตัดก็สมานดีขึ้นเยอะ จนรู้สึกมั่นคงขึ้นและนอนหนุนหมอนได้แล้ว ก่อนหน้านี้ถึงสัปดาห์ก่อน ฉันยังไม่กล้านอนราบเต็มตัวเพราะรู้สึกไม่สบายใจ เลยนอนกึ่งนอนกึ่งนั่งมาตลอด พอเข้าสัปดาห์ที่ 4 เมื่อเทียบกับหน้าก่อนผ่าตัดแล้ว เหลือแค่อาการบวมระดับเหมือนไปทำหัตถการผิว และบริเวณแผลผ่าตัดก็รู้สึกว่าบางลงมาก ความรู้สึกแปลก ๆ บริเวณเหงือกก็หายไปเยอะ อาหารส่วนใหญ่เป็นเมนูเส้น และเริ่มเดินห้างที่คนเยอะหรือขึ้นรถไฟใต้ดินได้อย่างสบายใจขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้จนถึงสัปดาห์ก่อน ฉันแทบไม่ออกจากบ้าน เพราะกลัวว่าอาจมีใครเดินผ่านมาชนหน้าเข้า ฉันยังไปเจอเพื่อนแล้วกินข้าวด้วยกัน แต่ไม่มีใครจำได้เลย
ตอนนี้เข้าสัปดาห์ที่ 7 แล้ว อาการปวดตุบ ๆ ที่เคยมีเป็นครั้งคราวก็แทบหายไปหมด และใช้ชีวิตไม่ต่างจากก่อนผ่าตัด ได้ยินมาว่าหลังจากนี้อาการบวมที่เหลืออยู่จะยุบลงอีก และรูปหน้าจะสวยขึ้นกว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ฉันก็พอใจมากอยู่แล้ว แต่พอรู้ว่าจะดีขึ้นอีกก็ยิ่งทำให้ทุกวันน่าตื่นเต้น แม้จะเป็นการผ่าตัดลดโหนกแก้มที่ตัดสินใจทำแบบฉับพลัน แต่ฉันพอใจมากจริง ๆ