โพสต์

รีวิวศัลยกรรมโหนกแก้ม

รีวิวทำศัลยกรรมปรับโครงหน้าแบบแอบครอบครัวไว้ (ยาวมากจริงๆ)

전<ก่อนผ่าตัด>전<ก่อนผ่าตัด>후<หลังผ่าตัด>전<หลังผ่าตัด>후<วันผ่าตัด>รูปหน้าเพราะทรงหน้า ทำให้เครียดมากมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน

ทุกครั้งที่มองกระจกก็ร้องไห้แทบทุกวันเลย ไม่ชอบมากจริงๆ

ตอนแรกคิดว่าจะลองจัดฟันดูก่อน ก็เลยไปจัดฟันมา

แล้วก็เคยฉีดสลายกรอบหน้า ฉีดลดกราม อะไรพวกนั้นด้วย

แต่กลับกลายเป็นว่าด้วยหัตถการพวกนี้ ทำให้แก้มใต้คางย้อยลง แล้วพอหลังๆ ถึงจะฉีดอีกก็เริ่มเห็นผลยากเพราะร่างกายดื้อยา/ดื้อต่อการฉีดแล้ว

ตอนหาข้อมูลคลินิก ฉันคิดว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน เลยไม่ได้ดูแค่ศัลยกรรมตกแต่ง แต่หาข้อมูลฝั่งศัลยกรรมช่องปากและขากรรไกรด้วย

แม้จะดูโรงพยาบาลอื่นๆ ไว้ด้วย

แต่พอมาปรึกษาครั้งแรกที่แผนกศัลยกรรมช่องปากและขากรรไกรที่นี่

ก็รู้สึกมั่นใจทันที เลยวางมัดจำในวันนั้นเลย

แล้วก็นัดวันผ่าตัดทันทีและกลับบ้านมา

ตอนผ่าตัดมีวิสัญญีแพทย์เฉพาะทางด้วย เลยปลอดภัย และยังสามารถทำการรักษาทางทันตกรรมไปพร้อมกันได้อีก ฉันเลือกที่นี่ได้ดีมากจริงๆ..

และสิ่งที่ยิ่งทำให้ประทับใจก็คือ คุณหมอผู้อำนวยการผ่าตัดให้วันละคนเท่านั้น เพื่อให้ผ่าตัดได้ในสภาพร่างกายที่ดีที่สุด!!!

เอาจริงๆ ฉันจ่ายเงินแล้วมาผ่าตัดที่นี่เองนะ

แต่ทุกวันพอส่องกระจกก็พอใจมาก

แล้วก็ใช้ชีวิตแบบ productive สุดๆ อยู่เลย.. ทุกคน นี่คือรีวิวจริงๆ

ตอนปรึกษา พนักงานผู้จัดการก็ใจดีมากๆ และดีมากเลย

(ก่อนผ่าตัด)

ก่อนผ่าตัดมีส่งข้อความทางคาเคาไว้ล่วงหน้าว่าต้องเตรียมอะไรบ้างอย่างใจดี เลยเตรียมของได้ก่อน

ในวันผ่าตัดก็เอาแค่ชุดชั้นในสำรอง เครื่องชาร์จ

ถุงเท้านอน และขวดซอสไปแบบง่ายๆ แต่

ถ้าเป็นแค่ค้างคืน 1 คืน ขวดซอสหรือของอย่างโน้ตบุ๊กอะไรพวกนั้น

ไม่เอาไปก็ได้เหมือนกันนะ ^^//

//ของที่ต้องเตรียมจากบ้าน - ขวดซอส (เพราะอ้าปากได้ไม่ค่อยดี เวลาดื่มน้ำหรือของเหลวอื่นๆ จะสะดวก

ฉันซื้อขวดซอสแบบตัดได้จากคูปังมา 3 ขวด แล้วตัดใช้ตามขนาดที่ต้องการตามการใช้งาน),

เครื่องดื่มโปรตีน, น้ำฟักทอง, แปรงสีฟันเด็ก//

//ของที่ต้องเตรียมไปนอนโรงพยาบาล - ชุดชั้นในสำรอง, ถุงเท้านอน, ที่ชาร์จมือถือ, แล้วก็ต้องมี!! เบาะรองก้น, ที่อุดหู//

อ้อ แล้วต้องใส่เสื้อที่มีกระดุมซิปหรือซิปหน้าเท่านั้นนะคะ จะได้เปลี่ยนเสื้อหลังผ่าตัดได้สะดวก

(วันผ่าตัด) ทำโครงหน้าทั้ง 3 รายการ: เลื่อนคางหน้า, โหนกแก้ม, ผ่าตัดกรามเหลี่ยม

พอไปถึงโรงพยาบาลวันนั้นก็เปลี่ยนเป็นชุดผ่าตัด แล้วคุยกับคุณหมอก่อนจะเข้าไปในห้องผ่าตัด พอนอนลงไปได้ไม่นาน

คุณหมอก็เข้ามา

พอฉันพูดก่อนวางยาว่า ช่วยทำอย่างปลอดภัยด้วยนะคะ... ปลอดภัยให้หน่อย... พอลืมตาขึ้นมาอีกที

การผ่าตัดก็เสร็จแล้วอะจึ๋ย?!

เหมือนใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

พอไปอ่านรีวิวคนอื่นก็เจอคำพูดประมาณว่าเหมือนมีช้างเดินทับ

หรือเหมือนโดนรุมกระทืบหนักมาก อะไรแบบนั้นเยอะมาก

เลยกลัวมาก

แต่เอ๊ะ กลับไม่เจ็บเลย

ถ้าให้เปรียบก็คือ ความรู้สึกชาๆ จี๊ดๆ แบบตอนฉีดยาชาที่เหงือกในคลินิกทันตกรรมใช่ไหม?

ฉันมีความรู้สึกชาๆ แบบนั้นที่บริเวณกรามล่าง แค่นั้นเอง

นอกเหนือจากนั้นไม่มีอาการเจ็บแบบอื่นเลย ก็เลยนั่งพักไป

คุยกับเพื่อนผ่านมือถือ ดูอินสตาแกรมรีลส์ไปด้วย แล้วก็พักอยู่แบบนั้น (คนที่ผ่าตัดโหนกแก้ม

ไม่ควรก้มหน้าลงนะ ต้องยกมือถือขึ้นมาให้อยู่ในระดับตรงหน้าแทน)

ต่างจากผ่าตัดขากรรไกรร่วม ก็ยังหายใจได้ดี เลยพอไหว ถึงขนาดลุกไปห้องน้ำคนเดียวได้ด้วย

แต่หลังผ่าตัดเพราะมีการใส่ท่อช่วยหายใจ เลยมีเสมหะติดและเสียง

ไม่ออก แถมน้ำมูกก็ไหลบ่อย ต้องคอยเช็ด

แล้วก็ต้องนั่งนอน ทำให้นอนไม่ค่อยหลับเลย..ฮือ

หลังผ่าตัด 8 ชั่วโมงถึงจะดื่มน้ำได้ แต่ตอนนั้นยังใส่ที่ดึงหน้าอยู่

และคางล่างก็ไม่มีความรู้สึก พยาบาลเลย

ใจดีป้อนให้ แถมบอกว่าไหลหกก็ไม่เป็นไร

โอ๊ยเอ็นดูสุดๆ

ถุงประคบน้ำแข็งก็มาเปลี่ยนให้ตลอด ประทับใจมาก..

ผู้จัดการก็เข้ามาดูว่ามีอะไรไม่สบายไหม

พอนั่งทั้งวันแล้วก้นเจ็บ ยังเอาหมอนมาให้รองอีก เพราะอย่างนี้ถึงรอดมาได้จริงๆ ขอบคุณมากค่ะ..

วันที่สอง)

ตอนเช้าประมาณ 10 โมงก็ได้กลับบ้าน

ตอนกลับดันลืมหยิบที่ดึงหน้าออกมา ผู้จัดการเลยรีบวิ่งไปถึงร้านยาแล้วเอามาให้ ( ขอโทษนะคะ)

ฉันเป็นคนขี้กลัวมาก ขนาดฉีดยาที่ก้นยังกลัวเลย

เลยเป็นสายงอแงกับพยาบาลให้รีบฉีดให้เร็วๆ นั่นแหละ

แต่ฉันเนี่ยนะมาทำศัลยกรรมโครงหน้า!!! พอผ่าตัดเสร็จก็

โล่งใจและสบายใจขึ้นมาก

ตอนปรึกษาไม่ได้พูดแบบว่าไม่เจ็บแน่นอน ทุกคนก็ทำกันหมดอะไรทำนองนั้น

แต่บอกตรงๆ ว่าวันแรกอาจจะลำบากนิดหน่อย และมีพยาบาลดูแลตอนกลางคืนด้วย เลยไม่ต้องกังวลมาก

พอได้ฟังแบบนั้นก็รู้สึกสบายใจแล้วไปผ่าตัดมาได้อย่างไม่เครียด

พอกลับถึงบ้านก็กลั้วคอ แล้วหิวมากเลยปั่นโจ๊กกิน แต่รสชาติไม่มีทั้งของเราและของใครเลย

เลยเริ่มหันไปกินแต่อาหารเหลว พวกนูทริชันดริงก์ เครื่องดื่มเกลือแร่ น้ำผลไม้ต่างๆ..

วันที่สาม)

ต้องกลั้วคอทุกสองชั่วโมง

แล้วยาก็ต้องกินวันละสามครั้ง เลยตั้งปลุกเพื่อจะตื่นตอนดึก

แต่พอเป็นการนั่งนอน ก็สะดุ้งตื่นทุกสองชั่วโมงอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งปลุกเลย ฮ่าฮ่า...

วันที่สามบวมมากกว่าวันที่สอง

เลยรีบประคบเย็นให้

เพราะประคบน้ำแข็งบ่อยๆ มันไปโดนคอ รู้สึกเหมือน

อาการคออักเสบ/หวัดที่คอหนักขึ้นนิดหน่อย แล้วก็รู้สึกเหมือนจะบ้วนน้ำมูก/เสมหะในคอออกมาได้ไม่สุด

มันคอแห้งๆ พูดไม่ได้ ตรงนี้อึดอัดกว่าความเจ็บอีก

ได้ยินมาว่าวันที่สามจะบวมกว่าเดิมอีก แต่นึกไม่ออกเลยว่าจะบวมเพิ่มได้ยังไง?.. คิดได้แค่นี้เอง

วันนี้ก็ยังเคี้ยวไม่ได้ เลยใส่อาหารเหลวในขวดซอสแล้วค่อยๆ ดื่มอย่างสำรวม!

วันที่สี่)

ตอนถ่ายรูปไว้จะได้รู้ว่าผ่านไปกี่วันหลังผ่าตัด เลยทำเครื่องหมายไว้ด้วยนิ้วแบบนั้น แต่ตอนนี้มาดูแล้วขำมาก เพราะปิดปากไม่ค่อยได้และไม่มีความรู้สึก เลยเป็นแบบนั้น

ดื่มน้ำแล้วไหลย้อยออกมาก็เป็นเรื่องปกติ..

เป็นรูปที่ถ่ายตอนเย็นของวันที่สาม แต่ทุกเช้าพอตื่นขึ้นมา

อาการบวมจะพองมาก แล้วพอตกเย็น

ก็ยุบลงไปอีก แบบนี้เรื่อยๆ วันวันที่สามก็เหมือนกัน พอจะกินนูทริชันดริงก์ โปคาริ พาวเวอร์เอด หรืออะไรแค่ยี่ห้อเดียวก็เบื่อ เลย

สลับไปมาให้กินต่อเนื่อง

ซุปปลาหมึกแห้งเอาเนื้อออกหมดแล้วผสมกับโจ๊กเหลว ใช้ช้อนตัก

กลืนลงไป หรือโยเกิร์ตก็ป้อนเข้าปากทีละนิดแล้วกลืนกินไปด้วย

วันนี้หัวสกปรก/มันมากจริงๆ เลยเอนตัวถอยหลังสระผมกับอาบน้ำด้วย

(ระวังไม่ให้โดนแผลบริเวณโหนกแก้มนะคะ)

พอกินอะไรดีๆ ไม่ค่อยได้ น้ำหนักก็ลงไวมาก (ยิ่งดีอีก... เดิมทีอวบเกินไป อยากลดอยู่แล้ว

แต่ขาดความตั้งใจเลยทำเองไม่ได้แน่ๆ

แต่พอมีศัลยกรรมด้วย แถมยังได้ลดน้ำหนักไปด้วย)

ยังไงก็ตาม วันที่สี่ก็ผ่านไปอย่างปลอดภัย

วันที่ห้า)

เทียบกับวันก่อน เห็นไหมว่าบวมยุบลงมากขึ้น

ตอนนี้ทรงหน้าเริ่มค่อยๆ โผล่ออกมาแล้ว ด้านหน้าที่เคยดูกว้างแบนและออกผู้ชายเวลา

มองตรงๆ ก็ค่อยๆ ถูกเก็บทรงจนกลายเป็น

รูปที่เหมาะกับสัดส่วนร่างกายตอนนี้พอดีเลย

อาการบวมด้านบนกำลังค่อยๆ ไหลลงมาใต้ตา

พอไปดูรีวิวคนอื่น บางคนฟกช้ำหนักมากจนเป็นทั้งหน้าเลย แต่

ของฉันคงไม่ค่อยมีเลือดออกมาก เลยแทบไม่มีรอยช้ำเท่าที่คิด คุณหมอเก่งจริงๆ ขอชม..

ตั้งแต่วันที่ 5 ก็เปลี่ยนจากประคบเย็นเป็นประคบอุ่นแล้ว

เอากล้วยมาบดด้วยช้อนแล้วใส่ปากกิน รู้สึกละลายในปากอร่อยดี

เอาเต้าหู้นิ่มๆ มาใส่ซีอิ๊วนิดเดียวแล้วคลุกกินด้วย

แล้วก็เอาผลไม้ปั่นในเครื่องปั่นให้ละเอียดมากๆ แล้วดื่ม

แนะนำให้ปั่นมะเขือเทศกินนะ อร่อยมากจริงๆ......

หรือไม่ก็เอาซีเรียลแช่นมแล้วกรองกากออก ดื่มแต่นม

ของนมไม่ควรกินเยอะ เพราะจะทำให้ยาดูดซึมเข้าร่างกายได้เร็วขึ้น! แต่ถ้าอดกินของที่อยากกินจนเครียด

ก็คงไม่ดีไปกว่าเดิมแน่ๆ เลยปลอบใจตัวเองแบบนี้..

แอบรักษาความลับเรื่องผ่าตัดจากครอบครัว มีแค่แฟนที่รู้ แต่พอเจอครอบครัวในอนาคตแล้ว

ไม่รู้จะสังเกตทรงหน้าได้ในทีเดียวเลยไหม ถ้าหน้าเปลี่ยนขนาดนี้.. ต้องแกล้งทำเป็นผอมลงน่ะสิ ^^...

วันที่หก)

อยู่แต่บ้านมันอึดอัด แล้วได้ยินมาว่าการเดินเล่นช่วยลดบวมได้ดีที่สุด เลยออกจากบ้านครั้งแรกในรอบนาน

ตอนนี้ฉันเป็นผู้ใหญ่เก่งๆ ที่ใช้ช้อนธรรมดาแทนช้อนได้แล้วนะ ^^

พอท้องเริ่มหิวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มมองหาอาหารที่นิ่มและเละได้ทุกชนิด

พวกทีรามิสุ ชีสเค้ก ไอศกรีม ช็อกโกแลต ฯลฯ ก็ค่อยๆ ขยายขอบเขตการกินไปเรื่อยๆ

พอกินแต่พวกโจ๊กหรือเครื่องดื่มธรรมดาไปนานๆ ก็กลายเป็นคนปากเด็ก

แฟนเอาน้ำซุปราเมนที่เขากินมาผสมกับน้ำ แล้วให้ลองกินหนึ่งคำ ปรากฏว่าเผ็ดมาก...

จนตกใจเลยว่าเดิมทีเผ็ดขนาดนี้อยู่แล้วเหรอ..

ก่อนตัดไหมต้องระวังไม่ให้กินของกระตุ้น เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบได้

และต้องกลั้วคอบ่อยๆ เพื่อป้องกันเศษอาหารติดอยู่ในปาก

เทียบกับวันก่อนแล้วบวมน้อยลงกว่าเดิมใช่ไหม?

ถึงรูปนิ้วจะดูแปลกๆ แต่นี่คือวันที่ 6 นะ

ตอนนี้ปรับมุมการนอนให้เอนไปมากขึ้น จนเกือบนอนราบเลย

ตอนเช้าหน้าจะบวมป่องทุกวัน แต่พอไปเดินเล่นแล้วรู้สึกได้ชัดเลยว่าบวมยุบลงมาก

ทุกคน! ถ้าจะลดบวม ต้องเดินอย่างเดียวเลย

วันที่เจ็ด! วันที่รอคอยที่สุด)

พอครบอาทิตย์แล้วตัดไหม อาหารที่กินได้ก็จะมากขึ้น

ยังไม่ทันไรก็รู้สึกตื่นเต้นแล้วว่า ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์แล้วเหรอ!

ตั้งแต่วันนี้เริ่มลองแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันเด็กทีละนิด

ถึงจะยังทำได้ไม่สะใจเพราะมีไหมในปาก แต่แค่ได้แปรงฟันก็รู้สึกดีมาก

ดีกว่ากลั้วคออย่างเดียวอีก ทั้งที่ดึงหน้าอย่างขยัน

แล้วก็กินยาอย่างสม่ำเสมอ

ช่วงก่อนผ่าตัดอ้าปากไม่ค่อยได้ การกินยาก็ลำบากมาก

แต่ก็ต้องกินถึงจะอักเสบน้อยลงและไม่เจ็บใช่ไหม?!

ดีแล้วที่ก่อนผ่าตัดวันนั้นกินของอร่อยไว้เยอะมาก

เพราะตอนนี้มีของที่อยากกินเยอะขึ้นมากเลย

สัปดาห์ที่ 2, ตอนนี้)

ฉันอยู่ต่างจังหวัด ถ้าจะไปโซลทีเดียวเลยก็ใช้เวลามาก

ทางโรงพยาบาลเลยกรุณาให้ความสะดวกไว้

เดิมทีนัดเจอที่สัปดาห์ที่ 1 แต่เลยมาตัดไหมโหนกแก้มกับในปากพร้อมกันในสัปดาห์ที่ 2

ก่อนตัดไหม ฉันก็เป็นคนขี้กลัวอีกแล้ว... ไปค้นในอินเทอร์เน็ตดูว่า

มันเจ็บแค่ไหน อ่านรีวิวมาหมด

พอเห็นรีวิวจากคนที่ทำที่โรงพยาบาลอื่นแล้วบอกว่าเจ็บมาก

ทุกคนก็มีปฏิกิริยาแบบนั้น เลยกลัวมาก

เลยบอกให้ทำเบาๆ หน่อย

แต่ตอนตัดไหมตรงโหนกแก้มจริงๆ ไม่เจ็บเลยสักนิด และ

ไหมในปากก็แค่จี๊ดนิดๆ?

ใครบอกว่าเจ็บมาก! ไม่เจ็บเลย!

รู้สึกเหมือนกังวลไปเองซะเปล่า

ทุกคนคงกังวลกันเยอะว่าพอวันที่ 1, 2 หรือครบหนึ่งสัปดาห์แล้วอาการบวมยังไม่ยุบเลย

จะเป็นเพราะผ่าตัดพังหรือเปล่า

ขอให้รออย่างใจเย็นนะคะ

ตอนนี้ก็ผ่านมาถึง 2 สัปดาห์แล้ว!

ตั้งแต่เกิดจนก่อนผ่าตัด หลายสิบปีต้องเครียดเพราะกรามเหลี่ยมกับ

โหนกแก้ม

คิดอยู่ตลอดว่าจะจัดผมยังไงให้มันดูเด่นน้อยลง

จะบังยังไงให้มากขึ้น

เวลาที่นั่งหน้ากระจก มันน่าเสียดายจริงๆ

ตอนนี้ฉันมัดผมได้อย่างอิสระ

ไม่ว่าท่าทางไหนก็ไม่มีอะไรทำให้รูปหน้าดูแปลก และ

พอใจมากจริงๆ

ถ้าทุกคนกำลังเลื่อนการผ่าตัดแล้วต้องเครียดกับหน้าไปตลอดชีวิต ฉันว่าจองคิวผ่าให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วพักฟื้นน่าจะดีกว่านะ!

รอบตัวฉันไม่มีใครเคยผ่าตัดเลย ไม่มีคนให้ถามทำเอาอึดอัดมาก แต่ตอนนี้ฉันเป็นคนที่ผ่านการผ่าตัดมาแล้ว

ก็ตอบคำถามให้ได้แล้วนะ

ถ้ามีอะไรสงสัย ฝากคอมเมนต์ไว้ได้เลย

ขอบคุณที่อ่านข้อความยาวๆ นะคะ

และนี่คือรีวิวตามตรงของฉันจนถึงตรงนี้ค่ะ!

ดูบน sungyesa

โรงพยาบาลที่ถูกกล่าวถึง

ยังไม่มีความคิดเห็น

โพสต์อื่นในหมวดนี้