ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ พอได้มองมุมข้างของตัวเอง หรือเห็นรูปที่คนอื่นถ่ายให้ ฉันไม่ค่อยชอบช่วงกรามล่างกับคางของตัวเองเลย เพราะมีการสบฟันผิดปกติระดับ 3 ทำให้ฟันล่างสบอยู่ด้านหน้าฟันบน แถมยังมีฟันซ้อนเกอีก จึงได้จัดฟันและเข้ารับการผ่าตัดขากรรไกรสองข้าง พร้อมทำหัตถการปรับรูปหน้า 2 รายการ (กรามเหลี่ยม, คางหน้า) ที่ Y Oral Surgery ในเดือนพฤษภาคม และตอนนี้ก็ใกล้ครบ 3 เดือนแล้ว ฉันหาข้อมูลจาก YouTube อินเทอร์เน็ต ฯลฯ อยู่ประมาณ 4 แห่ง และไปปรึกษามาด้วย เขาว่าถ้าจะผ่าตัดขากรรไกรสองข้าง ควรทำที่คลินิกศัลยกรรมช่องปากและขากรรไกรจะปลอดภัยและดีกว่า อีกทั้งที่นี่ยังทำทันตกรรมด้วย จึงสามารถจัดฟันไปพร้อมกันได้ เลยตัดสินใจผ่าตัดที่ Y Oral & Maxillofacial Surgery นอกจากนี้อย่างเช่น ผ่าตัดวันละ 1 เคส, ตรวจสอบ CCTV ได้, ประสบการณ์ผ่าตัดของคุณหมอใหญ่ ฯลฯ ก็ถือว่าตรงกับมาตรฐานของฉันมากที่สุดในบรรดาที่ฉันหามา ฉันจัดฟันก่อนผ่าตัดประมาณ 1-2 ปี เดิมทีตั้งใจจะผ่าตัดเร็วกว่านี้ แต่เพราะเรื่องส่วนตัวจึงเลื่อนออกไปประมาณ 1 ปี เพราะการผ่าตัดล่าช้า ฉันจึงต้องไปคลินิกอยู่ประมาณ 2 ปี แต่ทั้งหัวหน้าผู้ประสานงานที่ช่วยนัดจัดฟันและนัดผ่าตัด รวมถึงพยาบาลทุกคนใจดีมาก และให้คำปรึกษาอย่างละเอียดด้วย คุณหมอใหญ่เองก็เคยอ่านรีวิวอื่น ๆ ว่าเป็นคนพูดน้อยและดูเย็นชา แต่ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย ตรงกันข้าม พอเห็นท่านอธิบายเรื่องการผ่าตัดอย่างละเอียดและมีท่าทีจริงจัง ก็ยิ่งทำให้ฉันอุ่นใจขึ้น ก่อนผ่าตัดจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมก็ไปพบเพื่อรักษาจัดฟันตามปกติ ตรวจเลือดก่อนผ่าตัดและตรวจต่าง ๆ อีกหลายอย่าง ปรับเวเฟอร์ และเตรียมตัว เขาบอกให้งดอาหาร 12 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด ฉันกลัวว่าจะผ่าตัดไม่ได้ เลยไม่ดื่มแม้แต่น้ำสักหยดตั้งแต่ก่อน 12 ชั่วโมงนั้น ตอนนั้นกระหายน้ำมากจนทรมานสุด ๆ + ระหว่างดูรีวิวผ่าตัดขากรรไกรสองข้างใน YouTube ก็เตรียมของที่โรงพยาบาลบอกให้เอาไปด้วย (เช่น ขวดซอส ถุงเท้า ชุดชั้นในสำรอง ฯลฯ)วันผ่าตัด (5/28)ฉันไปถึงโรงพยาบาลประมาณ 9:30 น. เปลี่ยนเป็นชุดคนไข้ เซ็นเอกสารยินยอมต่าง ๆ แล้วนั่งรออย่างตื่นเต้นเล็กน้อย จากนั้นก็ถูกเรียกเข้าไปในห้องผ่าตัด พอนอนลงและใส่อะไรที่คล้ายหน้ากากออกซิเจน(?) แล้ว หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลยจนกว่าจะตื่น ไม่มีความเจ็บปวดเลย แค่หลับตาแล้วพอตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ของพยาบาลที่บอกให้รู้สึกตัว ตอนตื่นหลังผ่าตัดทันที ก็ไม่ได้รู้สึกปวดกรามหรือเจ็บอะไรชัดเจนจริง ๆ เลยสักนิด มีแค่ความไม่สะดวกตรงที่หายใจไม่ค่อยออกและดื่มน้ำไม่ได้เท่านั้น ฉันให้เพื่อนอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาลเผื่อว่าต้องมีคนดูแล (10 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น) แต่บทบาทของคนดูแลก็ประมาณช่วยให้สบายใจทางร่างกายและจิตใจ..? ถ้าไม่มีคนไปเป็นเพื่อนก็ไม่ต้องกังวลมาก เพราะพยาบาลจะคอยดูแลทุกอย่างทีละขั้นอยู่แล้ว สิ่งที่ลำบากที่สุดหลังผ่าตัดคือดื่มน้ำแบบอึก ๆ ตามที่อยากไม่ได้ หายใจไม่ค่อยออก และเวลาผ่านไปช้ามาก นอกนั้นทนได้มากกว่าที่คิด อีกอย่าง ทุก ๆ ไม่กี่ชั่วโมงจะมีการใส่ยาปฏิชีวนะเข้าทางสายน้ำเกลือ แต่พอใส่ยาปฏิชีวนะลงไป กลิ่นนั้นสำหรับฉันแล้วรู้สึกคลื่นไส้มาก ก็ลำบากอยู่เหมือนกัน ยังไงก็ตาม มันไม่ได้หนักอย่างที่ฉันกังวลไว้ แม้นอนหลับได้ไม่ดี แต่ก็พอผ่านวันนั้นไปได้แบบตื่นบ้างงีบบ้าง วันที่สอง (5/29) ตอนเช้าถอดสายสวนปัสสาวะออกให้ฉันก่อน (อันนี้เป็นสิ่งที่เจ็บและไม่สบายที่สุดสำหรับฉัน) แล้วถอดสายทางจมูกกับผ้าก๊อซออกทั้งหมด จากนั้นก็ทำเลเซอร์ลดบวม แล้วได้พบคุณหมอใหญ่ ท่านเอาท่อระบาย(?) ออกให้ และสอนวิธีใส่เวเฟอร์ที่ปรับไว้ก่อนผ่าตัดด้วย พอถอดของพวกนี้ออกหมดแล้วก็เข้าห้องน้ำได้ และตอนเย็นก็เดินได้เล็กน้อย ทำให้สบายกว่าวันแรกมาก ฉันเดินเล่นเยอะมาก และตั้งแต่ตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่ไม่สบายมากเป็นพิเศษแล้ว แค่นอนดู YouTube แล้วก็ออกไปเดินเล่น เวลาจึงผ่านไปเร็ว ความลำบากของวันที่สองมีแค่การนอนท่าเดิมมาตั้งแต่วันแรกทำให้บริเวณก้นกบปวดมาก นอกนั้นไม่มีอะไรเลย วันที่รอคอยของการออกจากโรงพยาบาล คงเพราะวันที่สองฉันงีบไปบ้าง เลยตื่นตั้งแต่เช้ามืดดู YouTube พอประมาณ 9 โมง พยาบาลก็มาถอดสายน้ำเกลือให้ ตอนแรกคิดว่าเข็มจะใหญ่และคงเจ็บมาก แต่จริง ๆ ไม่ได้เจ็บขนาดนั้น และพยาบาลก็อธิบายข้อควรระวังหลังผ่าตัดอย่างละเอียด หลังฟังคำอธิบายแล้ว ฉันก็เก็บของ เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำเลเซอร์ลดบวมอีกครั้ง พบคุณหมอใหญ่ก่อนออกจากโรงพยาบาล แล้วไปรับใบสั่งยาที่ร้านขายยาด้านล่างทันที จากนั้นก็กลับบ้าน พอกลับถึงบ้านก็ได้กินยาเป็นครั้งแรก ยาที่ต้องกินมีเยอะกว่าที่คิด และปากก็อ้าไม่ค่อยได้ เลยกลืนยากอยู่ แต่พอกลืนเม็ดยาทีละเม็ดก็ผ่านไปได้ดี หลังจากนั้นเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ฉันจะกิน New Care ที่บ้านทุกวัน กินยา กลั้วคอ ใช้ยางดึงฟันกับประคบเย็น และบางครั้งก็ออกไปเดินเล่น วนซ้ำแบบนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่เวลาผ่านไปช้าที่สุด สำหรับฉัน หลังออกจากโรงพยาบาลก็ไม่ได้มีอะไรที่ลำบากเป็นพิเศษ สิ่งที่ยากที่สุดคือข้อเท็จจริงที่ว่ากินอะไรไม่ได้ ปกติฉันเป็นคนไม่ค่อยอยากอาหาร และก็ไม่ใช่คนที่ต้องคอยกินข้าวอย่างสม่ำเสมอเท่าไร แต่พอมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้กลับมีของที่อยากกินเยอะมาก จึงรู้สึกเครียดที่กินอาหารได้ไม่เต็มที่ ถึงอย่างนั้น เพราะมันไม่ได้เป็นแบบนี้ตลอดชีวิต ฉันก็ทนเอาไว้.. จนถึงก่อนมาตรวจครั้งแรก ฉันน่าจะดื่มแต่ New Care ทุกวัน บวมหลังออกจากโรงพยาบาลหนักมากอยู่จนถึงประมาณวันที่ 5? แล้วก็ค่อย ๆ ลงหลังถึงจุดสูงสุด วันที่มาตรวจหลัง 1 สัปดาห์ (6/3) พอมาที่โรงพยาบาลก็เริ่มจากทำเลเซอร์ลดบวมก่อน จากนั้นคุณหมอใหญ่ก็มาทำความสะอาดฆ่าเชื้อบริเวณที่เย็บไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ็บที่สุดจากทุกอย่างที่ฉันเคยทำมาเลย อาจเพราะฉันไม่ได้เกร็งมากจึงเจ็บจนคิดไปว่าเขากำลังตัดไหมอยู่ พอตอนคุณหมอใหญ่จะกลับ ท่านบอกว่าสัปดาห์หน้าจะตัดไหม และอาจจะเจ็บได้บ้าง ทำให้ฉันกังวลมากกับสัปดาห์หน้า.. ยังไงก็ตาม ตั้งแต่ช่วงนี้ ตอนกินข้าวสามารถเอาเวเฟอร์ออกมากินได้ และสามารถแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันสำหรับเด็กได้แล้ว ทำให้กินข้าวสบายขึ้นมาก และยังเริ่มกินซุปกับไข่ตุ๋นที่นุ่มมากได้ด้วย เริ่มคุ้นตัวและรู้สึกว่าค่อย ๆ ดีขึ้น หลังจากนั้นจนถึงมาตรวจครั้งที่สองก็เป็นการวนซ้ำชีวิตประจำวันแบบเดิมทุกวัน กินข้าว กินยา แปรงฟัน เดินเล่น วันที่มาตรวจหลัง 2 สัปดาห์ (6/10) ตอนมาตรวจครั้งก่อน การทำความสะอาดเจ็บมากจนฉันกลัวการตัดไหมสุด ๆ ฉันเกร็งมากจนกำมือแน่นระหว่างตัดไหม แต่ไม่รู้ว่าเพราะฉันตึงเกินไปหรือเปล่า มันกลับไม่เจ็บเท่าตอนทำความสะอาดครั้งก่อน และเหมือนจะเสร็จภายในประมาณ 2 นาทีเท่านั้น ตอนนี้คุณหมอใหญ่บอกว่าต้องฝึกอ้าปาก เลยช่วงนี้ฉันฝึกอ้าปากอย่างตั้งใจ ความไม่สะดวกตอนนี้ก็มีแค่อาการบวมที่ยังเหลืออยู่ เลยต้องใส่หน้ากากเวลาออกไปข้างนอก และเวลาปัดฟันปากอ้าได้ไม่มากทำให้ลำบาก รวมถึงยังกินเนื้อไม่ได้ นอกนั้นไม่มีเลยจริง ๆ ฉันตั้งใจจะผ่าตัดเมื่อ 1 ปีก่อน แต่เพราะเรื่องส่วนตัวเลยได้ทำปีนี้ แล้วก็เสียใจมากแน่นอนว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ จึงต้องรอบคอบ แต่ถ้าคุณมีความกังวลใหญ่ ๆ มานานเหมือนฉัน และมั่นใจว่าจะผ่าตัดแน่นอน ฉันแนะนำให้รีบทำให้เร็วที่สุดเลย (ฉันเสียใจที่ผ่าตัดช้า ถ้าทำเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้อาการบวมคงยุบหมดแล้ว คิดแบบนี้มามากกว่า 1000 ครั้งแล้ว^_^) <3 เดือน>เมื่อเวลาผ่านไปถึง 3 เดือน สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือโดยรวมสบายขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงแรกหลังผ่าตัด ก่อนอื่น จนถึงครบ 1 เดือนหลังผ่าตัด ฉันมีความรู้สึกแน่นหูมาก กลัวว่าถ้ามันไม่กลับมาเป็นปกติจะทำยังไง แต่ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน ความรู้สึกหูอื้อก็หายไปแล้ว และเส้นประสาทบนใบหน้าน่าจะกลับมาแล้วมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และถ้าจะบอกว่าสิ่งที่ไม่สะดวกที่สุดหลังครบ 1 เดือนคืออะไร ก็คือปากอ้าได้ไม่กว้างมาก (นิ้ว 2 นิ้วยังสอดเข้าไม่ได้) ทำให้ตอนกินข้าวหรือแปรงฟันลำบากมาก (ช้อนก็สอดเข้าไม่ได้ แปรงสีฟันก็ใส่เข้าไปยาก..). แต่หลังจากนั้นฉันฝึกอ้าปากวันละประมาณ 10-20 นาที ตอนนี้ใกล้ครบ 3 เดือนหลังผ่าตัดก็อ้าปากได้กว้างพอสมควรจนสอดนิ้วได้ประมาณ 3 นิ้วในแนวตั้ง อาการบวมก็ยุบลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่หลังครบ 1 เดือน จนตอนนี้ออกไปข้างนอกโดยไม่ต้องใส่หน้ากากได้แล้ว แม้จะไม่ค่อยเห็นชัด แต่ตอนตื่นเช้า ๆ ก็ยังมีบวมอยู่บ้าง อย่างไรก็ดี พอถึงช่วงเที่ยงอาการบวมส่วนใหญ่ก็ยุบลง พูดตามตรง แม้จะมาถึง 3 เดือนแล้ว ถ้าจะหาข้อไม่สะดวกก็มีแค่อาหารอย่างแฮมเบอร์เกอร์ที่ต้องอ้าปากกว้าง ๆ และอาหารแข็ง ๆ ที่ยังกินไม่ได้เท่านั้น นึกถึงชีวิตเมื่อ 2 เดือนก่อนแล้ว ยังรู้สึกว่าในเวลาแค่ 2 เดือนทำไมถึงดีขึ้นได้ขนาดนี้ พอทนผ่านไปประมาณ 3 เดือน ความไม่สบายส่วนใหญ่ก็หายไปแล้ว สิ่งที่ฉันไม่ชอบที่สุดก่อนผ่าตัดเวลาส่องกระจกหรือถ่ายรูปคือมุมข้าง แต่หลังผ่าตัดการสบฟันกลับเข้าที่อย่างเป็นธรรมชาติ ฉันพอใจมาก และคนรอบข้างก็บอกบ่อยว่าหน้าฉันดูเล็กลง (ทั้งที่ยังบวมอยู่) พออาการบวมยุบลงมากกว่านี้ก็น่าจะยิ่งพอใจขึ้นไปอีก และบางครั้งฉันก็คิดว่าถ้าได้ทำให้เร็วกว่านี้ก็คงดี ตอนนี้อาการบวมส่วนที่เหลือก็คงยุบหมดแล้ว เพราะแบบนั้น คนที่มีความตั้งใจชัดเจนที่จะผ่าตัดเหมือนฉัน ฉันแนะนำให้รีบผ่าตัดให้เร็วที่สุด.. (แน่นอนว่าต้องระวังเพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่) สรุปรีวิว 3 เดือนก็คือ กลับมาใช้ชีวิตได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ก่อนผ่าตัดแล้ว~!
โพสต์อื่นในหมวดนี้
รีวิวศัลยกรรมกราม@jaw-review16 ส.ค. ผ่าตัดขากรรไกรสองข้างครบ 6 เดือนแล้ว ตอนนี้ความตึงรอบปากก็ไม่มีแล้ว และสีหน้าก็เป็นธรรมชาติมากขึ้น
ตั้งแต่เด็กฉันมีปัญหาฟันสบลึกมาก เลยคิดมาตลอดว่าสักวันคงต้องผ่าตัดขากรรไกรสองข้าง และคลินิกจัดฟันที่ไปอยู่ก็แนะนำศัลยกรรมช่องปากและขากรรไกรอี-ยู จึงได้เข้าปรึกษาและผ่าตัดกับคุณหมอคิมจงยุน ตอนแรกบวมมาก…
รีวิวศัลยกรรมกราม@jaw-review16 ส.ค. พอศึกษาการผ่าตัดแก้โครงหน้าแล้ว สุดท้ายการผ่าตัดที่เหมาะกับฉันคือผ่าตัดสองขากรรไกร
สวัสดีค่ะ ตอนนี้ครบ 2 เดือนแล้วตั้งแต่ฉันผ่าตัดสองขากรรไกรกับคุณหมอคิมจงยุนที่โรงพยาบาลช่องปากและขากรรไกยูอี! ก่อนผ่าตัดฉันคอยคิดตลอดว่าเมื่อไหร่จะครบ 2 เดือนสักที แต่ตอนนี้กลับไปทำงานแล้วและใช้ชีวิตเหมือนปกติแล้วค่ะ…
รีวิวศัลยกรรมกราม@jaw-review16 ส.ค. ช่วงเดือนแรกหลังผ่าตัดขากรรไกรและโครงหน้าเหมือนนรก แต่ตอนนี้เหมือนสวรรค์
สวัสดีค่ะ! ก่อนผ่าตัดฉันนึกภาพตัวเองในอีก 8 เดือนข้างหน้าไม่ค่อยออกเลย แต่ตอนนี้พอจัดฟันเสร็จแล้วก็รู้สึกเหมือนปิดจบกระบวนการยาว ๆ ไปหนึ่งเรื่องจริง ๆ ฉันได้ผ่าตัดขากรรไกรสองข้างและผ่าตัดโครงหน้าร่วมกันที่ IYU…
รีวิวศัลยกรรมกราม@jaw-review15 ส.ค. หลังผ่าตัดปรับโครงหน้าแล้วคางไม่สมมาตร สุดท้ายเลยกลับไปผ่าตัดสองขากรรไกรอีกรอบ รอบนี้เหมือนจะทำถูกแล้ว!!!
เพราะมีจุดที่คอยรบกวนใจมาตลอดหลังจากทำ contour 1 (ผ่าตัดปลายคาง) ที่โรงพยาบาลอื่น ฉันเลยคิดหนักอยู่นานมาก สุดท้ายก็ไปผ่าตัดสองขากรรไกรกับคุณหมอชินฮีจินที่ Iyu Oral and Maxillofacial Surgery จะพูดว่าเผลอแป๊บเดียวก็ 2 เดือนแล้วมันก็เขิน ๆ…
รีวิวศัลยกรรมกราม@jaw-review14 ส.ค. รีวิวจัดฟันครบ 3 เดือน
นี่คือรีวิวจัดฟันครบ 3 เดือนค่ะ ฉันรับเครื่องมือจัดฟันและเริ่มใส่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม และเคยลงรีวิวรอบแรกไว้ในเดือนกรกฎาคม ตอนนี้กำลังจะไปโรงพยาบาลรอบที่ 2 เลยขอเขียนสิ่งที่เปลี่ยนไปสักหน่อย! ภายนอกอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก…
รีวิวศัลยกรรมกราม@jaw-review14 ส.ค. รีวิว 6 เดือน หลังผ่าตัดขากรรไกรสองข้าง + กรามเหลี่ยม + คาง ของผู้ชายที่ยุนดล
เหตุผลที่ตัดสินใจผ่าตัด ปกติแล้วช่วงข้างล่างของหน้าฉันยื่นออกมานิดหน่อยเลยดูเหมือนคนหน้าบึ้งๆ อยากแก้ตรงนี้ เดิมทีคิดว่าเป็นเคสฟันยื่น แต่พอไปปรึกษาหลายที่ก็รู้ว่าไม่ใช่เคสฟันยื่น และเป็นเพราะโครงช่วงล่างของหน้าที่นูนออกมาจริงๆ…