โพสต์

รีวิวศัลยกรรมกราม

ผมแก้ความไม่สมมาตรของข้อต่อขากรรไกรแล้วสุดท้ายก็ทำผ่าตัดสองขากรรไกร

ผมกังวลเรื่องความไม่สมมาตรเลยตัดสินใจทำผ่าตัดสองขากรรไกรครับ ผมเริ่มสังเกตเห็นความไม่สมมาตรจากรูปถ่ายด้านหลังที่บังเอิญถูกถ่ายตอนมัธยมต้น แล้วตอน ม.2 ผมเคยทรมานกับปัญหาข้อต่อขากรรไกรเพราะอ้าปากไม่ได้ (ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยดี) และผมคิดว่านั่นน่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากความไม่สมมาตรของโครงกระดูกด้วย.. (ความคิดส่วนตัวของผมเอง) ตอนมัธยมต้นผมรู้ตัวว่ามีความไม่สมมาตร แต่เพราะกระดูกยังโตอยู่ตอนนั้น เลยไม่ได้คิดว่ามันรุนแรง จนกระทั่งก่อนโตเป็นผู้ใหญ่ผมก็ไม่เคยคิดถึงการผ่าตัดสองขากรรไกรมาก่อน พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความไม่สมมาตรก็เริ่มรบกวนใจทีละน้อย ผมคิดว่าเป็นแค่ปัญหาฟันและคิดว่าถ้าจัดฟันก็น่าจะดีขึ้น เลยจัดฟันตอนอายุ 20 แต่ก็เป็นไปตามคาด เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงกระดูก เลยไม่ได้ดีขึ้นในแง่ภายนอกเลย ผมไปโรงพยาบาลผ่าตัดสองขากรรไกรมาสี่แห่ง และหลายแห่งเสนอทางเลือก 2 แบบ คือ จะใช้การศัลยกรรมปรับรูปหน้า 3 รายการเพื่อแก้ความไม่สมมาตรให้มากที่สุด หรือจะทำสองขากรรไกรร่วมกับศัลยกรรมปรับรูปหน้า 3 รายการ ผมไม่อยากทำแค่ศัลยกรรมปรับรูปหน้า 3 รายการแล้วสุดท้ายยังค้างคาใจจนเสียดายทีหลัง เลยตัดสินใจทำสองขากรรไกร + ศัลยกรรมปรับรูปหน้า 3 รายการ (โหนกแก้ม, กรามเหลี่ยม, คาง) (ถ้าความไม่สมมาตรไม่รุนแรง ผมคิดว่าทำแค่ศัลยกรรมปรับรูปหน้าก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่นะครับ!) ผมเป็นคนค่อนข้างอนุรักษ์นิยม และคุณหมออีซอกแจที่ Wai Oral Surgery ก็ดูจะเป็นคนแนวอนุรักษ์นิยมเหมือนกัน เลยทำให้การปรึกษาดำเนินไปได้อย่างราบรื่นมาก ผมรู้สึกว่าความคิดที่คล้ายกันในจุดนั้นมีผลมากต่อการตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลด้วย และผมก็ชอบที่ที่นั่นรับผ่าตัดแค่วันละหนึ่งเคสด้วย วันแรก เป็นครั้งแรกที่ผมดมยาสลบแบบทั่วตัว และมันหนักกว่าที่คิดไว้มาก ง่วงจนแทบคลั่งแต่กลับนอนไม่ได้ถึง 4 ชั่วโมงก็ทรมานมาก แถมยังมีอาการคลื่นไส้ในท้องด้วย? ความเจ็บไม่ได้แรงอย่างที่คิดครับ! การเขียนใส่แผ่นเพื่อสื่อสารมันอึดอัดมาก ผมเลยแค่พึมพำพูดเอาเอง แต่ถึงจะเป็นวันแรก ผมก็ยังพูดได้ค่อนข้างโอเคอยู่ครับ ปกติผมก้นแบนอยู่แล้ว พอนั่งตลอดก็รู้สึกเหมือนก้นจะแยกออกเป็นสองส่วน โรงพยาบาลมีเบาะรองนั่งเตรียมไว้ พอใช้แล้วก็สบายขึ้นมาก อีกอย่างที่ดีคือโรงพยาบาลมีเครื่องเพิ่มความชื้นด้วย วันที่ 2 พอเอาสายสวนปัสสาวะกับถุงเลือดออกแล้วสบายมากจริงๆ ความรู้สึกจากสองอย่างนั้นไม่สบายเอามากๆ.. ผมกิน NewCare ที่โรงพยาบาลให้จนหมดด้วย ได้ยินว่าคนที่ผ่าตัดสองขากรรไกรมักทรมานกับอาการคัดจมูก แต่ผมแปลกมาก คือเริ่มจากวันที่ 2 จมูกก็โล่งแล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องคัดจมูก วันที่ 3 หลังออกจากโรงพยาบาลต้องกินวันละ 3 ครั้ง แต่พอกินยาแล้วผมจะคลื่นไส้และเหมือนจะอาเจียน เลยกินยายากมากจริงๆ!! แล้วเพราะอ้าปากไม่ได้ การใส่ยาเม็ดลงไปแล้วกลืนในตอนที่ใส่ wafer อยู่ก็ยากจนเกือบสำลัก ยาที่ต้องกินต่อเนื่องหลายสัปดาห์ทำให้ผมเครียดมาก ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่เคยขาดแม้แต่ครั้งเดียวเพราะกลัวอักเสบครับ haha วันที่ 4 ถึง 7 ผมเริ่มจับจังหวะการกินยาได้ จนจำนวนครั้งที่สำลักก็ค่อยๆ ลดลง ผมว่าถ้วยกระดาษสะดวกกว่าขวดซอสเยอะมาก ตั้งแต่ตอนนั้นผมก็เลิกใช้ขวดซอส หันมาใช้ถ้วยกระดาษดื่มน้ำ ดื่ม NewCare และทำทุกอย่างด้วยถ้วยกระดาษ คงเป็นเพราะยา หรือเพราะพลังงานเริ่มหมดกันแน่ ผมมีเหงื่อเย็นตอนกลางคืนและคลื่นไส้ทุกคืน ทำให้นอนยาก และอาการกดเจ็บก็แย่ลงมากในตอนกลางคืนจนหลับยาก เลยคิดว่าหนึ่งสัปดาห์นั้นผมแทบไม่ได้หลับดีๆ เลย วันที่ 5 ผมบวมถึงจุดสูงสุด และรอยช้ำรอบดวงตาก็เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ วันที่ 8 (ตัดไหมโหนกแก้ม) ผมกลับไปโรงพยาบาลเพื่อตัดไหมโหนกแก้ม ตอนแรกกลัวว่าจะเจ็บ แต่ผมไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้นกินไม่ได้และนอนไม่ได้ การขึ้นลงรถเมล์ไปโรงพยาบาลจึงลำบากมาก ช่วงถึงสัปดาห์แรกแนะนำให้มีผู้ติดตามหรือเรียกแท็กซี่ครับ สัปดาห์ที่ 2 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไป ผมรู้สึกสบายขึ้นอย่างน่าตกใจในหลายๆ ด้าน เริ่มนอนได้แล้ว และอาการกดเจ็บก็ค่อยๆ ลดลง ร่างกายและจิตใจก็ดีขึ้นจนรู้สึกว่าพละกำลังเริ่มกลับมา ผมนอนไม่ได้เด็ดขาดถ้านั่งบนเตียง เลยซื้อเก้าอี้โซฟา recliner สำหรับหนึ่งคนมา ครั้งนี้ใช้งานคุ้มมากๆ ใครที่จะต้องนั่งนอนเป็นเวลาหนึ่งเดือน ผมแนะนำให้ซื้อ recliner อย่างแรง แล้วก็เริ่มประคบร้อนด้วย ซึ่งเห็นผลชัดเจนมาก และเพราะก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้วเลยประคบร้อนต่อไปเรื่อยๆ ผมกังวลนิดหน่อยว่า ผิวจะยิ่งแย่ แต่ปัญหาหลักคือบวม เลยทำต่อไปเรื่อยๆ ครับ สัปดาห์ที่ 3 ผมกลับไปตัดไหมในช่องปาก หลายคนบอกว่าไหมในปากเจ็บมากจริงๆ เลยลังเลมากว่าจะกิน Tylenol ก่อนมาดีไหม แต่สุดท้ายไม่ได้กินแล้วไปเลย คุณหมอก็บอกว่าอาจจะรู้สึกแสบได้ ตอนตัดไหม คุณอาจไม่เชื่อก็ได้ แต่ไหมในปากก็ไม่เจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว มันไม่ถึงกับไม่มีความรู้สึกเหมือนตอนบริเวณโหนกแก้ม แต่ก็ไม่มีอาการแสบนิดๆ เลย ผมคิดว่าหรือจะเป็นเพราะเพดานปาก (เหงือกบน) ไม่มีความรู้สึก? แต่พอคิดต่อก็เห็นว่าเหงือกล่างยังมีความรู้สึกอยู่แต่ก็ไม่เจ็บ เลยคิดว่าผมคงโชคดีเฉยๆ คุณหมอบอกว่าสามารถกินโจ๊กได้ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ผมก็เลยเอาโจ๊กไปปั่นในเครื่องปั่นก่อนกิน และก็จริงอย่างที่ว่า พอคาร์โบไฮเดรตเข้าไปแบบเต็มๆ ตั้งแต่ช่วงนั้นผมก็เริ่มมีแรงขึ้น ครบ 1 เดือน อาการบวมก้อนใหญ่ยุบลงไปมาก ความรู้สึกคล้ายคางยื่นช่วงแรกก็หายไปหมดเลย อาจเป็นเพราะหยุดยาปฏิชีวนะ ช่วง 1 เดือนทั้งๆ ที่ตอนสัปดาห์ที่ 2 ยังล้างหน้าอาบน้ำได้ไม่ดี ตอนนี้กลับเป็นช่วงที่สิวขึ้นเยอะมาก ตอนนี้ผมไม่ได้ออกไปไหนเพราะบวมแล้ว แต่เพราะสิวแทน.. ความไม่สบายบริเวณรอบปากก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามเวลา ผมเลยปล่อยผ่านอาการดึงตึงเป็นๆ หายๆ บริเวณขมับและความเจ็บที่โหนกแก้ม โดยคิดว่ามันคงเป็นแค่ชั่วคราว มีบางส่วนที่ดีขึ้นตามเวลาแน่นอน และพอได้สัมผัสด้วยตัวเองแบบนี้ ใจก็สบายขึ้นด้วย หลังจากได้รับอนุญาตให้เคี้ยวได้ไม่นาน ผมก็เคยชินกับการผ่าตัดสองขากรรไกรมากจนเผลอเคี้ยวของเหนียวเกินไป แล้วตั้งแต่นั้นมากล้ามเนื้อข้างหนึ่งก็ไม่สบายอยู่พักใหญ่ เหมือนเดิมเลย คงปล่อยให้เวลาช่วยแก้ใช่ไหมครับ? ทุกคน ห้าม. ทำแบบนั้นเด็ดขาด.. และอาจเป็นเพราะผมผ่าตัดสองขากรรไกรเพื่อแก้ความไม่สมมาตรหรือเปล่า การยุบของบวมก็ดูไม่สมมาตรไปด้วย และกล้ามเนื้อก็ดูเหมือนจะคลายตัวไม่สมมาตรเช่นกัน ข้างหนึ่งคลายแล้ว แต่อีกข้างยังรู้สึกตึงแน่นอยู่ นอกจากเรื่องนี้ที่ค่อนข้างรำคาญแล้ว ตอนครบ 1 เดือนผมก็รู้สึกสบายขึ้นมากแล้ว

ดูบน sungyesa

ยังไม่มีความคิดเห็น

โพสต์อื่นในหมวดนี้