เพราะดูเหมือนว่าหลายคนจะสงสัยเกี่ยวกับการผ่าตัด Smile Pro กันเยอะ เลยอยากเขียนรีวิวแบบละเอียดและให้เห็นภาพจริงๆ ค่ะ ตอนนี้ยังถือว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างใหม่ และเหมือนรีวิวจากคนที่ใส่คอนแทคเลนส์มานานแล้วหลังผ่าตัดก็ยังมีไม่มาก
ก่อนอื่น ถ้าจะสรุปเหตุผลที่ตัดสินใจผ่าตัดก็คือ: 1) ใส่คอนแทคเลนส์แบบวงสีตั้งแต่ ม.ต้น - ประมาณ 13 ปี = วันละมากกว่า 10 ชั่วโมง + สัปดาห์ละ 7 วัน + คอนแทคเลนส์แบบวงสี (+ บางทีก็ดื่มเหล้าแล้วใส่นอนหลับไปด้วย,,) - พอใส่แว่นแล้วปวดหัวหนักมาก เลยแม้อยู่บ้านก็ยังใส่คอนแทคเลนส์ - คิดแค่ว่ายังไงก็ต้องใส่อยู่แล้ว ก็อยากใส่แบบสวยๆ เลยเลือกคอนแทคเลนส์แบบวงสี (ขอเล่าเรื่องส่วนตัวเพิ่มนิดนึง คือฉันตาโตมากตั้งแต่เด็ก เลยโดนเรียกว่าตาโตตลอด แต่ไม่ชอบเวลาพอใส่แว่นแล้วตาดูเล็กลง และเพราะตาโตเลยทำให้ม่านตาดูเล็กเมื่อเทียบกัน ก็เป็นปมของฉันเหมือนกัน) - สายตาสั้นเอียงค่อนข้างมาก แต่คอนแทคเลนส์แบบวงสีแก้ไม่ได้ เลยเพิ่มค่าสายตาแบบเลือกเองเวลาใส่ (R: -7, L: -6) 2) แพ้และเป็นเยื่อบุตาอักเสบทุกครั้งที่เปลี่ยนฤดู - ไปโรงพยาบาลก็จะบอกว่าอย่าใส่คอนแทคเลนส์ ฉันเลยประคองไปด้วยยาลดอักเสบที่ซื้อได้ตามร้านขายยา,, - หลังๆ แม้ตาแดงก็เริ่มชินแล้ว ก็ใส่คอนแทคเลนส์ฝืนไปแบบนั้น 3) เวลาทำโอที/นัดดื่มก็ใส่คอนแทคเลนส์ได้นานถึง 16-18 ชั่วโมง - เป็นพนักงานออฟฟิศที่ใช้คอมพิวเตอร์เยอะ - พอแห้งหรือใส่นาน คอนแทคเลนส์จะหมุน/เคลื่อนตลอด น้ำตาเทียมก็แก้ไม่ได้,, - การนอนเล่นมือถือบนเตียงตอนปิดไฟเป็นความสุขประจำวัน.. สั้นๆ ก็ 1-2 ชั่วโมง ยาวๆ ก็ 4-5 ชั่วโมง
แล้วก็มีช่วงหนึ่งที่งานล่วงเวลาหนักมาก พอคิดว่าตัวเองใส่คอนแทคเลนส์ไปเพื่ออะไรกันแน่ก็เกิดอาการหมดไฟแรงมาก.. วันถัดมาตาแดงมาก รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นอยู่ในตาเลย แล้วก็เครียดมากแบบกะทันหันจนตัดสินใจผ่าตัด!
▶ ความชอบในการผ่าตัด Smile LASIK >>>>>>>>> LASEK >> ผ่าตัดใส่เลนส์เสริมในตา
พูดตรงๆ เลยว่าตัวเองก็คิดว่าช่วงที่ใส่คอนแทคเลนส์แบบวงสีนานเกินไปมากแล้ว และในฐานะคนที่เป็นเยื่อบุตาอักเสบบ่อย ก็แอบคิดลอยๆ ว่า Smile LASIK น่าจะทำไม่ได้ เลยเตรียมใจไว้แม้กระทั่งว่าถ้าทำไม่ได้ก็อาจไปถึงการผ่าตัดใส่เลนส์เสริมในตา
เพราะเป็นพนักงานออฟฟิศ เลยมองว่าการไปตรวจหลายที่เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง จะไปหลายโรงพยาบาลในวันเดียวเพื่อเช็กก็เหนื่อย และด้วยนิสัยส่วนตัวก็อาจจะทำๆ ไปแล้วเลิกกลางคัน,, เลยพยายามรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุดแล้วคัดโรงพยาบาลออกมา
เพราะถ้า Smile LASIK ทำไม่ได้ก็ต้องพิจารณาเลนส์เสริมในตาด้วย เลยสรุปโรงพยาบาลที่ถือว่าอยู่ระดับท็อปของแต่ละการผ่าตัดไว้ - ประสบการณ์ผ่าตัดของแพทย์ (คุณหมอเคยทำศัลยกรรมแก้ไขสายตาด้วยหรือไม่) การผ่าตัดทุกแบบก็สำคัญ แต่โดยเฉพาะ Smile LASIK ความชำนาญของแพทย์ผ่าตัดสำคัญมาก - Smile LASIK แบบเป็นทางการ + เครื่อง VisuMax รุ่นล่าสุด - อุปกรณ์ตรวจวัดสายตาก็ดูเรียบร้อยสะอาดไหม - ทำเลและบรรยากาศของโรงพยาบาล.. (ฉันคิดว่ายิ่งคนไข้เยอะ ทำเลก็น่าจะดี และข้างในก็น่าจะดูหรูหรากว่า,,) - ถ้าเป็นไปได้ควรมีคุณหมอที่มีชื่อเสียงเรื่องการใส่เลนส์เสริมในตา และผลหลังผ่าตัดก็ดีไหม ก็เลยจองตรวจจากโรงพยาบาลที่คัดตามนี้
▶ ช่วงเวลาไม่ใส่คอนแทคเลนส์ (สิ่งที่ฉันสงสัยที่สุดก่อนตรวจ) - พอหาข้อมูลจากรีวิวของคนที่ใส่เลนส์มานาน พบว่ามักงดใส่นานกว่าที่แนะนำ - ฉันใส่แว่นประมาณ 3 สัปดาห์ และในนั้นมีประมาณ 2 วันที่ยังใส่คอนแทคเลนส์อยู่ - 1 สัปดาห์ก่อนจะไปโรงพยาบาล ฉันใส่แต่แว่น
▶ สเปก - สายตา R: สั้น -5.75, เอียง -1.5 L: สั้น -4.75, เอียง -1.75 สรุปคือ สายตาสั้นระดับปานกลาง + สายตาเอียงระดับปานกลาง
- เซลล์เยื่อบุผิวด้านในของกระจกตา R: 3067 L: 3344
- ความหนากระจกตา R: 543 - 106 (ปริมาณที่แก้ไข) = 437 (คงเหลือ) L: 543 - 97 (ปริมาณที่แก้ไข) = 446 (คงเหลือ)
โชคดีมากที่กระจกตาของฉันอยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างหนากว่าค่าเฉลี่ย เลยสามารถทำ Smile LASIK ได้! แม้จะใส่คอนแทคเลนส์แบบวงสีมานาน แต่คุณหมอบอกว่ากระจกตานั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องพันธุกรรม อย่าเพิ่งยอมแพ้ก่อนนะคะ แนะนำให้ไปตรวจดูก่อนอย่างน้อยก็ยังดี~
นอกจากนี้ ระหว่างตรวจยังพบความผิดปกติที่จอตาขวาด้วย,, คุณหมออธิบายไว้แต่จำไม่ค่อยได้ เหมือนจะมีรูเล็กๆ ที่จอประสาทตา.. ยังไงก็ตามเลยได้ทำการตรวจขยายม่านตาต่อด้วย คุณหมอบอกให้รักษาก่อนกลับ เลยได้เลเซอร์รักษาในวันนั้นเลย พอรักษาเสร็จคุณหมอบอกว่าแนวป้องกันถูกทำไว้ดีแล้ว ให้ลืมเรื่องนี้ไปใช้ชีวิตได้เลย สุดท้ายฉันก็ลืมจริงๆ,,
ด้วยเหตุผลหลายอย่างเลยอยากแนะนำให้ไปตรวจอย่างน้อยก่อนนะคะ,,
▶ เหตุผลที่พิจารณา Smile Pro - ตอนคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ให้คำปรึกษา ได้รับแจ้งว่ามีเครื่องใหม่ชื่อ Smile Pro ออกมาแล้ว - เดิมทีถ้าจะผ่าตัดฉันก็ตั้งใจจะทำกับหัวหน้าศูนย์อยู่แล้ว และ Smile Pro ก็บอกว่ามีแต่หัวหน้าศูนย์เท่านั้นที่เป็นคนผ่าตัด - มีโปร Early Bird ถึงปลายเดือนตุลาคม (+ เสริมความแข็งแรงกระจกตาฟรี) ดังนั้น เมื่อเทียบ 'Smile LASIK เดิม + เสริมความแข็งแรงกระจกตา' กับ 'Smile Pro + เสริมความแข็งแรงกระจกตา' แล้ว ในแง่ราคาแทบไม่ต่างกันมาก
▶ เหตุผลที่ลังเลกับ Smile Pro - เพราะเพิ่งเข้ามาในประเทศได้ไม่นาน จึงมีเคสผ่าตัดยังน้อย - เลยกังวลว่าคุณหมออาจยังไม่คุ้นกับการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ตัวนั้น
บังเอิญว่าพี่เจ้าหน้าที่คนนั้นเป็นคนที่ 2 ที่ได้ผ่าตัดด้วยวิธีนี้พอดี เลยถามอะไรได้หลายอย่าง... ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความกังวลอยู่บ้าง แต่เพราะเขาบอกว่าวันผ่าตัดยังเปลี่ยนแผนได้ เลยตัดสินใจจอง Smile Pro ไว้ก่อนแล้วค่อยคิดต่อ แล้วสุดท้ายก็เลือก Smile Pro!
▶ เหตุผลที่เลือก Smile Pro - เวลายิงเลเซอร์ลดลงเหลือแค่ 7 วินาที -> ทำให้ตาเหนื่อยน้อยลง จึงคาดว่าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น - เป็นการอัปเกรดเครื่อง VisuMax ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเลเซอร์เอง -> วิธีการไม่ได้ต่างจาก Smile LASIK เดิม - มีประสิทธิภาพต่อการแก้สายตาเอียง -> สำหรับฉันที่มีสายตาเอียงระดับปานกลาง ถือเป็นข่าวดีมาก,,
▶ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด - ล่วงหน้าหาวิดีโอจำลองการผ่าตัดดูไว้ - ช่วงนั้นเป็นฤดูเปลี่ยน ทำให้แพ้หนัก เลยกินยาแก้แพ้อย่างสม่ำเสมอ กลัวว่าระหว่างผ่าตัดจะจามออกมาน่ะ,, - งดเหล้าประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
▶ วันผ่าตัด - ฉันผ่าตัดในวันแรกของช่วงวันหยุดชูซอก ทำให้คิวเต็มหมด และจองรอบแรกเวลา 8 โมง - ไปผ่าตัดกับแม่ และไปโดยรถไฟใต้ดิน - วันผ่าตัดทำแค่ตรวจวัดสายตาแบบง่ายๆ - หยอดยาชา แล้วไปคุยกับคุณหมอใหญ่เพื่อเช็กแกนเอียง - สวมหมวกผ่าตัด เสื้อคลุมอะไรทำนองนั้นแล้วรอ - ตอนแรกไม่ได้คิดอะไรเลย แต่จู่ๆ ก็เริ่มตื่นเต้นสั่น พอเวลามองมือถือใกล้ๆ บางครั้งตาฉันจะเหมือนตาเหล่ เลยกลัวว่าระหว่างผ่าตัดจะเป็นแบบนั้นด้วย แถมยังเคยอ่านรีวิวที่บอกว่าไฟเขียวขยับเลยเหมือนผ่าตัดผิด เลยกังวลมาก
▶ เข้าห้องผ่าตัด - ฉันเป็นคนแรกที่เข้าห้องผ่าตัด และเขาบอกว่าจะเช็กแกนเอียงอีกครั้ง - ตอนขึ้นไปนอนบนเตียงผ่าตัด เขายื่นตุ๊กตากระต่ายสีรุ้งให้จับ แล้วก็เริ่มผ่าตัด - ผ่าตัดทีละข้าง และตาข้างที่ไม่ได้ผ่าตัดก็ถูกปิดด้วยเทปและคลุมไว้ - Smile Pro ใช้เลเซอร์เร็ว ทำให้ไฟเขียวหายเร็วกว่า เขาบอกว่าพอหายไปแล้วให้เหม่อไปเลย แต่ มันหายเร็วจริงๆ จนตอนนั้นในใจฉันยังคิดว่า 'เอ๊ะ แบบนี้ใช่เหรอ?', แล้วเขาก็บอกว่า 'ค่ะ~ เลเซอร์ข้างหนึ่งสำเร็จแล้ว เดี๋ยวทำอีกข้างต่อนะคะ~' - ต้องรู้วิธีก่อนถึงจะเอาไปใช้กับอีกข้างได้ ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย,, เขาก็ปิดตาข้างที่ผ่าแล้ว แล้วผ่าต่อข้างที่เหลือ พอถึงข้างที่สอง ฉันกำลังคิดว่า 'เมื่อกี้เขาทำยังไงนะ..' ก็ได้ยิน 'ค่ะ~ เลเซอร์ทั้งสองข้างเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ.',, - ความรู้สึกคือ 7 วินาทีนั้นสั้นจริงๆ,,
▶ หลังจากยิงเลเซอร์เสร็จ, - ระหว่างยิงเลเซอร์ ตาจะขุ่นขาว แล้วก็ทำขั้นตอนดึงส่วนที่ตัดออกมา - เขาบอกให้อยู่เฉยๆ ฉันก็พยายามอยู่เฉยให้มากที่สุด - ก่อนหน้านี้อ่านรีวิวที่บอกว่าจะมีความรู้สึกไม่สบาย เลยกังวล แต่ที่รู้สึกกลับเป็นความโล่งสบายแบบเย็นๆ,, เหมือนเอาหินปูนออกจากตาเลย,,? สำหรับฉันไม่ใช่ความไม่สบาย แต่กลับโอเคมาก อาจเป็นเพราะฉันก็ชอบขูดหินปูนที่คลินิกทันตกรรมด้วย - คุณหมอบอกว่าการผ่าตัดสำเร็จแล้ว และแสดงความยินดี - เขาหยอดอะไรบางอย่างเหมือนยาหยอดตาเพื่อทำการเสริมความแข็งแรงกระจกตา แล้วโลกก็กลายเป็นสีส้ม - บอกว่าตอนนี้ส่วนสำคัญของการผ่าตัดเสร็จหมดแล้ว ผ่อนคลายได้เลย ฉันก็เลยผ่อนคลาย แต่พยาบาลกลับบอกว่าอย่ากวาดสายตาไปมา ให้มองแต่ไฟสีขาวด้านหน้าพอ - สรุปว่าผ่าตัดเสร็จแค่นั้น,, จริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรใหญ่โตเลย,,?
พอฉันออกจากห้องผ่าตัด แม่ก็ตกใจมาก ถามว่าทำไมออกมาเร็วขนาดนี้,, แม่บอกว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีเอง คงเพราะเป็นการผ่าตัดแบบโปร เลยรู้สึกเหมือนเสร็จก่อนจะได้กะพริบตาอีก พอเสร็จปุ๊บก็รีบกินไทลินอล 2 เม็ดที่เตรียมมา แล้วไปเอายาหยอดตา 2 ชนิด + น้ำตาเทียม แต่เพราะยังเช้าเกินไปเลยต้องรอเล็กน้อย
▶ หลังผ่าตัดในวันนั้น หลังผ่าไม่ได้มองไม่เห็นไปเลย แต่จะเห็นเบลอๆ คล้ายตอนก่อนผ่าตัดที่สายตาแย่มากๆ แล้วด้วยสภาพที่ยังชาอยู่ ฉันก็คิดว่า 'ไม่เจ็บเลยนี่นา~~' แล้วนั่งแท็กซี่กลับบ้าน แต่พอกลับถึงบ้าน ประมาณ 3-4 ชั่วโมงแรกเจ็บมากจริงๆ ไม่รู้ใครกันที่บอกว่า Smile LASIK ไม่เจ็บ!!!! มันไม่จริง!! ฮือๆ!!! แล้วฉันก็เผลองีบไป จากนั้นอาการปวดตาก็ค่อยๆ หาย และตั้งแต่ตอนเย็นวันนั้นก็เริ่มมองเห็นชัดแล้ว ทั้งของไกลก็ชัด,, ตัวหนังสือเล็กๆ ก็ชัดมาก, แม้จะยังมีความเบลอนิดหน่อย แต่เพราะก่อนผ่าตัดสายตาแย่มากอยู่แล้ว ฉันเลยไม่รู้สึกไม่สะดวกอะไรจริงๆ วันนั้นพักผ่อนเต็มที่และนอนอย่างเดียว~ * ระหว่างที่ยังตื่นอยู่ ฉันตั้งปลุกทุก 2 ชั่วโมงแล้วหยอดยาตามเวลา
▶ วันรุ่งขึ้นหลังผ่าตัด - วันถัดมาไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจอาการหลังผ่าตัด - ความดันตา/รูปทรงกระจกตาปกติ สายตา 1.2 (ตื้นตัน,,) ตั้งแต่ประถมตาไม่ดี เลยแทบไม่เคยมีความทรงจำที่สายตาเกิน 1.0 เลย.. หลังผ่าไปแค่ 5-6 ชั่วโมงก็เหมือนได้เจอแสงสว่างของชีวิตแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ร้านแว่นเคยบอกว่าถ้าใส่เลนส์นานๆ ค่าสายตาที่แก้แล้วอาจออกมาไม่ดีนัก แต่ผลที่คาดไว้คือ 1.0 แล้วออกมา 1.2 แบบนี้ก็ดูโอเคอยู่
▶ 2 วันหลังผ่าตัด - เพราะเป็นช่วงวันหยุดชูซอก ก็เลยพักอยู่บ้านต่อ - แถมยังตรงกับช่วงเอเชียนเกมส์ เลยเผลอนั่งดูการแข่งขันจากเก้าอี้นวดไปด้วย.. - พยายามหลีกเลี่ยงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้มากที่สุด แต่ก็ทำไม่ค่อยได้ - เพราะกังวลนิดหน่อยเลยไปที่ร้านแว่นหน้าบ้านเพื่อเปลี่ยนเลนส์ในแว่นเดิมให้เป็นเลนส์กรองแสงสีฟ้า - พี่คนตรวจวัดสายตาที่ร้านแว่นก็ตกใจถามว่าทำไมเพิ่งออกมาแล้วใช้ชีวิตได้เลยหรือ - ยังไงก็ตามเหมือนฉันจะใส่แว่นกรองแสงสีฟ้าแล้วดูต่ออีกหน่อย
▶ 3 วันหลังผ่าตัด - ใส่แว่นกันแดดแล้วออกไปสวนหน้าบ้านประมาณ 3-4 ชั่วโมง - รู้สึกคันตานิดหน่อยเลยหยอดยาอย่างขยัน แล้วเปิดรายการของ Ppiggyeogong ทิ้งไว้ก่อน แล้วงีบหลับยาวๆ - วันนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร เที่ยวเล่นได้ดี
▶ 6 วันหลังผ่าตัด - พอจบวันหยุดชูซอกก็ไปทำงาน - ไม่มีปัญหา/ความไม่สบายอะไร มองเห็นชัดดี แค่แห้งนิดหน่อย แต่เพราะก่อนหน้านี้ฉันเคยใส่คอนแทคเลนส์วันละมากกว่า 10 ชั่วโมง ความแห้งหลังผ่าตัดจึงไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ - ส่วนตัวมีงานต้องส่ง เลยทำงานจนดึกมาก
▶ 8 วันหลังผ่าตัด (วันนี้) - ตั้งแต่วันที่ 6 เป็นต้นมาฉันทำงานหน้าคอมพ์จนถึงดึก และไม่ได้มีอะไรหนักเกินไป - เพราะยังไม่ชินกับการมองเห็นชัด เลยบางทีก็เผลอคิดว่าตัวเองใส่คอนแทคเลนส์อยู่ - ตอนกลับบ้านกินข้าวเย็นอยู่ พอเห็นชัดมากก็เผลอคิดว่า 'อ่า ต้องถอดเลนส์แล้วสิ' แต่จริงๆ ไม่ใช่
ฉันพอใจการผ่าตัดนี้แบบสุดๆ จริงๆ ที่ผ่านมาคนอื่นใช้ชีวิตสบายแบบนี้กันหมด ยกเว้นฉันเองนี่นา.. เข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนถึงแนะนำกัน..
สิ่งที่ดีที่สุดคือการแต่งหน้าหน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง, ตอนที่นอนลงแล้วได้ยินเสียงยุงหึ่งๆ ก็ไม่ต้องหาแว่นอีก แค่เปิดไฟแล้วก็จัดการเจ้าตัวนั้นได้ทันที, ตอนตื่นกลางดึกก็ยังมองเห็นชัดเหมือนเดิม, สามารถใส่แว่นเป็นแฟชั่นได้, เหมือนจะดีไปหมดทุกอย่างเลย..
▶ ถ้าจะพูดถึงผลข้างเคียงที่หลายคนกังวล... - เบลอ: เพราะเดิมฉันสายตาเอียงหนัก ตอนนี้เลยรู้สึกคมชัดกว่าตอนใส่คอนแทคเลนส์ด้วยซ้ำ - แสงฟุ้ง/แสงแตก: เดิมก็มีแสงฟุ้งจากสายตาเอียงอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยรู้สึกมาก - ตาแห้ง: เพราะก่อนหน้านี้ใช้คอนแทคเลนส์แบบวงสีวันละกว่า 10 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน,, เลยไม่ได้รู้สึกว่ารุนแรงขึ้นมาก - ตาบอดกลางคืน: เพราะเพิ่งผ่าตัดไม่นาน คุณหมอบอกว่าอาจมองไม่ค่อยดีในที่มืด ซึ่งก็รู้สึกมีอยู่บ้างค่ะ~ ในที่มืดวัตถุไม่ได้ชัดเจนมากนัก.. แต่ก็เพราะก่อนผ่าตัดสายตาฉันก็แย่อยู่แล้ว..
ตอนนี้ฉันใช้ชีวิตที่คมชัดยิ่งกว่าตอนใส่คอนแทคเลนส์อยู่! ความลังเลก็แค่ทำให้ความสุขมาช้าลงเท่านั้นเอง,,^___^ ขอให้ทุกคนได้ทำการผ่าตัดที่ต้องการ และพบแสงสว่างของชีวิตกันนะคะ~~