สวัสดี เราทำคอนทัวร์ 2 อย่าง แล้วก็ผ่านมาเกินหนึ่งเดือนแล้ว เพิ่งจะมาเขียนรีวิว
(เรื่องที่เราเจอแล้วเครียดมาก ๆ โพสต์มันยาวมาก เดี๋ยวขอรวบสรุปจุดสำคัญแยกไว้ด้านล่างอีกที)
เดิมทีตั้งใจจะมาเขียนตอนประมาณ 6 เดือน แต่หลังผ่าตัดแค่เดือนเดียว แค่มีปัญหานิดหน่อยก็ไม่สบายใจ พอช่วงนั้นก็ได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนนี้เยอะมาก เลยคิดว่าคนที่เพิ่งผ่าตัดคนอื่น ๆ ช่วงนี้ก็คงกังวลที่สุดเหมือนกัน ถึงจะเขิน ๆ แต่เลยขอเขียนประสบการณ์ของคนไข้มือใหม่ที่เพิ่งครบเดือนมาให้
จะพยายามเขียนละเอียดที่สุดเท่าที่บันทึกไว้ได้ เลยเตือนก่อนว่าโพสต์ยาว! การผ่าตัดก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลอยู่แล้ว ขอให้ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงนะ และจะไม่บอกชื่อโรงพยาบาล เพราะตั้งใจจะเขียนแบบตรงไปตรงมา!
1. ตัดสินใจผ่าและไปปรึกษาหลายที่
คางเหลี่ยมมันเครียดมากจนพูดถึงคางเป็นนิสัยตลอด จนคนรอบตัวบอกให้หยุดพูดได้แล้ว.. ดูทีวีก็เห็นแต่คางดารา ส่องกระจกก็เห็นแต่คางตัวเองที่เหลี่ยม.. แล้วอยู่ ๆ ตอนเที่ยวได้เห็นรูปถ่ายด้านข้างที่ถ่ายติดมาโดยบังเอิญ ปรากฏว่ารูปทรงคางของฉันไม่ใช่ของคนทั่วไปเลย.. นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้มองด้านข้างแบบชัด ๆ เลยตกใจมาก คิดว่าคางตัวเองก็เหลี่ยมอยู่บ้าง แต่ก็น่าจะเหลี่ยมกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย ไม่คิดเลยว่าด้านข้างจะเป็นสี่เหลี่ยม.. แค่ส่องกระจกก็เหมือนจะซึมเศร้าแล้ว.. ฉันอายุช่วงต้นถึงกลาง 30 แล้ว.. คิดว่าผ่าช้าไปเลยฝืนทนไว้ แต่สุดท้ายเหมือนโดนอะไรบางอย่างสะกดให้ตัดสินใจผ่า เพราะเป็นการผ่ากระดูก เลยตั้งใจว่าจะทำที่โซลเท่านั้น แล้วก็หาข้อมูลจากคนรู้จักจนทำลิสต์ไว้ได้ ตอนแรกไม่ได้จองคิวปรึกษาล่วงหน้าเลยทำให้ยังไม่ได้คุยจริงจังนัก แต่ยิ่งไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งมั่นใจว่าต้องผ่า หลังไปปรึกษาครั้งแรกสองที่ ฉันก็ลับดาบเตรียมพร้อมเต็มที่ ลาออกจากงาน รับเงินกองทุนออมที่ครบกำหนด แล้วจัดลิสต์ใหม่ทั้งหมด ไปปรึกษาแทบทั้งเดือน.. ตอนนี้ต่อให้ให้ไปทำงานคอร์ดี้ก็น่าจะทำได้แล้ว.. เอาเป็นว่าพูดยืดยาวหน่อย แต่ก็คือฉันเป็นกังวลและเป็นปมจริง ๆ ถึงจะอายุมากแล้วก็ยังตัดสินใจเสี่ยงผ่า ดังนั้นคนต่างจังหวัดก็อย่าลืมจองคิวปรึกษาล่วงหน้าให้ดีด้วย!!
1-1. เหตุผลที่ไม่ทำผ่ากระดูกโหนกแก้ม
ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าคอนทัวร์ฉันหาข้อมูลมามากอยู่แล้ว และถึงโหนกแก้มจะค่อนข้างนูน แต่ตอนนี้ก็เครียดเรื่องแก้มตกทำให้ร่องแก้มลึกอยู่แล้ว ถ้าทำผ่าโหนกแก้มคงยิ่งหย่อนลงอีกแน่นอนและต้องเสียใจแน่ ๆ เลยเลือกทำแค่คางเหลี่ยมที่เป็นปมจริง ๆ กับคางถอย แล้วทำคางถอยด้วย คิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีมาก
2. วันผ่าตัด
พอคิดว่าอีกเดี๋ยวคางเหลี่ยมนี้จะหายไปก็ไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย ไปคนเดียว แล้วกลัวว่าถ้าบอกว่ามาคนเดียวไม่มีผู้ปกครองมาด้วย จะยิ่งเสี่ยงโดนผ่าตัดแทนตัวคนไข้ เลยโกหกหน้าเคาน์เตอร์ว่าพ่อแม่มาด้วย ได้เห็นโพสต์คนอื่นที่บอกว่ากลัวเตียงผ่าตัดมากจนต้องดมยาข้างนอกโรงพยาบาลด้วย แต่ของฉันไม่มีแบบนั้นเลย นอนบนเตียงผ่าตัดด้วยตัวเอง คาดสายรัด แล้วพอเข้าสู่การวางยาสลบก็แค่คิดว่า หลับแล้วตื่นมาก็คางลาก่อน~~ แค่นั้น
หลังผ่าตัดระหว่างย้ายไปห้องพักฟื้น ยาสลบเริ่มค่อย ๆ หมดสติกลับมาแล้ว พูดตรง ๆ ว่าไม่ได้เจ็บมาก.. ความรู้สึกเหมือนใส่ผ้ารัดแล้วบวมเป่ง ปากถูกบีบ แล้วแค่รู้สึกเสียว ๆ หน่วง ๆ เหมือนฟันกรามผุขึ้นมา? ฉันเป็นคนที่เจาะหูยังบ่นว่าเจ็บ แต่เพราะเตรียมใจไปว่าจะเจ็บมาก เลยกลายเป็นว่ามันไม่เจ็บอย่างที่คิด.. จริง ๆ ถึงขั้นคิดไว้เลยว่าจะต้องโวยวายขอให้ฉีดยาแก้ปวดแบบไม่มีกำหนด แต่พอไม่เจ็บก็ไม่ได้พูดอะไร..
สิ่งที่ลำบากคือยาสลบทั้งตัวนี่แหละ เขาบอกว่าต้องไล่ฤทธิ์ยา เลยห้ามหลับและต้องหายใจเรื่อย ๆ ฉันง่วงแทบตายเพราะคืนก่อนออกจากโซลตั้งแต่เช้ามืดเลยนอนไม่พอ แต่เขาก็ปลุกตลอด และเปิดไฟไว้จนเช้า พยาบาลก็คุยกันเสียงดังมากจนหลับไม่สนิท หลับหนึ่งชั่วโมง ตื่นสิบ นาที หลับหนึ่งชั่วโมง.. วนแบบนี้ตลอด
แล้วพอผ่านไปสักพักก็ให้เดินใช่ไหม? ฉันจะเดินไปสักหน่อย แล้วถ้ารู้สึกเหมือนจะเวียนหัวก็รีบกลับไปนอน พอนอนก็โอเค เขาให้ดื่มนิวแคร์มา แต่ฉันก็ไม่กินเพราะกลัวเวียนหัว คนไข้คนอื่นอาเจียนกันอลหม่าน.. ฉันคิดแค่ว่า ฉันห้ามเวียนหัวเด็ดขาด.. เลยเดินนิดเดียวแล้วกลับไปนอน แล้วก็เริ่มขี้เกียจสุด ๆ จนสุดท้ายก็นอนแผ่เหมือนศพอยู่เฉย ๆ พยาบาลก็ฉีดยาแก้ปวดให้เองแล้วก็ไม่มายุ่ง เลยนอนทอดกายทั้งวัน
เรื่องความรู้สึก ช่วงวันแรกริมฝีปากยังปกติดี แต่ขากรรไกรล่างมีอาการจี๊ด ๆ ยังไงก็ตาม แค่มีความรู้สึกอะไรอยู่บ้างก็สบายใจได้ว่าไม่ได้ตัดเส้นประสาท
3. วันถัดมาหลังผ่าตัด วันที่ 1
ถอดสายเดรนไม่เจ็บ ออกจากโรงพยาบาลแล้วเข้าไปพักที่โมเทลใกล้ ๆ ที่จองไว้ ได้ยาแล้วก็ขนมาพะรุงพะรัง
สภาพดีกว่าที่คิดไว้เยอะ.. หน้า บวมมากจริง ๆ แต่ยกเว้นตรงนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร.. ไม่เจ็บเลย ไม่ช้ำเลย
พยาบาลอธิบายเรื่องผ้ารัดกับอะไรสักอย่าง แต่ฉันฟังผิด คิดว่าตั้งแต่วันที่ 1 ต้องค่อย ๆ ถอดผ้ารัดออกทีละนิด พอถึงโมเทลเลยถอดผ้ารัดออกก่อนเลย.. แล้วพอนอนลงเท่านั้นแหละ สวรรค์ชัด ๆ..
ตอนแรกคิดว่าในโมเทลคงไม่มีอะไรให้น่าเบื่อ แต่วันแรกก็เบื่อแล้ว เลยเริ่มดูอนิเมะยาวเรื่องไฮคิวที่ไปหาข้อมูลไว้ล่วงหน้าเผื่อไว้ เวลาผ่านไว ดูสนุกด้วย
อาหารที่กินคือ นิวแคร์ + อัลมอนด์บรีซ + โจ๊กฟักทอง แต่รู้สึกว่าไม่ควรกินโจ๊กฟักทองเลย เพราะผ่าตรงในปากทั้งสองข้างอยู่ แล้วมันเหมือนมีอะไรเข้าไปค้างข้างใน.. เวลากลั้วปากก็รู้สึกเหมือนยังได้รสฟักทองอยู่ตลอด จะบ้าเอา ดีที่อีกไม่กี่วันถ้าไปโรงพยาบาล หมอคงดูออกทันทีถ้ามีอักเสบ ก็เลยปลอบใจตัวเองไปก่อน
4. วันที่ 3 หลังผ่าตัด
ฉันไม่ได้ทำโหนกแก้มเลยคิดว่าเขาคงไม่สระผมให้ ก็เลยอาบน้ำที่โมเทลแล้วไปโรงพยาบาล พอไม่ได้ผ่ากระดูกโหนกแก้มก็แค่ระวังไม่ให้น้ำโดนคางขณะล้างตัว แต่พอไปโรงพยาบาลกลับสระผมให้ด้วย
ได้พบคุณหมอ แล้วก็แกะเทปที่คางออกและตรวจคร่าว ๆ พูดไว้ก่อนว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอหลังจากช่วงวาดหน้าก่อนผ่าตัด ตรวจแค่ประมาณ 1 นาทีเอง ㅡㅡ
แม้แต่ในปากที่กังวลก็ตรวจแบบผ่าน ๆ มาก แต่ก็คิดว่าในฐานะผู้เชี่ยวชาญ คงดูทุกอย่างในเสี้ยววินาทีนั้นแล้วมั้ง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สบายใจ.. ยังไงเขาบอกว่าโอเค ก็เลยเชื่อแล้วกลับลงต่างจังหวัดมา
วันที่ 3 บวมมากที่สุด เหมือนมูมินเลย
5. สัปดาห์ที่ 1 หลังผ่าตัด
บวมยุบไปเยอะแล้ว แล้วที่บ้านก็ขี้เกียจจะรัดผ้ารัดจริง ๆ การเดินเล่นก็ไม่ค่อยมีแรงจูงใจ.. แต่ก็พยายามเดินอยู่พอสมควร.. คิดว่าไม่ช้ำเลยแท้ ๆ แต่บริเวณคางเริ่มเห็นเป็นรอยเหลือง น่าจะเป็นรอยช้ำเหลือง
เพราะไม่ชอบที่เคยเครียดกับโจ๊กฟักทองมาก เลยแทบกินแต่นิวแคร์กับอัลมอนด์บรีซ แล้วก็กินรีซอตโตด้วย
หลังทานข้าวก็แปรงฟันและบ้วนปาก ฉันซื้อไฟฉายเล็ก ๆ จากไดโซะไว้ แล้วใช้ไม้จิ้มฟันกับคอตตอนบัดตรวจดูบริเวณไหมเย็บอย่างละเอียดเลย แนะนำมาก
เสียเงิน 100,000 วอนเพื่อไปโซลดูอาการครบ 1 สัปดาห์ แบบ.. ห้องมันเป็นห้องเล็ก ๆ เรียงติดกัน แล้วฉันเข้าไปอยู่ในห้องหนึ่ง คุณหมอก็เหมือน.. เล่นเกมจับตัวตุ่น วิ่งห้องนี้ห้องนั้น.. ผู้ป่วยแต่ละคนได้ตรวจสัก 30 วินาทีไหม? แค่จับคางดู กวาดดูในปากแล้วพูดว่า สัปดาห์แรกสินะ มีเจ็บหน่อยใช่ไหม เดี๋ยวจะดีขึ้น แล้วเจอกันอีกทีในอีกหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นก็ออกไป.. ท่านเดินวนดูห้องที่ติดกันพวกนั้นไปเรื่อย ๆ พร้อมตรวจแบบสั้นมาก ฉันทึ่งมาก แล้วก็ไปทำทรีตเมนต์ผิวต่อก่อนกลับบ้าน
6. สัปดาห์ที่ 2 หลังผ่าตัด
ช่วงนี้บวมยุบไม่เท่ากันทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งแทบไม่มีทั้งเจ็บทั้งบวม มีแค่เหงือกบวมจนรู้สึกว่าหน้าดึง ๆ แล้วแนวคางก็เริ่มเห็น แต่ข้างหนึ่งบวมชัดเหมือนมีลูกกวาดอยู่ข้างใน แล้วก็มีเหนียงด้วย มีแอ่งแก้มให้เห็นด้วย ส่วนอีกข้างไม่เป็นแบบนั้นเลย เลยคิดว่าน่าจะเพราะบวม.. พอจับแนวคางก็ยังจี๊ด ๆ และหน่วงอยู่ อีกข้างไม่มีเลย.. จริงจังถึงขั้นสงสัยว่าคุณหมอกับหมอที่ผ่าตัดแทนคนละคนกันครึ่งต่อครึ่งหรือเปล่า
เขาบอกว่าถ้าถอดไหมจะยุบลงเยอะ เลยเสียเงิน 100,000 วอนไปดูอาการสัปดาห์ที่ 2 อีก เจออีกทีประมาณ 1 นาทีแล้วก็กลับ.. แต่กลับไม่ได้ถอดไหมให้ บอกว่าเป็นไหมละลาย.. ฮะ!? เครียดเลย ค่ารถก็ไม่ใช่น้อย รอตั้งครึ่งชั่วโมงกว่า แต่ตรวจแค่ 1 นาที แถมไม่ได้ถอดไหมที่รออีก ไปทำทรีตเมนต์ผิวแล้วก็กลับบ้านอีก.. ใจจริงอยากไปเจอเพื่อนเหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังบวมจนเห็นชัด เลยทำแบบนั้นไม่ได้ คางอย่างเดียวบวมเลยเหมือนมูมิน แถมยังดูเหมือนคางยื่นอีกด้วย
เริ่มกินพวกเส้นได้ทีละนิด แล้วก็แปรงฟันด้วยแปรงสีฟันเด็ก
7. สัปดาห์ที่ 3 หลังผ่าตัด
อาการบวมไม่เท่ากันยังดูไม่มีทีท่าจะดีขึ้น.. ระหว่างนั้นฉันก็ส่องในปากตลอด แล้วบริเวณที่มีไหมเหลืออยู่เริ่มแดงและบวมขึ้น ฮึ่ย นี่มันอักเสบแน่ ๆ โมโหมาก.. อีกตั้งหนึ่งสัปดาห์กว่าจะถึงรอบไปโรงพยาบาล แต่ถ้าไปตอนนี้ก็ยังต้องเสียค่ารถและเครียดอีก โมโหมากเลยหยิบกรรไกรตัดเล็บกับแหนบเล็ก ๆ มาฆ่าเชื้อแล้วลองเอาออกเองอย่างโชคดี.. (เป็นการกระทำที่อันตรายมาก) พอเอาออกแล้ววันรุ่งขึ้นแผลก็หายสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น.. ฉันเอาออกได้ดี แต่ทุกคนอย่าทำแบบนี้นะ..
เรื่องกิน ตอนนี้กินของเส้นได้หมดแล้ว เพราะไม่ได้คิดว่าของเผ็ดหรือเค็มจะไม่ดีต่ออาการบวม เลยกินซุปข้าวหน้าหมูด้วย แล้วก็ช่างมัน.. สิ่งที่อยากกินยกเว้นพวกเนื้อสัตว์ก็กินหมดอย่างเต็มที่..
เพราะไม่แน่ใจว่าที่บวมไม่ยุบเพราะฉันดูแลตัวเองไม่ดีรึเปล่า เลยไปซื้อคอร์สทรีตเมนต์คลื่นความถี่สูงที่คลินิกผิว 10 ครั้ง รู้สึกเหมือนอาการดีขึ้นแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน เพราะไม่ได้คิดว่าการไปรับที่โรงพยาบาลสักครั้งจะเห็นผลอะไรเท่าไร..
8. ครบ 1 เดือนหลังผ่าตัด
ไปโรงพยาบาลแล้วสแกนซีที ตั้งใจจะถ่ายรูปมาด้วยแต่เขารีบเลื่อนข้ามเร็วมากจนฉันพูดไม่ทัน..
แต่ถ้าไม่ได้แต่งภาพนะ กระดูกน่าจะถูกเหลาได้ดีอยู่ ฉันจริง ๆ อยากได้หน้าเรียววีไลน์ แต่ดูเองก็รู้ว่าถ้าโกนคางออกหมดหน้าจะกลายเป็นคางแหลมเกิน และช่วงกลางหน้าของฉันยาว ถ้าออกมาเป็นคางแหลมก็พังแน่ เลยเหลือคางไว้บ้าง แต่ดูเหมือนจะทำเป็นทรง U นะ เฮ้อ รู้สึกว่าอยากให้เหลากระดูกส่วนโค้งยาวให้มากกว่านี้อีกนิด แต่ตอนนี้ก็ยังบวมอยู่.. แถมก็ผ่าไปแล้ว จะทำอะไรได้ล่ะ
9. ตอนนี้
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะทรีตเมนต์คลื่นความถี่สูงได้ผล หรือเพราะพ้นช่วงเดือนอันโหดร้ายมาแล้วกันแน่ แต่อาการบวมไม่เท่ากันที่ไม่ค่อยยุบก็เริ่มยุบลงแล้ว เหนียงกับแอ่งแก้มก็หายหมด ความเจ็บจี๊ด ๆ ก็หายไป เหลือแค่บางทีนาน ๆ ทีชาที่นิดหนึ่ง..
เรื่องการกิน ยังเคี้ยวแรง ๆ ด้วยฟันกรามไม่ได้เพราะเจ็บ แต่ของที่ใช้ฟันกรามบดเบา ๆ ได้ก็กินได้หมด ของชิ้นใหญ่ยังกินไม่ได้ เช่น ซาชิมิกินได้สบาย แต่ซูชิชิ้นมันอ้วนเกิน ใส่ปากไม่เข้า ต้องผ่าเป็นชิ้นแล้วกิน
อาการบวมยังมีอยู่พอสมควร แต่ความรู้สึกเหมือนคางยื่นแบบเดิมค่อย ๆ หายไปแล้ว อยากให้ครบสองเดือนเร็ว ๆ จัง
เอ๊ะ! ทำไมด้านหลังถึงหายไปหมดเลย บ้าเอ๊ย.. เดี๋ยวนึกออกแล้วจะมาใส่ในคอมเมนต์นะ สรุปสั้น ๆ