จะเริ่มต้นยังไงกับโพสต์ก่อนหน้านี้ดีนะ?? เอาเป็นว่าก่อนเลย เราใช้ชีวิตอยู่กับอาการยื่นปากมานานกว่า 20 ปีโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเรียนจบม.ปลายปี 3 แบบเหนื่อยสุดๆ แล้วได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยถึงได้รู้
ตอนม.4 แม่ลากเราไปจัดฟันที่คลินิกทันตกรรมแถวบ้าน ตอนนั้นฟันเราไม่ได้เกเบี้ยวอะไรมาก แถมก็ไม่ได้สนใจหน้าตาตัวเองเท่าไหร่ในช่วงนั้นด้วย.. แต่เหมือนแม่จะจัดฟันแล้วสวยขึ้น เลยบอกว่าเราก็น่าจะมีปากยื่นนิดหน่อย ถ้าจัดฟันก็น่าจะสวยขึ้น? เราก็เห็นตัวอย่างอยู่ข้างๆ อยู่แล้วไง ถ้าสวยขึ้นก็ดีสิเนอะ เลยทุ่มเวลา 2 ปีไปกับการจัดฟัน
แต่จริงๆ ฟันก็ไม่ได้คดมากอะไรอยู่แล้ว แถมฟันก็ไม่ได้ยุบเข้าไปด้วย.. สรุปคือเสียเงินเปล่าน่ะสิ.. ตอนนั้นเรากำลังทำ PT เพื่อจะลดน้ำหนักหลังจบม.ปลาย แล้วไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย พอเห็นหน้าเราก็พูดกันแต่แบบ อ้าว~ ใส่หน้ากากออกไปสิ จัดฟันแล้วน่าจะสวยขึ้นนะ! ฟังซ้ำๆ จนเริ่มหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ? เลยคิดว่า เออ เดี๋ยวฉันจะโชว์เลยว่าเคยจัดฟันแล้วนะ! แล้วอ้าให้ดูแบบ อี้~~ พอบรรยากาศมันกลายเป็นเงียบๆ นั่นแหละ เราโกรธมากเลย
พอจบเทอม 1 ของปี 1 แล้วเข้าช่วงปิดเทอมหน้าร้อน เพื่อนสมัยม.ปลายคนนึงบอกว่าจะทำศัลยกรรมกรามเหลี่ยม เราเลยพลอยสนใจไปด้วย ก็เลยโหลดแอปศัลยกรรมหลายๆ แอป แล้วตอนนั้นแอปพวกนี้มีอีเวนต์แบบอัปโหลดรูปหนึ่งรูปแล้วให้แอปคำนวณราคาคร่าวๆ ให้ด้วย? เราเลยลองทำดู แล้วผลออกมาว่ามีอาการปากยื่น? อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ เราไม่ค่อยสนใจเรื่องหน้าตาหรือจัดฟันอยู่แล้ว แค่ทำตามที่แม่บอกเฉยๆ เลยเพิ่งได้ยินคำว่า “ปากยื่น” ครั้งแรกตอนนั้นเอง ก็เลยไปไล่ค้นหาว่าปากยื่นคืออะไรทั้งในเนเวอร์ กูเกิล.. เอาเป็นว่าเสิร์ชเอนจินทุกอันที่หาได้
แล้วอาการมันก็เหมือนเป็นทั้งหมดที่เป็นตัวเราเลย ปิดปากไม่สนิท มีรอยย่นเหมือนลูกวอลนัทตรงคาง โครงหน้าให้ความรู้สึกเชยๆ แล้วก็มักโดนบอกว่าตอนอยู่นิ่งๆ ดูเหมือนกำลังโกรธ ㅇㅇ... เราเป็นแบบนั้นเป๊ะเลย ทั้งที่เราไม่ได้โกรธอะไรเลย แค่หน้าตาเฉยๆ แต่พออยู่นิ่งๆ ก็มีแต่คนถามว่า โกรธเหรอ? ทำหน้าอะไรอยู่? โดนถามแบบนี้จนแทบจะสองร้อยครั้งได้เลยมั้งตลอดชีวิต ทั้งที่ตัวเองเป็นคนทำให้เราหงุดหงิดแท้ๆ แต่ไม่รู้เลย
เอาเป็นว่า.. เราเป็นคนที่คอมเพล็กซ์กับช่วงล่างของใบหน้าแรงมาก เลยคิดว่าเอาล่ะ เราต้องเก็บเงินแล้วผ่าตัดให้ได้ จากนั้นก็เริ่มตั้งใจหาข้อมูลโรงพยาบาล พยายามหาทุกที่เท่าที่จะหาได้ทั้งจากคาเฟ่ แอป และอะไรต่อมิอะไร จนแทบจะอยากรู้ด้วยซ้ำว่าร้านที่ลิสต์ไว้แต่ละที่ไฟฟ้าวันนึงเสียกี่วอน ตอนนั้นเราเช็กหมดเลย ทั้งศัลยแพทย์ช่องปากและขากรรไกร โรงพยาบาลศัลยกรรมที่ดังเรื่องกระดูก คลินิกทันตกรรมธรรมดาๆ เอาเป็นว่า.. ที่ไหนที่บอกว่าทำ ASO สำหรับปากยื่นได้ เราหาไปหมด ที่ที่เราไปทำศัลยกรรมก็อยู่ในลิสต์นั้นแน่นอน
จริงๆ คนที่หาข้อมูลเรื่องผ่าตัดปากยื่นมาบ้างก็น่าจะรู้ว่า ที่ที่เราผ่าตัดไม่ได้ถูกเลยนะ? ถ้าเรียงลำดับในบรรดาโรงพยาบาลที่ดังเรื่อง ASO ก็คือเป็นแบบราคาสูงจนพูดได้ว่าถ้าเป็นที่สองก็คงน้อยใจน่าดู.. ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดจะทำที่นี่หรอก
แล้วอะไรทำให้ตัดสินใจที่นี่ล่ะ? เพราะภาวะแทรกซ้อนที่คนพูดถึงบ่อยของ ASO คือหน้าตอบไง ปากยื่นมันไม่ได้ทำให้ใช้ชีวิตลำบากมากมายอะไร แต่เหตุผลหลักที่ยอมจ่ายเงินก้อนโตไปผ่าตัดก็คือเรื่องความสวยงาม ถ้าผลด้านความสวยงามไม่ตอบโจทย์ ก็เท่ากับเอาเงินไปทิ้งกับพื้นชัดๆ.. พอเข้าไปดูเว็บของที่นี่แล้วสิ่งที่สัมผัสได้เลยคือ ไม่มีใครมีทรงปากที่ดูฝืนสักคน
สาเหตุที่แพงก็เพราะรวมการดันคางไปข้างหน้าด้วยนั่นแหละ แต่เรารู้สึกว่าจำเป็นขนาดนั้นไหมนะ.. แต่พอดูรูปก็เข้าใจเลย ว่าไม่ใช่แค่ดันปากเข้าไปเฉยๆ แล้วหน้าจะกลายเป็นหน้าตอบหรอก แต่เขาน่าจะผ่าตัดแบบดึงความสวยออกมาจากใบหน้าที่คนไข้มีอยู่แล้วให้เหมาะกับเคสแต่ละคนด้วย คางก็ไม่ได้เอาออกเหมือนกันหมดแบบสูตรสำเร็จ เพราะแต่ละคนมีหน้าต่างกัน เขาก็เลยปรับต่างกันไป ㅇㅇ.. เลยตัดสินใจที่นี่
จริงๆ แอบเป็น TMI นิดนึงนะ กว่าจะตัดสินใจแล้วลงมือทำจริงไม่ได้เร็วเลย.. จากตัดสินใจจนทำจริงใช้เวลานานถึง 2 ปีครึ่ง เหตุผลขอไม่เล่าละกัน เอาตรงๆ ตอนนี้ก็ยังมีความรู้สึกแบบนั้นอยู่นิดหน่อย แต่เราจะมาเขียนรีวิว ไม่ได้จะเขียนบันทึกชีวิตทั้งเล่ม
ความรู้สึกตอนปรึกษาคือ “เออ เชื่อใจได้” แค่นั้นเลย แน่นอนว่าทำตาสองชั้นก็เป็นการผ่าตัดเหมือนกัน แต่การผ่าตัดแบบนี้เป็นการแตะกระดูก ถ้าหมอไม่น่าเชื่อถือแม้นิดเดียว คนไข้ก็ต้องกังวลตลอดเวลาอยู่แล้ว เราเป็นพวกคิดมากอยู่แล้วด้วย แต่ตอนปรึกษาเขาทำให้ใจเย็น อธิบายแบบมืออาชีพว่าถ้าทำตรงนี้แล้วตรงนั้นจะเปลี่ยนยังไง.. มันเลยรู้สึกน่าเชื่อถือมาก จนโรงพยาบาลอื่นๆ ที่ลิสต์ไว้เราไม่ได้ไปปรึกษาเลย ตัดสินใจผ่าตัดที่นี่ไปเลย พอจองวันผ่าตัดแล้วก็จะมีการตรวจโน่นนี่ต่อ รวมถึงตรวจที่จำเป็นสำหรับการดมยาสลบ? ยานอนหลับ? เอาเป็นว่าก็ตรวจหลายอย่าง ทั้งตรวจในแผนกรังสีด้วย ยังมีเอกซเรย์ฟันอะไรพวกนี้อีกเยอะ เพราะงั้นคนที่คิดจะผ่าตัดนี้ควรเลือกวันแบบที่ตารางไม่แน่นนะ ของเราก็มีไขมันใต้ตาเยอะพอสมควรเลย น่าจะเป็นการเอาไขมันใต้ตาออก + ASO รวมกัน เลยเป็นค่าใช้จ่ายประมาณนั้น
วันผ่าตัดเองตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จนก่อนดมยาสลบถึงเริ่มกลัว เพราะทั้งชีวิตไม่เคยดมยาสลบหรือยานอนหลับอะไรพวกนี้มาก่อนเลย ก็คิดว่า เอ๊ะ ถ้าระหว่างผ่าตัดยาสลบตื่นขึ้นมาจะทำยังไง? ถ้าแก๊สดมยาสลบมันไม่ค่อยเข้าจะทำยังไง?;; คิดไปคิดมาจนถึงว่า เอ๊ะ ถ้าระหว่างผ่าตัดม<คิดไปก็หมดสติ แล้วพอตื่นขึ้นมาก็อยู่ห้องพักฟื้นแล้ว แค่นั้นที่จำได้ เราไปกับแม่ด้วย แล้วแม่บอกว่าผ่านไปประมาณสองชั่วโมงแล้ว
จากตรงนี้คือบันทึกการดิ้นรนหลังผ่าตัดที่ได้เห็นเฉพาะในรีวิวจริงๆ... ขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณพี่พยาบาลมืออาชีพที่ดูแลเราที่ห้องพักฟื้นอีกครั้งนะคะ...
ความเจ็บปวดไม่ได้รู้สึกหนักมากเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทรมานคือ.. ง่วงแทบตายแต่เขาไม่ให้หลับ บอกว่าต้องไล่แก๊สดมยาสลบออก แล้วสิ่งที่ทรมานที่สุดคือไม่ให้น้ำ เรารู้สึกเหมือนจะตาย แห้งตายแน่ๆ ตอนนั้นผ่าตัดเสร็จตอนสี่โมง แต่เขาบอกว่าจะให้น้ำตอนหนึ่งทุ่ม แน่นอนว่ามันเป็นระเบียบที่สมเหตุสมผลมาก ถ้ามองในแง่ความปลอดภัยของคนไข้หรืออะไรทำนองนั้น.. เรารู้ด้วยสมองว่ามันถูกต้อง แต่ว่าคอเราแห้งจะตายอยู่แล้ว เขาไม่ให้น้ำเลยโคตรจะน้อยใจ (ขอโทษนะ แต่ตอนนั้นใช้เหตุผลไม่ค่อยได้จริงๆ) พอถึง 1 ทุ่มก็ได้ดื่มน้ำ.. มีเอาถุงประคบน้ำแข็งอะไรทำนองนั้นมาให้ด้วย แล้วตอนจะไปเข้าห้องน้ำก็มีพี่พยาบาลกับผู้จัดการคลินิกกับพี่อีกคนช่วยพยุงเราไปเข้าห้องน้ำ... คุณผู้จัดการที่ปกติต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มที่เคาน์เตอร์ดูเป็นคนพึ่งพาได้ขนาดนี้เชียว.. แล้วตอนนอนก็ต้องยกหัวเตียงให้สูงหน่อย? น่าจะเพราะอาการบวมอะไรสักอย่าง.. เอาเป็นว่ามันเป็นมุมที่ไม่ได้นั่งและไม่นอนได้เต็มๆ แต่ก็สบายดี แถมพี่พยาบาลยังเอาหมอนนุ่มๆ มาให้ด้วย ดูแลดีมาก เลยรู้สึกว่าคืนนั้นพักได้สบาย แต่........ การห้ามแคะจมูกนี่ทรมานสุดๆ เลย... จมูกตันแน่นจนหายใจทางจมูกไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีขี้มูกก้อนใหญ่ เหนียว และแข็ง มาปิดจมูกแน่นๆ พวกเธอไม่เข้าใจเหรอ.........?
เอาเป็นว่า วันแรกก็ผ่านไปแบบนั้น.. แล้ววันถัดมาก็ออกจากโรงพยาบาล ตอนกลับผู้จัดการก็อธิบายข้อควรระวังต่างๆ ให้ แล้วก็เตรียมน้ำยาบ้วนปากให้ด้วย เรากลับบ้านแล้วก็เริ่มกินนิวแคร์ที่สั่งไว้ก่อนผ่าตัด.. แล้วก็ประคบน้ำแข็งไปเรื่อยๆ
แล้วประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังผ่าตัดก็ลอกเทปออก แล้วตั้งแต่นั้นก็สามารถกินอาหารปกติที่หั่นเป็นชิ้นเล็กมากๆ ได้ ตอนนั้นเราหลุดคุม ลงสถานีคยอแดไปซื้อคาสเทลล่ามากิน แล้วก็ทำไข่ตุ๋นกิน จริงๆ ดีแล้วที่ไม่มีใครกินข้าวด้วยข้างหน้า เรากินแบบต้องใช้ฟันกรามส่งอาหารชิ้นเล็กๆ ลงไปพร้อมเอียงคอไปมา อู้ว.. ตอนนั้นยังไปซื้อไส้กรอกเผ็ดเสียบไม้กับอ็อด็องบาร์? ฮอตบาร์? แบบนั้นจากร้านสะดวกซื้อแล้วเอาเข้าไมโครเวฟ หั่นกิน แล้วก็กินขนมปังด้วย.. นอกจากของแข็งก็แทบกินหมด เราเป็นคนไม่ค่อยมีความอยากอาหารอยู่แล้ว แต่พอโดนจำกัดไม่ให้กินเลย ความอยากอาหารกลับพุ่งขึ้นมาเฉย
แล้วพอประมาณสัปดาห์ที่ 2 ก็ถึงเวลาตัดไหม ซึ่งเจ็บมากอยู่เหมือนกัน........ พอเอาไหมออกแล้วรู้สึกว่ารูปปากดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นแบบแปลกๆ?? แล้วตอนนี้ที่กำลังเขียนรีวิวคือสัปดาห์ที่ 6 เลยเอาลวดออกแล้ว รู้สึกเหมือนจะบินได้เลย ^-^ เรื่องจัดฟันบางคนทำบางคนไม่ทำ เราเองกะว่าจะไปปรึกษาแล้วตัดสินใจอีกทีในเดือนพฤษภาคม!
ตอนนี้บวมยังไม่ยุบหมดเลยนะ (ยังไม่ถึง 3 เดือนที่บอกกันว่าอาการบวมใหญ่จะยุบลงได้ประมาณหนึ่ง) เพราะงั้นยังถ่ายรูปทำบัตรหรือพาสปอร์ตใหม่ไม่ได้ แต่พอเข้าหน้าฤดูใบไม้ผลิจริงๆ อาการบวมก็น่าจะยุบลง เราก็จะถ่ายรูปสวยๆ แล้วเปลี่ยนรูปทุกอย่างตั้งแต่ใบขับขี่เป็นต้นไปเลย
สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังผ่าตัดตอนนี้คือ อย่างแรกเลยคือหลุดพ้นจากลุคเชยๆ ที่เราไม่ชอบมาก ซึ่งดีมากๆ แล้วเวลาปิดปากก็ไม่มีรอยย่นเหมือนลูกวอลนัทอีก แล้วเรา.. ปากมันยื่นออกมาค่อนข้างเยอะ เวลาแต่งหน้าเราเลยต้องใส่ใจกับลิปมากๆ รู้สึกว่าถ้าแต่งแบบนู้ดลิปเหมือนคนอื่น หรือแบบไล่สีอะไรพวกนั้น.. มันก็เหมือนประกาศให้โลกรู้ว่าปากยื่นของเรายิ่งชัดไปอีก เลยซื้อแต่ลิปเนื้อแมตต์กับสีเข้มๆ เท่านั้น (พยายามทำให้ปากยื่นดูเหมือนคอนเซปต์หนึ่งแบบสุดความสามารถ) แต่ตอนนี้แค่ทา тинต์ อะไรก็สวย.. เมื่อก่อนเวลาหน้านิ่งจะดูเหมือนกำลังโกรธ ตอนนี้กลับให้ฟีลมีเสน่ห์ขึ้นมาแบบตัวเราเอง ซึ่งชอบมากเลย..
แล้วสิ่งที่ชอบที่สุดก็คือ.. คนที่มีปัญหาปากยื่นคงเข้าใจใช่ไหม ว่าพวกเธอไม่ค่อยอินกับประโยคที่ว่า “คนเรายิ้มแล้วสวยที่สุด” ใช่ไหม? เราก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ตอนก่อนหน้านี้เรายิ้มแล้วดูไม่สวยกว่าตอนปกติอีก ดูจากรูปก็รู้เลยใช่ไหม^^^ แต่ตอนนี้ต่อให้ยิ้มต่อหน้าคนอื่นก็ไม่ต้องเอามือปิดปากแล้ว ได้ยินคนพูดว่ายิ้มสวยแล้วนะในตอนนี้..
เขียนมาเป็นรีวิวแต่กลับให้ฟีลเหมือนเขียนเรียงความที่ไม่ได้สาระเท่าไหร่ ถ้ามีอะไรสงสัยก็เมนต์มาได้เลย!! อาจจะตอบช้านิดนึงแต่จะตอบแน่นอน
p.s. การเอาไขมันใต้ตาออกของเราทำได้ดีมากจริงๆ (คุณหมอคนนี้เก่งมาก... เหมือนเอาไขมันออกได้หมดจดเลย ตาบวมหายภายในไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ) เสียดายที่โชว์ให้ดูไม่ได้ ถ้าไม่ปิดตาด้วยก็เท่ากับเผยหน้าทั้งหน้าไปเลย มันก็จะ.. รู้สึกแบบนั้นแหละ..
และขอขอบคุณคุณหมอที่ตั้งแต่ตอนปรึกษาจนถึงตอนนี้ก็ยังดูเป็นมืออาชีพ ทำให้เราสบายใจมาโดยตลอด ผ่าตัดออกมาได้ดีมาก แถมดูแลหลังผ่าตัดก็สมบูรณ์แบบสุดๆ (เรารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่จริงๆ....... จริงๆ...) รวมถึงผู้จัดการที่ตอบคำถามเราแบบอธิบายเป็นเหตุเป็นผล เข้าใจง่าย และกระชับ แม้เราจะถามจุกจิกหลังผ่าตัดตลอดจนรบกวนมากแค่ไหนก็ตาม จนช่วยคลายความกังวลให้เราได้หมดเลย แล้วก็พี่พยาบาลคนสวยที่ดูแลเรา พูดสำเนียงถิ่นได้น่ารักมากด้วย ขอบคุณจากใจจริงๆ นะคะ............. ไม่รู้ว่าจะได้อ่านหรือเปล่า หวังว่าความรู้สึกนี้จะส่งไปถึงค่ะ