ก่อนอื่น ถึงฉันจะอยู่ในวัย 20 กว่าๆ แต่รูปหน้าเป็นแบบหน้าบูลด็อก + ทรงถั่วลิสง เลยถูกบอกบ่อยมากว่าดูเหนื่อยอยู่ตลอด ฟิลเลอร์ ร้อยไหม ไปจนถึงเลเซอร์ลิฟติ้ง ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำ แต่พูดตรงๆ ทุกอย่างมันก้ำกึ่งไปหมด ความรู้สึกแบบ “ว้าว เปลี่ยนไปเลย!” มักจะมีแค่ชั่วคราว พอช่วงบัฟผ่านไปก็รู้สึกเหมือนจะแย่ลงกว่าเดิม สุดท้ายวนไปวนมาจึงตัดสินใจปลูกถ่ายไขมัน!
เหตุผลที่เลือก Saegim คือ ก่อนผ่าตัดฉันไปปรึกษาโรงพยาบาลอื่นๆ มาแล้ว ส่วนใหญ่พอฉันบอก “จุดที่กังวลที่สุด” ก็จะให้ความรู้สึกว่าตัดสินแค่ตรงจุดนั้นว่าทำได้หรือไม่ได้เท่านั้น
ถ้าเปรียบเทียบก็คือ มีหลายจุดที่คัน มีระดับแรง กลาง เบา แล้วเขาถามว่า “ตรงนี้เหรอ?” แล้วเกาให้แค่จุดที่คันแรงที่สุดจุดเดียว? ฮะ
แต่ผู้อำนวยการมุนฮเยยองดูให้แม้กระทั่งส่วนที่ฉันไม่ได้พูด พร้อมบอกว่า “ตรงนี้ก็รำคาญใจใช่ไหมคะ?” แล้วดูภาพรวมทั้งหมดให้เอง ตอนปรึกษารู้สึกว่าคุณหมอมีเซนส์ด้านความงาม เลยตัดสินใจค่ะ
บริเวณที่ทำมีแค่แก้มด้านข้าง / ข้างจมูก / ใต้ตา / ปลายคาง
ครั้งแรก ต้นขาเจ็บมากกว่าหน้า เจ็บแบบไม่สบายตัวอยู่หนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นก็เจ็บเล็กๆ น้อยๆ เป็นจุดๆ แล้วตอนผ่าตัดครั้งแรกฉันมีปัญหาท้องเสีย ผู้จัดการกับพยาบาลห้องผ่าตัดถามตลอดจนก่อนเข้าผ่าตัดว่าอาการดีขึ้นไหม อันนี้แอบซึ้งนิดหน่อย ฮะ คนอื่นๆ โดยรวมก็ใจดีค่ะ
แต่ผลลัพธ์ครั้งแรก ถ้าพูดตรงๆ ก็น้อยมากจนคิดว่า “เอ๊ะ? ฉันทำไปแล้วจริงเหรอ…?” คิดว่าน่าจะเป็นเพราะคาดหวังไว้มากเกินไป และอาจดูแลหลังทำไม่ดีพอด้วย
ดังนั้นครั้งที่ 2 ฉันตั้งใจดูแลจริงๆ เพราะอย่างนั้นความพึงพอใจจึงดีกว่าครั้งแรกอย่างชัดเจน
แก้มด้านข้างที่ตอบ ซึ่งเป็นปัญหาที่กังวลที่สุด ตั้งแต่ตอนปรึกษาครั้งแรกคุณหมอก็บอกว่าไม่ใช่ปัญหาเรื่องไขมัน แต่เป็นปัญหาเรื่องเอ็นยึดพยุง ดังนั้นเงาจะไม่หายไปอย่างสมบูรณ์ ฉันเลยไม่โลภ และทำด้วยความรู้สึกว่าไม่ใช่ “กำจัดมันให้หมด” แต่เป็น “ลองจัดให้ดูเรียบร้อยขึ้นก็ยังดี” ผลลัพธ์คือดีกว่าก่อนทำ แต่ส่วนตัวก็ยังเสียดายอยู่มาก คงเป็นความโลภของคนเราล่ะ ฮะ
นอกเรื่องนิดหนึ่ง ส่วนใต้ตากับปลายคางที่คุณหมอเป็นคนพูดให้เอง ฉันชอบมากจริงๆ ไม่เคยคิดถึงเลย แต่พอทำแล้วพึงพอใจมากจนคิดว่าทำไมถึงไม่เคยคิดถึงมาก่อนนะ