ฉันทำศัลยกรรมปรับโครงหน้า 3 รายการ คือ โหนกแก้ม กรามเหลี่ยม และปลายคางค่ะ เพราะเป็นคลินิกส่วนตัว เลยรู้สึกได้มากจริงๆ ว่าผู้อำนวยการแพทย์ใส่ใจดูแลมากกว่าผู้จัดการให้คำปรึกษา และเพราะเป็นศัลยกรรมครั้งแรก จริงๆ ก็มีความกังวลอยู่เหมือนกัน แต่เพราะไม่ค่อยรู้อะไรมาก เลยสามารถเข้ารับการผ่าตัดได้แบบไม่กลัวเกินไปค่ะ การตรวจร่างกายก่อนผ่าตัดก็ผ่านไปด้วยดี และฉันก็งดอาหารไปอย่างเรียบร้อยค่ะ ตอนเข้าสู่การออกแบบขั้นสุดท้าย ได้ปรึกษากับผู้จัดการให้คำปรึกษาและผู้อำนวยการแพทย์ละเอียดกว่าตอนปรึกษาครั้งแรกอีก และพวกเขาก็บอกด้วยว่าหลังผ่าตัดต้องทำอย่างไร การผ่าตัดจริงน่าจะเริ่มประมาณ 11 โมง และตอนผ่าตัดเสร็จแล้วเข้าไปที่ห้องพักผู้ป่วยน่าจะประมาณบ่าย 3 โมงค่ะ หลังผ่าตัดไม่มีอาการปวดเลย แต่เจ็บคอจากการดมยาสลบแบบหลับมาก และการที่ดื่มน้ำไม่ได้ประมาณ 4 ชั่วโมงนั้นทรมานจริงๆ ส่วนนี้คงแตกต่างกันไปตามแต่ละคน แต่กรณีของฉันคือยาระงับปวดไม่ค่อยออกฤทธิ์เลยลำบากค่ะ แต่ส่วนอื่นๆ ทั้งหมดโอเคดี ทั้งผู้จัดการให้คำปรึกษา ผู้อำนวยการแพทย์ และคุณพยาบาลที่อยู่ในห้องผ่าตัด ต่างก็แวะมาดูอาการและตรวจความคืบหน้าให้ แถมยังไปรับยามาให้ด้วยค่ะ และที่สำคัญที่สุด คุณพยาบาลเวรดูแลดีมากๆ เรื่องนี้เลยเป็นสิ่งที่จำได้มากที่สุดในวันผ่าตัดค่ะ! ตั้งแต่เริ่มดื่มน้ำได้ ฉันก็ดื่มน้ำและเดินตามทางเดินในโรงพยาบาลตลอดค่ะ สภาพร่างกายฉันพอทำได้ถึงขนาดนั้น เลยไม่ได้นอนอยู่เฉยๆ แต่เดินต่อเนื่อง และก็ดื่มน้ำเท่าที่ดื่มได้เรื่อยๆ ห้องน้ำก็ไปเองได้ จึงไปคนเดียวได้ดีค่ะ ทั้งนอนก็ไม่สบาย นั่งก็ไม่สบาย พอช่วงเช้ามืดเหนื่อยมากเลยเหมือนจะได้นอนประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่ก็หลับๆ ตื่นๆ ซ้ำไปมา วันออกจากโรงพยาบาล ก่อนพบผู้อำนวยการแพทย์ ก็ถอดยาแก้ปวดกับสายน้ำเกลือที่กำลังให้ยาอยู่ออกค่ะ ได้พบผู้อำนวยการแพทย์และตรวจดูอาการ ผู้อำนวยการแพทย์ทำให้เองทั้งหมด ตั้งแต่ถอดสายระบายเลือด ทำแผลบริเวณจอนผม ไปจนถึงใส่ผ้ารัดหน้าเลยค่ะ! (ได้ยินมาว่ามีหลายโรงพยาบาลที่ไม่ได้ทำแบบนี้) วันออกจากโรงพยาบาลนั้นทั้งวุ่นวาย ร่างกายก็เหนื่อย และไม่มีแรงค่ะ อาหารทานเป็น New Care มาตลอด และทานยาปฏิชีวนะกับยาต่างๆ ที่โรงพยาบาลสั่ง น้ำยาบ้วนปาก รวมถึงยาลดบวมที่เตรียมไว้เองอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดค่ะ เลือดกำเดาและเสมหะปนเลือดเป็นอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ไม่รู้ว่าเพราะยาสลบทั่วร่างกายหรือเปล่า ทำให้หายใจลำบากนิดหน่อย จึงออกกำลังกายได้ยากเท่าเดิม แต่ตั้งแต่วันที่ 3 ก็ยังพยายามออกไปออกกำลังกายสม่ำเสมอค่ะ เช่น เดิน หรือไปฟิตเนสแล้วเดินบนลู่วิ่ง มีการติดตามอาการวันที่ 4 วันที่ 8 และ 2 สัปดาห์ (14 วัน) แบบนี้ค่ะ ทุกครั้งที่ไป ผู้อำนวยการแพทย์และคุณหมอที่ดูอาการให้จะอธิบายอย่างใจดีตั้งแต่การทำแผล ไปจนถึงการดูแล เลยดูแลตัวเองได้ดีค่ะ ตอนตัดไหมในปากในสัปดาห์ที่ 2 เจ็บนิดหน่อย แต่นอกจากนั้น หลังผ่าตัดก็เหมือนไม่ได้มีความไม่สบายอะไรมากค่ะ เรื่องความรู้สึก ตอนนี้ริมฝีปากอ้ากว้างได้มากขึ้นแล้ว และการออกเสียงก็ชัดขึ้นด้วย ความรู้สึกบริเวณคางยังไม่กลับมาหมด แก้มก็ยังชาๆ อยู่เล็กน้อยค่ะ แต่ก็รู้สึกได้ว่าความรู้สึกค่อยๆ กลับมาทีละนิดในทุกๆ วันค่ะ!
รีวิวนี้เป็นรีวิวการผ่าตัดที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมชาติและดูละมุนสวยงามค่ะ