เพราะอยากปิดเรื่องที่ทำศัลยกรรมโครงหน้าจากคนรู้จัก เผื่อไว้ก่อน ฉันจะปิดหน้าตาให้มิดเลยนะ (รูปออกมาดีเพื่อเขียนรีวิว แต่ตั้งใจไม่ลงอินสตาแกรมด้วยซ้ำ 큐 ความพยายามนี้เป็นไงบ้าง......) # ตัดสินใจผ่าตัด รูปหน้าโดยรวมเหลี่ยมมากจนเรียกว่าหน้าห้าเหลี่ยมได้เลย และเพราะฉันเชื่อว่ามากกว่าครึ่งของรูปลักษณ์ภายนอกคือรูปหน้า ฉันเลยคิดว่าตัวเองขี้เหร่มาก ((ซึ่งจริงๆ ก็จริงด้วย)) ฉันหลีกเลี่ยงการถูกวิจารณ์หน้าตาจนถ้าที่ไหนพูดเรื่องรูปลักษณ์ ฉันอยากจะซ่อนตัวเลย นี่ไม่ใช่การผ่าตัดที่คิดแค่หนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือนแล้วทำ อยากให้รู้ไว้ก่อนว่าฉันคิดเรื่องนี้มาอย่างน้อย 2 ปี.. (ต้องเก็บเงินด้วย) #วิธีที่ลองก่อนศัลยกรรมโครงหน้า ก่อนผ่าตัด ฉันลองหลายวิธีมาก เพราะคิดว่าอาจแก้ด้วยหัตถการก่อนได้ไหม ฉีดปรับรูปหน้า 3 ครั้ง > ได้แบบไม่มีสเตียรอยด์ 3 ครั้ง แต่ลดแค่เนื้อใต้คางลงนิดหน่อย (คนที่กำลังคิดเรื่องดูดไขมันหน้า อาจลองทำหัตถการก่อนแล้วค่อยผ่าตัดก็ได้) นวดกดจุด 5 ครั้ง > เจ็บอย่างเดียว มีแวบหนึ่งเหมือนไลน์เปลี่ยนไหมนะ? แต่ก็เหมือนเดิม ยกกระชับ (Ulthera, Titanium) > ความยืดหยุ่นของผิวเหมือนจะดีขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยโครงหน้า (กระดูก) เลยแม้แต่นิดเดียว.. #โรงพยาบาลที่เลือก ฉันคิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดก่อนผ่าตัดคือการหาโรงพยาบาล รีวิวต่างๆ ก็ลงแต่รูปที่ทำออกมาดี และรีวิวที่ละเอียดมากก็มีไม่เยอะ เลยเลือกยากมาก.. ก่อนอื่น ฉันไม่ได้อยากได้แบบธรรมชาติ แต่อยากได้แบบ “ธรรมชาติแต่สวยเด่น” หรือ “สวยเด่น” ดังนั้นโรงพยาบาลที่ทำแนวธรรมชาติ ฉันคัดออกตั้งแต่แรก คัดประสบการณ์ต่ำกว่า 15 ปีออก และคิดว่าโหนกแก้มต้องยึดตรึงให้ดี เพราะอยากได้การยึดตรึง 3 ชั้น เลยคัดแบบยึดตรึง 2 ชั้นออก จากนั้นก็ไปโรงพยาบาลที่เหลืออยู่ไม่กี่แห่ง #ที่ที่ผ่าตัด ศัลยกรรมโครงหน้า 2 อย่าง โหนกแก้มทำแบบยึดตรึง 3 ชั้น และใช้วิธีผ่าตัดที่เรียกว่าทรงสี่เหลี่ยมคางหมู แต่ละโรงพยาบาลเรียกชื่อไม่เหมือนกันตามวิธีผ่าตัด แต่ของฉันคือ “สี่เหลี่ยมคางหมู” กรามเหลี่ยมทำแบบเส้นโค้งยาว และระยะเผื่อจากแนวเส้นประสาทก็โอเค #หลังผ่าตัด หลังตื่นจากยาสลบทั่วร่างกาย รู้สึกคลื่นไส้มากและต้องคอยระบายแก๊สออกเรื่อยๆ เลยมึนๆ ง่วงๆ.. จริงๆ จำช่วงทันทีหลังผ่าตัดไม่ค่อยได้ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันดมยาสลบทั่วร่างกาย แค่ตื่นขึ้นมาโดยไม่มีปัญหาอะไร ฉันก็คิดว่าโชคดีแล้ว ความเจ็บ: หลังผ่าตัดต้องนอนโรงพยาบาลหนึ่งวัน และสองวันแรกเจ็บมาก น้ำตาไหลพรากๆ แล้วคิดว่าฉันทำสิ่งนี้ไปทำไม..? ก็แอบเสียใจนิดหน่อย.. เจ็บจริงๆ.. แต่!! พอผ่านไปสองวัน ความเจ็บหายไปเหมือนโกหกจริงๆ เรื่องความเจ็บต่างกันมากในแต่ละคน เลยไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ฉันใช้เวลาสองวันไปกับการด่า,, แล้วหลังจากสองวันก็กลายเป็นว่า ขอบคุณพระเจ้า หนูจะตั้งใจใช้ชีวิตค่ะ แต่พอดูคนรอบตัวที่ทำโครงหน้า ก็มีหลายคนที่บอกว่าเจ็บหนักช่วงสั้นๆ แล้วจู่ๆ ความเจ็บก็หายไป #การฟื้นตัว 1.วันที่ 3 > ฆ่าเชื้อในช่องปาก 2.สัปดาห์ที่ 1 > ตัดไหมบริเวณจอนผม : ตั้งแต่ตอนนี้ฉันก็พารอยช้ำกับอาการบวมออกไปเดินเล่น อยู่แต่บ้านแล้วหดหู่และอึดอัด แม้แต่ Netflix ก็ไม่เข้าหัว.. 3.สัปดาห์ที่ 3 > ตัดไหมในช่องปาก : ช่วงนี้อาการบวมกับรอยช้ำยุบไปเยอะแล้ว ตอนตัดไหมฉันไม่เจ็บ อาจเพราะก่อนตัดฉันบ่นงอแงนิดหน่อย;; หลังจากนี้ก็ไปดูอาการตามนัดทุกๆ ไม่กี่เดือนก็พอ หลังผ่าตัดจะมีการดูแลหลังผ่าตัดทุกหนึ่งสัปดาห์ สิ่งเหล่านั้นรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายแล้ว ทุกคนอย่าลืมและไปตามนัดให้ครบ... สำหรับฉันมันช่วยการฟื้นตัวมากๆ บางครั้งขี้เกียจมากจนอยากโดดบ้าง *สายรัดหน้าต้องใส่ 1 ชั่วโมง พัก 30 นาที ทำซ้ำแบบนี้เป็นเวลา 1 เดือน ตอนแรกเพราะบวม สายรัดหน้ามันจริงๆ.. อยากฉีกทิ้งมาก แต่พอบวมยุบลง ก็เริ่มชินกับมันและโอเคขึ้น #สรุปโดยรวม มีคนถามเยอะมากว่าพอใจไหม ตอนนี้ครบ 3 เดือนแล้ว กินอาหารได้อิสระขึ้นมาก อาการบวมและรอยช้ำหายหมด และไลน์ที่ฉันต้องการเห็นชัดขึ้น เลยพอใจมากกว่าเดิมเยอะ ตอนแรกเสียใจแค่สองวัน หนึ่งสัปดาห์เหมือนปลง แล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ความพอใจก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ครบหนึ่งเดือน ความคิดเปลี่ยนเป็นรู้สึกว่าทำไปดีมากจริงๆ หน้าดูเล็กลงมาก และไลน์หน้าลงตัวสะอาดคมชัด ถ่ายเซลฟี่ก็สนุกขึ้น และคิดจริงๆ ว่าทำไปดีมาก พอใจถึงขั้นว่าถึงจะไม่ใช่แค่สองวัน แต่เจ็บมากตลอดทั้งสัปดาห์ ฉันก็ยังบอกว่าจะทำอีก!! นี่ไม่ใช่โพสต์ที่บอกให้ทุกคนต้องทำโครงหน้า อย่าลืมว่าการผ่าตัดต้องคิดให้รอบคอบก่อนเข้ารับนะ!
รีวิวนี้เป็นรีวิวการผ่าตัดที่มุ่งเน้นความธรรมชาติแต่สวยเด่น