โพสต์

รีวิวศัลยกรรมใบหน้า

เรื่องเล่าของผู้ชายคนหนึ่งที่ไปโรงพยาบาลปรับโครงหน้า 11 แห่ง

โรงพยาบาลที่ไปเยี่ยม: ㄷㅇㅇ, ㅇㅍㅅㅌ, ㅇㄹ, ㅇㅇㅂ, ㅇㅋ,, ㅅㅅㅇ, ㅁㅅ,(ผ่าตัดขากรรไกรสองชั้น), ㅁㅇㄷㅇ, ㄷㅇ, ㄴㅌ เดิมทีผมเคยโพสต์ไว้ในห้องคุยศัลยกรรมความงาม แต่คิดว่าลักษณะของโพสต์นี้น่าจะเหมาะกับรีวิวรวมประสบการณ์ไปปรึกษาหลายที่มากกว่า เลยลบแล้วลงใหม่ รบกวนเข้าใจด้วย

หลังจากเริ่มสนใจศัลยกรรมความงาม ผมใช้เวลาถึง 3 เดือนคลุกอยู่กับ YouTube และชุมชนศัลยกรรมความงามแทบทั้งวัน ช่วงแรกผมหาข้อมูลใน YouTube เกี่ยวกับวิธีผ่าตัดและแนวทางการผ่าตัดของแต่ละส่วนก่อน จากนั้นในชุมชนศัลยกรรมความงาม ผมค่อย ๆ คัดเลือกโรงพยาบาลที่ถูกพูดถึงบ่อยหรือเป็นที่รู้จัก การหากรณีที่มีความกังวลเหมือนหรือใกล้เคียงกับผมในชุมชนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่พอหาเคสที่คล้ายกับผมเจอ ข้อมูลพวกนั้นช่วยได้มากจริง ๆ หลังจากนั้น พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือมีเวลาว่างในวันธรรมดา ผมก็จะไปปรึกษาตามคลินิก/โรงพยาบาลศัลยกรรมความงามหลายแห่งที่อยู่ในคังนัม เพราะการผ่าตัดปรับโครงหน้าเป็นการผ่าตัดใหญ่พอสมควร ด้วยนิสัยของผม ถ้าเป็นโรงพยาบาลที่สนใจและพอไปได้ ผมอยากไปดูให้ครบถึงจะสบายใจ จนอยู่ ๆ โรงพยาบาลศัลยกรรมความงามที่ผมไปมา ดันรวมแล้วถึง 11 แห่ง..

เหตุผลที่ผมเขียนโพสต์นี้ ก็หวังว่าคนที่มีความกังวลแบบเดียวกับผมจะได้รับประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย และในฐานะคนที่ไปปรึกษาโรงพยาบาลศัลยกรรมปรับโครงหน้ามา 11 แห่ง ผมอยากสรุปสิ่งที่รู้สึกออกมาให้ตัวเองอ่านง่ายด้วย พร้อมกันนั้นก็หวังว่าโพสต์นี้จะเป็นข้อมูลอ้างอิงและช่วยเหลือคนที่กำลังอ่านอยู่ด้วย

< ผมเป็นคนแบบไหน? > ผมเป็นผู้ชายช่วงปลายวัย 20 และไม่เคยสนใจศัลยกรรมความงามมาก่อนเลย จนกระทั่งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วถึงเริ่มสนใจและหาข้อมูล ก่อนอื่น ผมจะเล่าลักษณะใบหน้าของตัวเองก่อน คนที่คล้ายกับผมลองใช้เป็นข้อมูลได้

(ปรับโครงหน้า) โดยรวมใบหน้ายาว ขากรรไกรล่างพัฒนาเล็กน้อย จนคุณหมออาวุโสบางท่านบอกว่าเป็นเคสขากรรไกรสองชั้น แต่ (การสบฟันคือฟันบนกับฟันล่างแตะกันพอดี ฟันล่างถอยหลังประมาณ 1 มม.) ผมไม่ได้ฝันถึงการผ่าตัดขากรรไกรสองชั้นเลย และไม่ได้คิดจะลองด้วย ดังนั้นอยากแก้ในส่วนของการผ่าตัดปรับโครงหน้าแทน คางด้านหน้ากว้างและยาว แนวกรามไม่รุนแรงมาก แต่มีความไม่สมมาตรซ้ายขวา แนวเส้นประสาทต่ำมาก โหนกแก้มเมื่อมองจากด้านหน้าจะออกทรงคล้ายถั่วลิสงเล็กน้อย แต่เมื่อมองมุม 45 องศา โหนกแก้มจะนูนสูงและเด่นมาก

(จมูก) สันจมูกและความยาวพอมีอยู่ระดับหนึ่ง แต่ให้ความรู้สึกทื่อ ไม่ค่อยมีเส้นชัด และปลายจมูกต่ำกว่าสันจมูกจนให้ความรู้สึกเหมือนหน้าผา ทำให้เวลามองจากด้านข้างรู้สึกว่าปากยื่นออกมานิดหน่อย มีจมูกชมพู่เล็กน้อย และรูจมูกค่อนข้างกว้างในแนวนอน

(ตา) ภาพรวมคือดวงตาออกเฉียงเล็กน้อย ขนาดตาอยู่ระดับกลางถึงค่อนข้างใหญ่ มีชั้นตาธรรมชาติแบบซ่อนอยู่ แต่บางมากและถูกเปลือกตาบัง แทบจะเป็นตาชั้นเดียวเลย (ภาวะหนังตาตกเทียม) เปลือกตาส่วนนั้นบังตาดำประมาณ 20-30% (บางครั้งต้องใช้แรงจากคิ้ว) คุณหมอส่วนใหญ่บอกว่าไม่จำเป็นต้องเปิดหัวหรือหางตา เพราะหัวตาและหางตาเปิดอยู่แล้วพอสมควร

(มุมมองส่วนตัวของผมต่อแต่ละส่วนของใบหน้า) *นี่เป็นความคิดส่วนตัวของผมที่อิงจากหน้าของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับทางการแพทย์เลย!! อันดับ 1: (ปรับโครงหน้า) ขอบโดยรวมของใบหน้าทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปคนละแบบ ถ้าเทียบกับอาหาร วัตถุดิบดีต้องเสิร์ฟในภาชนะที่ดี อาหารถึงจะดูน่ากิน ㄴ เป็นส่วนที่ผมกังวลที่สุด อันดับ 2: (จมูก) เพราะอยู่ตรงกลางใบหน้า แค่รูปทรงต่างกันก็ดึงบรรยากาศโดยรวมให้เปลี่ยนไปได้มาก อันดับ 3: (ตา) เป็นส่วนแรกที่คนมองเมื่อหันหน้าเข้าหากัน และเป็นจุดที่เปลี่ยนความประทับใจได้มากที่สุด ㄴ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมให้การทำตาอยู่ที่อันดับ 3 เพราะผมต้องการความเปลี่ยนแปลงแบบดูดีเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่จนรู้สึกกดดัน

ตลอดชีวิตผมก็มีเรื่องกังวลเกี่ยวกับใบหน้าอยู่บ้าง แต่เพราะกลัวการผ่าตัดเลยไม่เคยคิดจะผ่าจริงจัง แต่พอศัลยกรรมความงามกลายเป็นเรื่องแพร่หลายและเข้าถึงได้ง่ายผ่าน YouTube หรือสื่อต่าง ๆ มากขึ้น กำแพงความกลัวก็ต่ำลง ผมจึงเริ่มคิดว่า 'ในชีวิตคนเรามีครั้งเดียว ลองใช้ชีวิตในแบบที่เปลี่ยนไปตอนยังหนุ่มกว่านี้สักหน่อยเถอะ' และเพราะคิดว่าต้องเลือกโรงพยาบาลอย่างรอบคอบจริง ๆ ผมเลยไปดูมาหลายที่มาก เดิมทีผมก็ไม่ได้คิดจะทำปรับโครงหน้า แต่พอเข้าใจว่า ถึงกับข้าวจะอร่อย ถ้าโต๊ะที่วางจานไม่สะอาด ภาพรวมก็เสียสมดุลได้ ผมจึงตัดสินใจทำปรับโครงหน้าอย่างยากลำบาก ดังนั้นผมจึงเน้นไปที่โรงพยาบาลที่พูดถึงการผ่าตัดปรับโครงหน้าที่ยากค่อนข้างบ่อย

< โรงพยาบาลที่ไปมาและสิ่งที่รู้สึก > ก่อนอื่น เพื่อไม่ให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการโฆษณา ผมจะอธิบายในมุมมองของคนที่ไปมาหลายที่ มากกว่าจะรีวิวตัวโรงพยาบาลโดยตรง โรงพยาบาลที่ไปเยี่ยม: ㄷㅇㅇ, ㅇㅍㅅㅌ, ㅇㄹ, ㅇㅇㅂ, ㅇㅋ,, ㅅㅅㅇ, ㅁㅅ,(ผ่าตัดขากรรไกรสองชั้น), ㅁㅇㄷㅇ, ㄷㅇ, ㄴㅌ อีกไม่นานผมจะรวบรวมรีวิวการไปปรึกษาแต่ละที่แล้วเขียนแยกอีกครั้ง

1. การวินิจฉัยของแต่ละโรงพยาบาล (คุณหมออาวุโส) (จมูก) แทบทุกท่านพูดถึงการใช้ซิลิโคนและกระดูกอ่อนซี่โครง ความต่างน่าจะอยู่ที่ขนาดซิลิโคน ซึ่งท่านต่าง ๆ พูดถึงประมาณ 2mm~4mm ผมกังวลผลข้างเคียงของซิลิโคนอยู่บ้าง เลยไปหาข้อมูลเรื่องไม่ใช้วัสดุเสริมด้วย แต่สิ่งที่พูดเหมือนกันคือ ด้วยข้อจำกัดของแบบไม่เสริม จึงไม่สามารถยกปลายจมูกได้ตามที่ต้องการ และด้วยลักษณะของการไม่ใช้วัสดุเสริม รูปทรงอาจออกมาไม่เป็นตามที่คาดได้ ดังนั้นผมจึงเลือกซิลิโคนแบบสั่งทำเฉพาะ เพราะผลข้างเคียงด้านรูปทรงน้อยกว่า พอดูรูปคนที่เคยผ่ากับคุณหมอแต่ละท่านเยอะ ๆ รู้สึกได้ว่าคุณหมอแต่ละคนมีเซนส์เฉพาะตัวอยู่บ้าง ดังนั้นตอนปรึกษาจมูก ผมจึงเอารูปจมูกของคนไข้ที่คุณหมอคนนั้นเคยทำมาให้ดู ทั้งแบบที่ผมต้องการและแบบที่ผมอยากหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด สิ่งที่ควรระวังคือต้องไม่คิดว่าจมูกของเราจะออกมาเหมือนเป๊ะกับรูปในรีวิว เพราะโครงสร้างเฉพาะตัวของแต่ละคนต่างกัน ต่อให้ใช้วิธีผ่าตัดแบบเดียวกัน รูปร่างที่ออกมาก็แตกต่างกันได้มาก ให้มองว่ารูปพวกนั้นใช้เพื่อบอกทิศทางที่เราต้องการเท่านั้น

(ตา) เรื่องตา ผมไม่ได้เอารูปตาที่อยากได้ไปให้คุณหมอดูโดยเฉพาะ จริง ๆ ผมมีรูปตาที่ชอบอยู่ แต่คนในรูปเป็นตาโปน และผมตระหนักว่าด้วยลักษณะตาลึกของตัวเอง จึงยากที่จะได้ตาใกล้เคียงกับรูปนั้น คนที่กำลังคิดจะทำตา นอกจากรูปแบบตาที่อยากให้คุณหมอดูแล้ว อยากให้พิจารณากระดูกเบ้าตาที่ล้อมรอบลูกตาของตัวเองด้วย เพราะความแตกต่างระหว่างตาลึกกับตาโปนนั้นใหญ่มาก ตาก็เหมือนกัน เพราะแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะต่างกัน ผมจึงไม่ได้ตั้งเป้าว่าอยากได้ตาแบบใคร แต่พูดชัดเจนว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงระดับไหน ผมไม่ต้องการการเปลี่ยนที่ดราม่ามาก และจนถึงตอนนี้ก็ยังตัดสินใจไม่ได้เพราะความสำคัญยังต่ำอยู่ เปลือกตาหนัก ต่อให้หลุดก็ได้ ขอแค่ทำให้บางมาก ๆ ทุกที่เห็นตรงกันว่าเป็นชั้นตาเล็กแบบยึดติดตามธรรมชาติ แต่บางโรงพยาบาลก็ทำร่วมกับการปรับกล้ามเนื้อตา

(ปรับโครงหน้า) ทุกที่วินิจฉัยว่าแนวเส้นประสาทของผมต่ำมาก ในขณะที่ส่วนกรามที่ต้องกรอกลับถูกจำกัดเพราะเส้นประสาทอยู่ต่ำ... จุดที่ต่างกันคือวิธีผ่าตัด โดย T-osteotomy กับ ㅅ-osteotomy มีสัดส่วนเกือบครึ่งต่อครึ่ง และมีที่หนึ่งทำการเหลาแบบหมุนโดยไม่ใช้พิน บางโรงพยาบาลยังพูดถึงการตัดกระดูกคอร์เทกซ์ด้วย แต่ที่ไม่ได้พูดถึงนั้น ไม่แน่ใจว่าไม่ทำ หรือทำแต่ไม่ได้อธิบาย หรือผมไม่ได้ยินกันแน่ อย่างที่ทุกคนรู้ นี่ไม่ใช่วิธีที่ผมเลือกเอง แต่เป็นการที่หมอดูสภาพกระดูกของผมแล้วตัดสินใจ อย่างที่บอกไป ผมมีแนวเส้นประสาทต่ำมาก และจุดที่เป็นปมคือคางที่กว้างและยาว เลยตอนแรกผมมองหาที่ที่กรอกให้เยอะเป็นหลัก แต่ความคิดนั้นอยู่ได้ไม่นาน สิ่งสำคัญที่ผมหันมาโฟกัสคือจะกรอกมากแค่ไหนภายใต้ความสมดุลของใบหน้า โหนกแก้มผมก็ค่อนข้างใหญ่ จึงอยากให้กรอกเยอะ แต่บางแห่งกลับบอกว่าถ้ากรอกมากเกินไปส่วนกรามล่างจะยิ่งเด่นขึ้น จึงเลือกคงปริมาตรไว้ในระดับพอเหมาะ สรุปได้แบบนี้: 1. ต้องเข้าใจทิศทางความงามของใบหน้าที่ตัวเองต้องการให้ชัด และสื่อสารให้คุณหมอทราบอย่างถูกต้อง 2. ต้องยอมรับข้อจำกัดทางร่างกายของตัวเอง (แนวเส้นประสาท, ความสมดุลกับส่วนอื่น ฯลฯ) เมื่อรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ผมจึงมองความละเอียดของคุณหมอในการวิเคราะห์ภาพรวมของใบหน้าเป็นหลัก ดูเหมือนว่าการผ่าตัดปรับโครงหน้าจะถูกกำหนดจากทั้งเงื่อนไขของใบหน้าตัวเอง (เช่น แนวเส้นประสาท) และเซนส์ด้านความงามของคุณหมอ สิ่งสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่าคุณหมอวิเคราะห์ใบหน้าของเราละเอียดแค่ไหน มีความสมดุลและข้อจำกัดอย่างซื่อสัตย์หรือไม่ ผมคิดว่าอย่าหลงไปกับแค่คำพูดว่าเขาลดตัวเลขได้เยอะ เพราะสิ่งสำคัญคือต้องดูว่าเขาให้ความสำคัญกับ 'ความสมดุล' ดีแค่ไหน

2. ท่าทีของคุณหมอที่ให้คำปรึกษาและเวลารอ เรื่องความปลอดภัยกับการยึดผู้ป่วยเป็นหลัก ทุกคนคงเคยได้ยินกันเยอะอยู่แล้ว และมันก็เป็นเรื่องที่ควรเป็นอยู่แล้ว สิ่งที่ผมพอจะสัมผัสได้คือท่าทีตอนคุณหมอให้คำปรึกษา บางที่คุณหมอดูเร่ง ๆ เหมือนถูกอะไรไล่ตามจึงอยากจบเร็ว หรือไม่ได้มองหน้าอย่างละเอียด แต่สรุปให้สั้น ๆ บางแห่งผมรู้สึกว่าค่อนข้างบางเบาไปหน่อย แน่นอนว่าเมื่อคิดจากมุมของเขา ก็พอเข้าใจได้ว่า มันเป็นแค่การปรึกษา ไม่ใช่คนไข้ที่จองผ่าตัดแน่นอนทันที และพวกเขาต้องพบคนลักษณะนี้จำนวนมากทุกวัน จึงอาจกลายเป็นการให้คำปรึกษาแบบโรงงานได้ แต่สำหรับพวกเรา ภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลจะถูกสัมผัสได้จากจุดนั้นมาก ถ้าท่าทีการปรึกษาเป็นแบบนี้ ก็ย่อมอดคิดไม่ได้ว่าหลังผ่าตัดเขาจะใส่ใจเราแค่ไหน ดังนั้นผมคิดว่าสถานที่ที่มองเราอย่างจริงจังและละเอียดตั้งแต่ตอนปรึกษาเลยสำคัญมาก สิ่งที่เชื่อมโยงกับเรื่องนี้คือเวลาในการรอ ซึ่งถ้าเวลารอนาน หมายความอีกอย่างหนึ่งก็คือ (ยกเว้นแบบโรงงาน) พวกเขาอาจใช้เวลาเพราะทุ่มเทกับการปรึกษาหรือการรักษาของใครสักคนอย่างจริงจัง และสุดท้ายก็หมายความว่าพวกเขาจะทุ่มเทกับเราเช่นกัน ดังนั้นถ้าแค่ใช้เวลารอเป็นเหตุผลตัดสินว่าท่าทีการปรึกษาไม่ดี ก็อาจเร็วเกินไป ควรคิดให้ดีแล้วค่อยตัดสินใจ

3. หาโรงพยาบาลที่พูดในสิ่งที่เราควรฟัง มากกว่าโรงพยาบาลที่พูดในสิ่งที่เราอยากฟัง เรามีภาพใบหน้าที่อยากได้ และก็จะมองหาโรงพยาบาลที่ทำให้เป็นแบบนั้นได้ แต่ร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และบางครั้งก็มีข้อจำกัดที่ไม่อาจฝืนได้ สิ่งสำคัญในตอนนี้คือ ถ้ามีที่หนึ่งพูดในสิ่งที่เราอยากฟัง เราอาจจะ 'โอ้! ใช่เลย!' แล้วติดอยู่กับที่นั้นจนเกิดภาวะอุโมงค์ มองเห็นแค่ที่เดียว แน่นอนว่าจะมีหลายอย่างที่หลุดผ่านไป แม้แต่ตอนหาโรงพยาบาลเพื่อไปปรึกษา เราก็มักจะคิดถึงแต่ที่ที่พูดในสิ่งที่เราชอบอยู่เรื่อย ๆ และเพราะใจเอนไปที่นั่น ก็อาจพลาดสถานที่ที่จริง ๆ แล้วสามารถประเมินได้แม่นยำกว่า หรือพลาดจนทำในจุดที่จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ เช่น ถ้าเรากังวลเรื่องกรามเหลี่ยมไม่สมมาตรแล้วอยากผ่าตัด แต่จริง ๆ คนอื่นมองแทบไม่ออก ความต่างน้อยมากจนข้ามไปได้สบาย ๆ แต่กลับไปยึดกับความพึงพอใจของตัวเองจนรับการผ่าตัดที่ไม่คุ้มค่าได้ เหมือนกัน แม้ว่าการผ่าตัดความพึงพอใจของตัวเองก็สำคัญ แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงที่ได้เทียบกับระดับการผ่าตัดแล้วไม่ได้มาก ก็ทั้งเสียเงินทั้งเสียใจ ถ้ามีที่ไหนที่ทำให้เราติดมากเป็นพิเศษ บางครั้งก็ควรถอยออกมาสักก้าว คิดให้กว้างขึ้น ไปดูหลายที่และฟังความเห็นอื่นด้วย น่าจะมีจุดที่ผลลัพธ์ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายแน่นอน

--------------------------------------- ตอนแรกผมเริ่มเขียนด้วยความตั้งใจจะบันทึกทุกอย่างที่ตัวเองรู้สึกไว้ทั้งหมด.. แต่พอเขียนยาวจนถึงเช้ามืด สมาธิก็เริ่มลดลง เลยขอเขียนไว้แค่นี้ก่อน ถ้ามีอะไรสงสัยเพิ่มเติม ผมจะตอบในคอมเมนต์แทน ขอให้เข้าใจว่าจุดประสงค์ของโพสต์นี้คืออยากแบ่งปันมุมมองเรื่องการเข้าหาศัลยกรรมและความกังวลต่าง ๆ ไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าที่ไหนควรแนะนำหรือไม่

ดูโพสต์เพิ่มเติมของ 닭잡는명수형님

ดูบน sungyesa

ยังไม่มีความคิดเห็น

โพสต์อื่นในหมวดนี้