โพสต์

รีวิวศัลยกรรมตา

ตัดกราม 3 จุด + ลดหน้าผาก + ดูดไขมันใบหน้า + ลดกระดูกคิ้ว

ฉันเป็นผู้หญิงอายุ 30 ปี ผ่านมา 4 เดือนแล้วหลังจากที่ได้ทำศัลยกรรมโครงหน้า 3 จุด + ดูดไขมันใบหน้า + ลดหน้าผาก + ลดกระดูกคิ้ว กับคุณหมอวอนแจฮยอนที่โรงพยาบาลศัลยกรรมแห่งหนึ่ง!

ใบหน้าของฉันค่อนข้างยาว ไม่ถึงขั้นหน้าแบบถั่วลิสง แต่เป็นคนที่ลูกตาดูลึกเข้าไป ทำให้ความโค้งเว้าบนใบหน้าดูชัด เวลาอ้วนขึ้นก็โอเค แต่พอน้ำหนักลดหน้าจะดูเหมือนหัวกะโหลก เลยเครียดมาตลอดแม้จะไดเอตอยู่เสมอ เพราะมีโหนกกระดูกคิ้วและความโค้งเว้าชัด แถมโครงหน้า/อวัยวะบนใบหน้าก็คมชัดค่อนข้างมาก ส่วนที่ดูแมนๆ เลยกลายเป็นปมของฉัน และยังเคยโดนบอกว่าดูแก่กว่าวัยบ่อยมาก

ถึงขั้นว่าเมื่อ 8-9 ปีก่อน ฉันเคยทำผ่าตัดโหนกแก้มแบบตัดกระดูกแล้วดันเข้าไปให้กระดูกเชื่อมติดตามธรรมชาติด้วยวิธีแบบควิกกวังแด แต่ตอนแรกก็โอเคอยู่หรอก แล้วอยู่ๆ ก็ดันเกิดขั้นกระดูกขึ้นมา ทำให้ใบหน้าดูมีความเป็นเหลี่ยมเว้าชัดขึ้นอีก แล้วฉันก็ใช้ชีวิตกับมันไปแบบนั้น ตั้งแต่แรกฉันก็ไม่ใช่หน้าที่เหมาะกับการทำควิกกวังแดอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นยังเด็ก อยากทำอะไรก็ได้สักอย่าง เลยไปทำโดยที่ยังไม่เข้าใจจริงๆ ว่าการผ่าตัดนี้เป็นวิธีแบบไหน.. (ทำให้รู้เลยว่าการปรึกษามีความสำคัญจริงๆ) แต่ยิ่งอายุมากขึ้น เวลาที่จะพักฟื้นก็ยิ่งน้อยลง การตระเวนดูโรงพยาบาลก็ยิ่งขี้เกียจ จนอยู่ๆ ก็คิดว่าเอาเถอะ คงต้องอยู่แบบนี้แหละ.. ไม่ได้จะอวดอะไร แต่ฉันไม่เคยใช้ชีวิตโดยถูกเรียกว่าขี้เหร่เลย

แล้วผู้หญิงเราก็จะมีช่วงที่เบื่อหน้าตัวเองเป็นระยะๆ ใช่ไหม? ฉันคิดมาตลอดชีวิตเลยว่า ขอแค่รูปหน้าโอเคก็พอ แล้วอยู่ๆ พอโดนบอกว่าดูแก่เพราะความโค้งเว้าของหน้า มันเครียดมากจนไม่อยากมองกระจกเลย.. แบบระหว่างแต่งหน้าก็ยังรู้สึกเครียด เหมือนถ้าทำแค่นี้แล้วคงดีขึ้น และอยากทำเดี๋ยวนั้นเลย ใครที่เข้าใจความรู้สึกนี้คงเข้าใจ.. ดังนั้นทุกครั้งที่เป็นแบบนั้นฉันก็จะเริ่มหาข้อมูลรีวิวศัลยกรรมโครงหน้าอย่างหนัก!

แต่ในความเป็นจริง ต่อให้เรื่องเงินพอจะหาทางแก้ได้ ฉันก็ไม่มีเวลาว่างถึงหลายเดือน เลยล้มเลิกอยู่ตลอด จนพออายุ 30 ฉันเริ่มคิดว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ อาจจะไม่ได้ทำไปตลอดชีวิตก็ได้ เขาว่าศัลยกรรมโครงหน้าควรทำตอนอายุน้อยหน่อยใช่ไหม? พอมีเวลาประมาณหนึ่งเดือน ฉันเลยคิดว่าเอาล่ะ และเริ่มค้นหาข้อมูลทั้งออนไลน์ทั้งออกไปดูด้วยตัวเองทันที ไปหลายโรงพยาบาลมาก และสุดท้ายที่ฉันปักใจเลือกก็คือโรงพยาบาลนี้!

ทั้งคุณหมอและผู้จัดการคนไข้ให้ความรู้สึกว่าเป็นโรงพยาบาลที่ไม่ได้มองคนไข้เป็นเงิน และตอนปรึกษาก็ชี้เฉพาะส่วนที่จำเป็นจริงๆ อย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่ชอบมากอีกอย่างคือพวกเขาเองก็มีรสนิยมความงามแบบที่ฉันต้องการด้วย (สไตล์สวยละมุนแต่ดูหรู) และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเน้นเรื่องความปลอดภัย แนวความงามที่ไม่เว่อร์ ประสบการณ์ผ่าตัด การพูดตรงๆ เรื่องผลข้างเคียง และการอธิบายวิธีลดผลข้างเคียง ทำให้ฉันรู้สึกน่าเชื่อถือมาก เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่ไปปรึกษากลับมาถึงบอกว่าอยากแต่งงานด้วย ทั้งหวาน ทั้งนุ่มนวล จนไม่เชื่อใจก็ยาก.. เลยทำให้ทั้งๆ ที่ด้านหลังฉันยังมีนัดโรงพยาบาลอื่นอยู่ ฉันก็ต้องขออภัยแต่ยกเลิกไป แล้ววางเงินมัดจำที่นี่แทน เพราะฉันอยากให้ทำให้เร็วที่สุด เลยมีคิวที่ถูกยกเลิกหลังจากหนึ่งสัปดาห์ ก็เลยเลือกวันนั้น และเพราะเหลือแค่หนึ่งสัปดาห์จึงไม่สามารถขอคืนเงินได้ ก็เลยจบที่การยืนยันแน่นอน.. ตรวจเลือดก็ทำทุกอย่างในวันนั้นเลย! ค่ารักษาแพงกว่าโรงพยาบาลอื่นอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังอยากทำที่นี่

ด้วยความคิดว่าไหนๆ ก็ทำแล้ว ทำให้ครบไปเลย ฉันเลยทำลดกระดูกคิ้ว + ลดหน้าผาก + ดูดไขมันใบหน้า + โครงหน้า 3 จุด ไปทั้งหมด ฉันขอให้เก็บกรามเหลี่ยมไว้ และทำให้สวยละมุนแต่ไม่ดูแก่!! สิ่งที่กังวลที่สุดคือความปลอดภัย แต่คุณหมอเป็นฝ่ายเน้นเรื่องความปลอดภัยก่อนเองอย่างหนัก เลยไม่ได้กังวลอะไรเลย (หน้าผากจากตอนแรกประมาณ 7.5 ซม. ลดเหลือ 5.8 ซม. คุณหมอยังให้คำแนะนำถึงกรณีในอนาคตถ้าเกิดต้องปลูกผมเพราะแผลเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย-! ตรงนี้ก็ทำให้ฉันตกหลุมรักอีกครั้ง)

จากนั้นฉันก็เข้าห้องผ่าตัดคนเดียว และเวลาผ่าตัดค่อนข้างนานทีเดียว ตอนผ่าตัดลดหน้าผาก หนังศีรษะของฉันไม่ค่อยยืดหยุ่นเท่าไร อีกทั้งตอนทำควิกกวังแดก่อนหน้านี้ไม่ได้ยึดด้วยสกรู ทำให้กระดูกส่วนที่อ่อนมันแกว่งๆ อยู่ การยึดจึงค่อนข้างยาก.. ตอนตระเวนปรึกษาก็มีโรงพยาบาลที่บอกว่าทำไม่ได้ แต่คุณหมอวอนแจฮยอนมองว่าเป็นเคสที่ธรรมดามาก.. ประสบการณ์การผ่าตัดนี่สำคัญจริงๆ

สุดท้ายผ่าตัดผ่านไปด้วยดี พอลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกว่า “โอ้ เรารอดแล้ว” และพูดตามตรงคือไม่ค่อยเจ็บเลย.. ถึงขั้นออกจากห้องผ่าตัดมาแล้ว ฉันยังคิดว่าสายน้ำเกลือที่ได้รับเป็นสายยาชาแก้ปวด แต่จริงๆ ไม่ใช่ ปวดแทบไม่มี มีแค่บวมมากกกกกกก ใบหน้าเหมือนจะระเบิด และคุณหมอบอกว่าฉันบวมมากกว่าคนอื่นพอสมควร โดยเฉพาะด้านขวาบวมหนักมาก ทำให้ฉันเข้าใจแบบเจ็บลึกเลยว่าทำไมศัลยกรรมโครงหน้าถึงถูกบอกว่ามันเหนื่อยมากกว่ามันเจ็บ ระหว่างนอนโรงพยาบาลหนึ่งวันหลังผ่าตัด คนที่ช่วยพยาบาลดูแลฉันแทบไม่ได้หลับเลย คอยตั้งนาฬิกาปลุกมาเฝ้าดูแลอย่างเอาใจใส่มาก จนถึงตอนนี้ฉันยังรู้สึกขอบคุณมากจริงๆ เขาคอยมาถูกเวลา ให้น้ำ ประคบ แล้วเช็กว่ามีอะไรลำบากไหม ทำให้ฉันคิดว่า โอ้ นี่เป็นงานที่ถ้าฝืนให้ทำก็คงทำไม่ได้จริงๆ.. ขอบคุณอีกครั้งจริงๆ นะคะ

วันถัดมาฉันก็ออกจากโรงพยาบาล และในช่วง 2-3 วันแรกเพราะหน้าบวมเหมือนจะระเบิดมากจนสามารถเผลอคิดว่าเจ็บได้จริงๆ เลยลำบากมาก อาหารส่วนใหญ่ฉันกิน Newcare และยาก็กินครบถ้วน ฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยหิวอยู่แล้ว ก็เลยกิน Newcare เพื่อจะได้กินยาเท่านั้น จริงๆ ถ้าไม่มียา ฉันคงไม่กินข้าวเลยด้วยซ้ำ.. การกินมันลำบาก เลยรู้สึกขี้เกียจ สรุปคือพอผ่าน 3 วันอันแสนทรมานไปได้ ก็แปลกมากที่อาการบวมค่อยๆ ลดลงแตกต่างกันในแต่ละวัน.. จริงๆ เวลาเป็นยาดีที่สุด.. พอผ่านช่วง 3 วันที่บวมที่สุดแล้ว อาการบวมและปวดหน้าก็หายไป คุณหมอให้ยาแก้ปวดสำรองมา แต่ฉันไม่ได้กินสักเม็ดเพราะไม่รู้สึกอะไรเลย- สิ่งที่ไม่สะดวกที่สุดกลับเป็นการที่อาบน้ำไม่ได้ (อันนี้ทรมานจริง) ฉันก็เดินวันละประมาณ 2 ชั่วโมง และประคบร้อนเย็นอย่างขยันมาก

ตอนครบ 1 สัปดาห์น่าจะตัดไหมโครงหน้า แล้ววันที่ครบ 2 สัปดาห์ก็ตัดไหมที่หน้าผาก พอตัดไหมแล้วรู้สึกโล่งจริงๆ และตั้งแต่นั้นอาการบวมก็ลดลงแบบชัดมาก? แน่นอนว่าก็ต้องยกความดีให้การดูแลของโรงพยาบาลด้วย เลเซอร์ลดบวมกับคลื่นความถี่สูงนี่สุดยอดมาก-! พออาการบวมเริ่มดีขึ้นและเริ่มออกไปข้างนอกได้ คอของฉันก็แห้งและเจ็บมากขึ้นมาเฉยๆ! หนึ่งในอาการแทรกซ้อนหลังดมยาสลบแบบทั่วร่างกาย ที่ฉันเจอคืออาการเจ็บคอหลัง 2 สัปดาห์.. ทำให้ฉันเข้าใจเลยว่าทำไมยาสลบทั่วร่างกายถึงเหนื่อย และเจ็บคอจนขนาดนอนไม่ค่อยได้เลย อาการเจ็บคอนี้ยืดอยู่นานมาก ประมาณเดือนครึ่ง? เสียงของฉันกว่าจะกลับมาก็ใช้เวลาพอสมควร

พอครบหนึ่งเดือน ในที่สุดฉันก็ไปซาวน่าได้ เลยไปเตาอบถ่านตรงเดือนพอดี และคงเพราะเหตุนี้ วันถัดมาหน้าจึงยุบลงเยอะมากจนฉันตกใจ ฉันคิดว่า “เออ ระดับนี้เจอคนอื่นได้แล้ว” และถ้าไม่ติดปัญหาตอนอ้าปากกินข้าวก็ใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ พูดตรงๆ ตอนนั้นหน้าก็ยังไม่ถึงกับเหมือนคนเลย.. แค่พอจะใช้ทริคว่า “เพิ่งถอนฟันคุดมา” ได้เท่านั้น

แต่เรื่องการกินก็ดีขึ้นตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์หลังผ่าตัด และพอประมาณหนึ่งเดือน ถ้าไม่นับว่าต้องกินข้าวกับคนที่ไม่รู้ว่าฉันเพิ่งผ่าตัด ก็แทบไม่มีอะไรลำบากหรือให้ต้องระวังเป็นพิเศษแล้ว

ฉันนับวันรอว่าจะครบหนึ่งเดือนเมื่อไร ครบ 3 เดือนเมื่อไร สุดท้ายเผลอแป๊บเดียวก็ผ่านมา 4 เดือนกว่าแล้ว และยิ่งเวลาผ่านไปฉันกลับยิ่งรู้สึกไม่ค่อยสบายใจมากขึ้น.. ช่วงแรกหลังผ่าตัดก็คิดว่าแน่นอนว่านี่คืออาการบวมเลยอดทนได้ แต่พอผ่าน 2-3 เดือนก็เริ่มกังวลว่า ถ้าอาการบวมที่เหลือไม่ยุบแล้วจะทำยังไง นี่คือหน้าสุดท้ายหรือเปล่า... ทั้งที่รู้ว่ายังมีอาการบวมเหลืออยู่เยอะก็ยังอดกังวลไม่ได้ ศัลยกรรมโครงหน้าจริงๆ เป็นการผ่าตัดที่ต้องคุมสภาพจิตใจให้ดีมากเลยนะ ฉันรู้สึกว่าไปจนถึงเกิน 1 ปีเลยคงยังต้องกังวลและลำบากทางใจอยู่อีก.. แต่พอมีคนเป็นแบบนี้เยอะ ก็แอบคิดว่าผู้จัดการคนไข้ของโรงพยาบาลศัลยกรรมโครงหน้าคงเหนื่อยมากเหมือนกัน เพราะน่าจะมีคนที่ทนบวมไม่ไหวแล้วร้องเรียนเยอะมาก

ฉันเองเพราะมีเพื่อนรอบตัวที่เคยทำโครงหน้ามาก่อน เลยได้เห็นกระบวนการจากหน้าปีแรกเป็นหน้าปีแรก แล้วค่อยๆ เข้าที่ในปีที่สองมาตลอด ดังนั้นแม้จะยอมรับแล้วว่าหนึ่งปีนี้ไม่ใช่หน้าตัวเองก็ตาม ฉันก็ยังไม่วางใจจนถึงตอนนี้ แน่นอนว่าผลการผ่าตัดออกมาดีมาก และฉันพอใจสุดๆ แต่ความโลภของคนเราก็เป็นแบบนั้น ถ้าคิดว่านี่ไม่ใช่อาการบวมก็จะพอใจแค่นี้ แต่พอเห็นชัดๆ ว่านี่คือบวม ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าบวมนี้ไม่ยุบแล้วกลายเป็นเนื้อไขมันจะทำยังไง? คนที่เคยทำโครงหน้าคงเข้าใจ สรุปคือพอผ่าน 3 เดือน คนที่ไม่ได้เจอนานๆ มักจะพูดว่าฉันอ้วนขึ้นเพราะบวมหรือเปล่า และไม่รู้ว่าฉันไปทำอะไรมา ก็แค่คิดว่าอ้วนขึ้นแล้วบรรยากาศเปลี่ยนไปประมาณนั้น? แต่เรื่องนี้ก็แตกต่างกันมากตามแต่ละคน สำหรับฉันแล้วถึงเดือนที่ 3 ก็ยังบวมหนักมาก และหน้าดูไม่เหมือนคนเลย (แต่คนอื่นก็ไม่ค่อยสังเกต) และตั้งแต่ผ่าน 4 เดือนเป็นต้นไปก็เริ่มเห็นว่าหน้าคมขึ้นและอาการบวมค่อยๆ ลดลง ส่วนแก้มด้านหน้าของฉันบวมหนักจริงๆ

ส่วนกรามเริ่มเห็นแนวตั้งแต่หลังหนึ่งเดือน เป็น V-line ไปแล้ว แต่แก้มด้านหน้าบวมมากจนพองเป็นลูกบอลถึงขั้นเห็นเส้นชัด ตอนนี้ก็ลดลงไปเยอะแล้ว! แต่ก็ยังแข็งๆ เหมือนบวมอยู่ การลดกระดูกคิ้วพูดตามตรงมีคนทำไม่เยอะ และเป็นการผ่าตัดที่ยังไม่ค่อยคุ้น เลยแอบลังเลอยู่ แต่ด้วยความคิดว่าไหนๆ ก็นอนผ่าแล้ว ทำไปเลย ผลลัพธ์ออกมาดรามาติกและน่าพอใจเกินกว่าที่คิดมาก!

พูดตรงๆ จนถึงวันก่อนผ่าตัดฉันยังลังเลว่าจะทำดีไหม แต่ความเด่นของตาที่ลึกเข้าไปลดลงไปเยอะ และรู้สึกว่าหน้าดูอ่อนโยนขึ้น นุ่มขึ้น? ชัดเจนมากจริงๆ ฉันยังแอบตกใจเลย! ลองจับดูก็รู้สึกชัดว่าต่างไปมาก แถมอยู่ตรงคิ้วด้วยเลยแทบไม่เห็นรอยแผล ฉันเองยังลืมไปเลยว่าทำมันไปแล้วด้วยซ้ำ.. สมกับที่รู้สึกว่าศัลยกรรมคือการทำทีเดียวให้ครบ ช่วยประหยัดทั้งเวลาและเงินที่สุด

ตอนนี้จริงๆ ฉันใช้ชีวิตจนแทบลืมไปแล้วว่าตัวเองทำโครงหน้า แต่ก็ยังระวังอยู่ และ อาการบวมคือครั้งแรกด้านขวาบวมหนักมาก ทำให้เหมือนช่วงที่ยุบของซ้ายกับขวาจะต่างกันไปด้วย! ที่น่าแปลกมากคือบริเวณโหนกแก้มด้านขวายุบเร็วกว่าด้านซ้าย ส่วนแก้มด้านหน้าและกรามด้านซ้ายยุบเร็วกว่าด้านขวา และพังผืดในปากด้านซ้ายก็หายหมดแล้ว เหลือแค่ด้านขวา! ตอนตรวจติดตามอาการ คุณหมอก็ยังบอกว่ากระดูกของฉันติดค่อนข้างเร็วกว่าเขาอื่น และถึงฉันจะเป็นคนสูบบุหรี่ ก็ยังบอกว่าไซนัสไม่มีปัญหาอะไรสบายดี! ฉันเคยกลัวมากเพราะเคยได้ยินว่าถึงขั้นต้องผ่าตัดไซนัสใหม่เลย..

ตัวการผ่าตัดโครงหน้าเองก็เป็นการผ่าตัดใหญ่ แล้วยังไม่ได้ทำแค่โครงหน้า แต่ทำหลายอย่างพร้อมกัน เลยกลัวมากและกังวลว่าถ้าพังจะทำยังไง แต่บรรยากาศของโรงพยาบาลอบอุ่นเหมือนครอบครัว และดูแลด้วยความจริงใจ ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจมากจริงๆ ตอนผ่าตัดคนเดียวก็ไม่รู้สึกต้องกังวลเลย เรื่องนี้มองข้ามไม่ได้จริงๆ..ช่วงนี้มีโรงพยาบาลเยอะมากที่มองคนไข้เป็นเงิน เลยยิ่งรู้สึกประทับใจมากขึ้นไปอีก คุณพยาบาลที่รอการตรวจติดตามอาการยังทำให้ฉันอยากรอเจอด้วยซ้ำ-!

เพราะฉันทำหลายอย่างพร้อมกัน เลยยังบวมเยอะอยู่เมื่อเทียบกับคนที่ทำแค่โครงหน้า แต่ปฏิกิริยาของคนรอบตัวและภาพที่ฉันเห็นเองนั้นน่าพอใจมาก และฉันก็รอคอยอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ-! ความคาดหวังมีมากกว่าความกังวลเสียอีก! เขาว่าการผ่าตัดสำคัญ แต่การดูแลหลังผ่าตัดสำคัญกว่า ฉันเลยดีใจมากที่ไม่มีการอักเสบหรือปัญหาอื่นๆ เกิดขึ้น และขอบคุณคุณหมอที่ทำการผ่าตัดได้ดีมากด้วย!! ถ้าย้อนกลับไปได้ ฉันก็ยังอยากทำที่นี่อีกจริงๆ ต่อจากนี้ก็จะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อจะกลับมาเขียนรีวิวในสภาพที่สวยขึ้นกว่าเดิม-!

ช่วงนี้ฉันนอนไม่ค่อยพอและก็ไม่มีเวลา เลยเขียนออกมาค่อนข้างกระจัดกระจาย แต่ถ้ามีอะไรสงสัยคอมเมนต์ไว้ได้ เดี๋ยวฉันจะพยายามมาตอบเท่าที่มีเวลาค่ะ-! ขอให้ทุกคนเลือกโรงพยาบาลดีๆ แล้วสวยขึ้นกันถ้วนหน้า

ดูบน sungyesa

โรงพยาบาลที่ถูกกล่าวถึง

ยังไม่มีความคิดเห็น

โพสต์อื่นในหมวดนี้